โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เตือนวิกฤตอาหารสัตว์ เม.ย.ราคาพุ่ง สงครามบีบ“ข้าวสาลี-ถั่วเหลือง” เสี่ยงขาดตลาด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผลพวงจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันทางทะเลกว่า 20% ของโลกถูกปิดกั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเหนือระดับมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และจะเพิ่มขึ้นอีกหากสถานการณ์สงครามมีความยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสมภพ เอื้อทรงธรรม” เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์ไทย

ค่าขนส่งพุ่งวัตถุดิบขาดตลาด

นายสมภพ กล่าวว่า ผลกระทบ ของสงคราม แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.ต้นทุนภาคการขนส่งปรับสูงจากราคาน้ำมันและการส่งมอบสินค้าเกิดความล่าช้าจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง รวมถึงอัตราการหมุนเวียนของเรือขนส่งลดลงจากระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น 2.อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในการใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยได้รับผลกระทบจากสงครามดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันวัตถุดิบสารเสริมในอาหารสัตว์ (Feed Additives) หลายชนิดมีการปรับราคาขึ้นตั้งแต่ 20-50% ในทันที เนื่องจากประเทศจีน และสิงคโปร์ ปิดโรงงานผลิตไปแล้วบางส่วน เพราะขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต อาทิ น้ำมัน และซัลเฟอร์ เป็นต้น หากสถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อ จะยิ่งขาดแคลนเพิ่มขึ้น ณ เวลานี้กระทบกับต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ในระดับหนึ่ง แม้สารเสริมจะมีสัดส่วนที่ใช้ในการผลิตเฉลี่ยประมาณ 10% แต่ในเชิงมูลค่าคิดเป็น 20% ของต้นทุนการผลิต ปัจจุบันเมไทโอนิน (Methionine) ที่ได้จากกระบวนการปิโตรเคมีใช้ในอาหารไก่เนื้อ มีการ งดการส่งมอบและไม่รับคำสั่งซื้อรอบใหม่แล้ว

“ทั้งนี้เมไทโอนิน ทั้งโลกผลิตปีละราว 1 ล้านตัน โดยสิงคโปร์ผลิตถึง 600,000 ตัน แต่ล่าสุดหยุดส่งออก ทำให้ของขาดตลาด ประเทศอื่นผลิตทดแทนไม่ทัน ส่งผลให้ราคาเพิ่มขึ้น 2 เท่า”

ส่วนการนำเข้าข้าวสาลีจากยูเครนที่มีสัดส่วน 50% จากปีหนึ่งนำเข้ามา เฉลี่ย 1.7 ล้านตัน มีต้นทุนค่าขนส่งและระยะเวลาเดินเรือที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 15-20 วัน เช่นเดียวกับการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง/กากถั่วเหลือง หากมองในเชิงปริมาณทั่วโลกยังมีปริมาณเพียงพอ แต่ราคาจะปรับสูงขึ้นจากค่าขนส่งและระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับข้าวสาลี ส่งผลให้ผู้นำเข้าจะต้องประเมินและวางแผนบริหารจัดการสต็อกโดยสั่งสินค้าในปริมาณที่มากขึ้นให้สอดคล้องกับช่วงเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้นเพื่อไม่ให้วัตถุดิบขาดช่วง

ช็อกตลาดปรับ 5 รอบ จำกัด-ดีเลย์ขนส่ง

นายสมภพ กล่าวอีกว่า ราคากากถั่วเหลืองจากโรงสกัดน้ำมันในประเทศไทย ในช่วงวันที่ 9-16 มีนาคม 2569 มีการปรับขึ้น แล้วจำนวน 5 ครั้ง คิดเป็นราคาที่ปรับขึ้นถึง 1.45 บาท/กก. (10%) และอาจจะปรับขึ้นอีกตามสภาวะสงคราม อีกทั้งมีการจำกัดคิวและจำนวนรับสินค้า ส่วนระยะเวลาส่งมอบมีความไม่แน่นอนเนื่องจากรถขนส่งจะต้องแวะเติมน้ำมันถี่ขึ้น กระทบการจัดการรับสินค้าของโรงงาน

