โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

Slow to warm up : ลูกเก่งแต่ในบ้าน แต่ทำไมอยู่นอกบ้านถึงขี้อาย

Mood of the Motherhood

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 01.58 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 01.57 น. • Features

คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตไหมคะว่า เด็กบางคนเวลาลูกออกไปนอกบ้านหรืออยู่ต่อหน้าคนอื่นก็จะทำตัวเงียบๆ เรียบร้อย ไม่ดื้อ ไม่ซน และไม่กล้าแสดงออก บางครั้งถึงขั้นเดินเกาะแขนคุณพ่อคุณแม่เหมือนกลัวการเข้าสังคม ทั้งที่ตอนอยู่บ้านก็เป็นเด็กร่าเริง เล่นซน หรือตัวแสบของคุณพ่อคุณแม่เลยด้วยซ้ำพฤติกรรมนี้ในทางจิตวิทยาพัฒนาการมีคำอธิบายชัดเจนว่า เด็กบางคนมีพื้นอารมณ์ที่ตอบสนองต่อสิ่งใหม่ด้วยความระมัดระวังมากกว่าปกติ และต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคย จึงมีคำเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า Slow to warm up ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพัฒนาการ แต่เป็นธรรมชาติของเด็กที่ไวต่อสิ่งแวดล้อม ชอบสังเกตก่อนลงมือ และต้องการเวลาตั้งหลักก่อนจะกล้าแสดงออกคำถามต่อมาคือ แล้วคุณพ่อคุณแม่ควรรับมือพฤติกรรม Slow to warm up ของลูกอย่างไร ปล่อยให้ลูกค่อยๆ ปรับตัวหรือควรผลักดันให้ลูกกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยไม่ทำให้ลูกรู้สึกกดดันหรือเสียความมั่นใจ เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมกันนะคะ1. ยอมรับในตัวตนที่แตกต่างของลูก

หัวใจสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีจังหวะการเข้าสังคมที่ไม่เท่ากัน สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำผลักดัน แต่คือความรู้สึกว่าพ่อแม่เข้าใจและรักในสิ่งที่เขาเป็น ลูกควรได้รับความรักอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เฉพาะตอนที่เขากล้าแสดงออกหรือเข้าหาผู้อื่นได้เก่ง แต่ต้องรวมถึงวันที่เขายังอยากยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ด้วยการยอมรับในตัวตน เช่น การบอกลูกว่าไม่เป็นไรถ้ายังไม่อยากพูดตอนนี้ หรืออนุญาตให้เขามองดูก่อน จะช่วยให้ลูกไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ เมื่อเด็กสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยและการยอมรับที่แท้จริง ความกล้าจะค่อยๆ เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องอาศัยการบังคับหรือการเร่งรัดให้เหมือนใคร2. ให้เวลาลูกได้อุ่นเครื่องและปรับตัว

เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ปฏิเสธการเข้าสังคม เพียงแต่ต้องการเวลาทำความคุ้นเคยกับสถานที่ บุคคล และบรรยากาศใหม่ๆ ก่อนจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง การที่ลูกยืนดูนิ่งๆ หรือยังไม่เข้าไปเล่นกับเพื่อนทันที คือวิธีการตั้งหลักเพื่อประเมินสถานการณ์ว่าใครเป็นมิตร ใครส่งเสียงดังเกินไป หรือพื้นที่ตรงนั้นปลอดภัยพอสำหรับเขาหรือไม่หน้าที่ของพ่อแม่คือการอยู่เคียงข้างโดยไม่เร่งเร้า ไม่ดึง หรือพยายามกดดันให้ลูกต้องรีบพิสูจน์ตัวเอง เพราะเมื่อเด็กกลุ่มนี้อุ่นเครื่องจนได้ที่และรู้สึกมั่นใจแล้ว เขาจะค่อยๆ ก้าวเข้าไปร่วมวงด้วยตัวเอง และหลายครั้งพบว่าเมื่อเริ่มปรับตัวได้ ลูกก็สามารถทำกิจกรรมและเข้ากับผู้อื่นได้ดีไม่แพ้เด็กคนไหนเช่นกัน3. เตรียมความพร้อมก่อนเผชิญโลกกว้าง

วิธีที่ช่วยลดความประหม่าได้ดีคือการเตรียมใจล่วงหน้า เพราะสิ่งที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้เครียดมักเกิดจากความไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเล่ารายละเอียดของสถานที่ที่จะไปให้ลูกฟัง เช่น วันนี้จะไปบ้านญาติที่มีคนเยอะหน่อย อาจมีพี่น้องวัยใกล้กันอยู่ด้วย เมื่อไปถึงแล้วเราจะทำอะไรเป็นลำดับแรก เช่น เข้าไปทักทายผู้ใหญ่ นั่งพักกินขนม แล้วค่อยลองไปดูว่าเด็กคนอื่นเล่นอะไรกันอยู่หากลูกเริ่มโตขึ้น อาจช่วยซ้อมประโยคง่ายๆ เช่น "สวัสดีครับ" หรือ "ขอหนูเล่นด้วยได้ไหม" เพื่อให้ลูกมีเครื่องมือในการสื่อสารและรู้สึกพร้อมมากขึ้น นอกจากนี้การบอกลูกล่วงหน้าว่าหากยังไม่พร้อมเล่นก็สามารถอยู่ใกล้พ่อแม่ก่อนได้4. ให้กำลังใจและชื่นชมในความพยายามเล็กๆ

เด็กที่ต้องใช้เวลาปรับตัวไม่ได้ต้องการการเชียร์อัปหรือการบอกให้สู้ๆ แต่ต้องการกำลังใจที่สม่ำเสมอเพื่อให้เขารับรู้ว่าพ่อแม่เห็นความพยายามของเขาจริงๆ บางครั้งการที่ลูกยอมเดินเข้าไปใกล้กลุ่มเพื่อน ยอมสบตาผู้อื่น หรือพยักหน้าตอบรับสั้นๆ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความกล้าก้าวใหญ่สำหรับเด็กกลุ่มนี้แล้วลองเปลี่ยนมาชื่นชมในจุดที่เฉพาะเจาะจงและไม่กดดัน เช่น "แม่เห็นนะว่าหนูพยายามมากที่เดินเข้าไปใกล้เพื่อน" หรือ "เก่งมากเลยที่วันนี้ลูกยืนดูเพื่อนเล่นได้นานขึ้น" คำพูดเหล่านี้จะช่วยให้ลูกเชื่อมั่นว่าความกล้าของเขากำลังพัฒนา และไม่จำเป็นต้องรีบเร่งให้เท่ากับคนอื่น ลูกก็จะเกิดความมั่นใจและกลายเป็นเด็กที่กล้าตัดสินใจในเวลาที่พร้อมอย่างแท้จริงอ่านบทความ: ลูกแค่ขี้อายหรือเป็นโรคกลัวสังคม (Social Phobia) กันแน่!?อ้างอิงpsychologytodaySuthiRaXeuxPhirocnKic

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...