เตือนวิกฤตอาหารสัตว์ เม.ย.ราคาพุ่ง สงครามบีบ“ข้าวสาลี-ถั่วเหลือง” เสี่ยงขาดตลาด
ผลพวงจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันทางทะเลกว่า 20% ของโลกถูกปิดกั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเหนือระดับมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และจะเพิ่มขึ้นอีกหากสถานการณ์สงครามมีความยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสมภพ เอื้อทรงธรรม” เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์ไทย
ค่าขนส่งพุ่งวัตถุดิบขาดตลาด
นายสมภพ กล่าวว่า ผลกระทบ ของสงคราม แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.ต้นทุนภาคการขนส่งปรับสูงจากราคาน้ำมันและการส่งมอบสินค้าเกิดความล่าช้าจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง รวมถึงอัตราการหมุนเวียนของเรือขนส่งลดลงจากระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น 2.อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในการใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยได้รับผลกระทบจากสงครามดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ปัจจุบันวัตถุดิบสารเสริมในอาหารสัตว์ (Feed Additives) หลายชนิดมีการปรับราคาขึ้นตั้งแต่ 20-50% ในทันที เนื่องจากประเทศจีน และสิงคโปร์ ปิดโรงงานผลิตไปแล้วบางส่วน เพราะขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต อาทิ น้ำมัน และซัลเฟอร์ เป็นต้น หากสถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อ จะยิ่งขาดแคลนเพิ่มขึ้น ณ เวลานี้กระทบกับต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ในระดับหนึ่ง แม้สารเสริมจะมีสัดส่วนที่ใช้ในการผลิตเฉลี่ยประมาณ 10% แต่ในเชิงมูลค่าคิดเป็น 20% ของต้นทุนการผลิต ปัจจุบันเมไทโอนิน (Methionine) ที่ได้จากกระบวนการปิโตรเคมีใช้ในอาหารไก่เนื้อ มีการ งดการส่งมอบและไม่รับคำสั่งซื้อรอบใหม่แล้ว
“ทั้งนี้เมไทโอนิน ทั้งโลกผลิตปีละราว 1 ล้านตัน โดยสิงคโปร์ผลิตถึง 600,000 ตัน แต่ล่าสุดหยุดส่งออก ทำให้ของขาดตลาด ประเทศอื่นผลิตทดแทนไม่ทัน ส่งผลให้ราคาเพิ่มขึ้น 2 เท่า”
ส่วนการนำเข้าข้าวสาลีจากยูเครนที่มีสัดส่วน 50% จากปีหนึ่งนำเข้ามา เฉลี่ย 1.7 ล้านตัน มีต้นทุนค่าขนส่งและระยะเวลาเดินเรือที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 15-20 วัน เช่นเดียวกับการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง/กากถั่วเหลือง หากมองในเชิงปริมาณทั่วโลกยังมีปริมาณเพียงพอ แต่ราคาจะปรับสูงขึ้นจากค่าขนส่งและระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับข้าวสาลี ส่งผลให้ผู้นำเข้าจะต้องประเมินและวางแผนบริหารจัดการสต็อกโดยสั่งสินค้าในปริมาณที่มากขึ้นให้สอดคล้องกับช่วงเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้นเพื่อไม่ให้วัตถุดิบขาดช่วง
ช็อกตลาดปรับ 5 รอบ จำกัด-ดีเลย์ขนส่ง
นายสมภพ กล่าวอีกว่า ราคากากถั่วเหลืองจากโรงสกัดน้ำมันในประเทศไทย ในช่วงวันที่ 9-16 มีนาคม 2569 มีการปรับขึ้น แล้วจำนวน 5 ครั้ง คิดเป็นราคาที่ปรับขึ้นถึง 1.45 บาท/กก. (10%) และอาจจะปรับขึ้นอีกตามสภาวะสงคราม อีกทั้งมีการจำกัดคิวและจำนวนรับสินค้า ส่วนระยะเวลาส่งมอบมีความไม่แน่นอนเนื่องจากรถขนส่งจะต้องแวะเติมน้ำมันถี่ขึ้น กระทบการจัดการรับสินค้าของโรงงาน