นอกจากนี้ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 5% และจะเพิ่มขึ้นอีกจากการที่สหรัฐฯ มีนโยบายนำไปใช้ผลิตเอทานอลเพื่อผสมน้ำมันเบนซิน ในขณะที่ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ปริมาณนำเข้าข้าวโพดในกรอบข้อตกลง AFTA ลดลงจากมาตรการ ปลอดการเผา ประกอบกับระยะเวลานำเข้าข้าวโพด AFTA ลดระยะเวลาเหลือเพียง 5 เดือน (กุมภาพันธ์-มิถุนายน)

ในขณะที่ไทยกำลังจะเผชิญกับภาวะภัยแล้งจากเอลนีโญ มีแนวโน้มผลผลิตออกล่าช้าและกระทบกับปริมาณผลผลิต จะส่งผลให้ขาดแคลนข้าวโพดในช่วงเดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างที่ผลผลิตในประเทศยังไม่ออกสู่ตลาด ปัจจุบันมีการส่งมอบข้าวโพดเข้าโรงงานในปริมาณที่ลดลง

อานิสงส์สงครามดันส่งออกข้าว-มัน พุ่ง

อย่างไรก็ดีในอีกด้านหนึ่ง ข้าวและมันสำปะหลังจะส่งออกได้ดีในภาวะสงคราม เพราะมันสำปะหลังจะเปลี่ยนไปใช้ผลิตเอทานอลมากขึ้น ในขณะที่ผลผลิตในประเทศลดลง และไม่สามารถนำเข้าได้อย่างปกติ ส่งผลให้อาหารสัตว์จะไม่มีวัตถุดิบทางเลือกทดแทน นอกจากนี้ผู้นำเข้าอาหารสัตว์ยังได้รับแรงกระแทกจากค่าเงินบาทอ่อนตัวจาก 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบนำเข้าให้ปรับสูงขึ้น

ประกอบราคาบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์ปรับสูงขึ้นแล้วตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 30-50% อีกทั้งต้นทุนการเพาะปลูกเกษตรกรปรับสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมีสารเคมี และค่าน้ำมันในการ

ใช้เครื่องจักรในกระบวนการผลิต (เครื่องสูบนํ้า/รถไถ) ซึ่งผลกระทบต่างๆ ส่งผลทำให้ราคานำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้ม ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในเดือนเมษายนนี้ ราคาข้าวสาลีและกากถั่วเหลืองจะปรับเพิ่มขึ้นราว 10% และมีโอกาสขยับสูงขึ้นอีก หากสถานการณ์สงครามโลกยังไม่คลี่คลาย

เสนอจำกัดการส่งออก-บาทอ่อนทุบ

ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความต้องการใช้ถั่วเหลืองในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยหลายประเทศหันไปใช้ถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดิบ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนเมล็ดถั่วเหลืองในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน ภายในประเทศยังต้องเฝ้าระวังพฤติกรรมกักตุนข้าวโพดของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งอาจซ้ำเติมภาวะต้นทุนวัตถุดิบให้สูงขึ้น”

นอกจากนี้ แนวโน้มค่าเงินบาทที่อาจอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งปีหลัง จะยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สมาคมไม่ได้เสนอให้ปรับขึ้นราคาสินค้า แต่เน้นย้ำให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security) โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการดูแลสมดุลวัตถุดิบในประเทศ อาทิ การจำกัดการส่งออกวัตถุดิบบางประเภท เช่น มันเส้น ซึ่งปัจจุบันไทยส่งออกสูงถึง 60% รวมถึงน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการนำเข้าวัตถุดิบบางรายการ เพื่อเสริมสมดุลห่วงโซ่อุปทานและป้องกันภาวะขาดแคลน

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,185 วันที่ 22 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...