นอกจากนี้ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 5% และจะเพิ่มขึ้นอีกจากการที่สหรัฐฯ มีนโยบายนำไปใช้ผลิตเอทานอลเพื่อผสมน้ำมันเบนซิน ในขณะที่ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ปริมาณนำเข้าข้าวโพดในกรอบข้อตกลง AFTA ลดลงจากมาตรการ ปลอดการเผา ประกอบกับระยะเวลานำเข้าข้าวโพด AFTA ลดระยะเวลาเหลือเพียง 5 เดือน (กุมภาพันธ์-มิถุนายน)
ในขณะที่ไทยกำลังจะเผชิญกับภาวะภัยแล้งจากเอลนีโญ มีแนวโน้มผลผลิตออกล่าช้าและกระทบกับปริมาณผลผลิต จะส่งผลให้ขาดแคลนข้าวโพดในช่วงเดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างที่ผลผลิตในประเทศยังไม่ออกสู่ตลาด ปัจจุบันมีการส่งมอบข้าวโพดเข้าโรงงานในปริมาณที่ลดลง
อานิสงส์สงครามดันส่งออกข้าว-มัน พุ่ง
อย่างไรก็ดีในอีกด้านหนึ่ง ข้าวและมันสำปะหลังจะส่งออกได้ดีในภาวะสงคราม เพราะมันสำปะหลังจะเปลี่ยนไปใช้ผลิตเอทานอลมากขึ้น ในขณะที่ผลผลิตในประเทศลดลง และไม่สามารถนำเข้าได้อย่างปกติ ส่งผลให้อาหารสัตว์จะไม่มีวัตถุดิบทางเลือกทดแทน นอกจากนี้ผู้นำเข้าอาหารสัตว์ยังได้รับแรงกระแทกจากค่าเงินบาทอ่อนตัวจาก 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบนำเข้าให้ปรับสูงขึ้น
ประกอบราคาบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์ปรับสูงขึ้นแล้วตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 30-50% อีกทั้งต้นทุนการเพาะปลูกเกษตรกรปรับสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมีสารเคมี และค่าน้ำมันในการ
ใช้เครื่องจักรในกระบวนการผลิต (เครื่องสูบนํ้า/รถไถ) ซึ่งผลกระทบต่างๆ ส่งผลทำให้ราคานำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้ม ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในเดือนเมษายนนี้ ราคาข้าวสาลีและกากถั่วเหลืองจะปรับเพิ่มขึ้นราว 10% และมีโอกาสขยับสูงขึ้นอีก หากสถานการณ์สงครามโลกยังไม่คลี่คลาย
เสนอจำกัดการส่งออก-บาทอ่อนทุบ
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความต้องการใช้ถั่วเหลืองในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยหลายประเทศหันไปใช้ถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดิบ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนเมล็ดถั่วเหลืองในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน ภายในประเทศยังต้องเฝ้าระวังพฤติกรรมกักตุนข้าวโพดของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งอาจซ้ำเติมภาวะต้นทุนวัตถุดิบให้สูงขึ้น”
นอกจากนี้ แนวโน้มค่าเงินบาทที่อาจอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งปีหลัง จะยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สมาคมไม่ได้เสนอให้ปรับขึ้นราคาสินค้า แต่เน้นย้ำให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security) โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการดูแลสมดุลวัตถุดิบในประเทศ อาทิ การจำกัดการส่งออกวัตถุดิบบางประเภท เช่น มันเส้น ซึ่งปัจจุบันไทยส่งออกสูงถึง 60% รวมถึงน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการนำเข้าวัตถุดิบบางรายการ เพื่อเสริมสมดุลห่วงโซ่อุปทานและป้องกันภาวะขาดแคลน
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,185 วันที่ 22 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2569