โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตามล่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 และโลกที่หายไป ความลับที่รอการเปิดเผยใน “แถบไคเปอร์”

SPACEMAN

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 15.23 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 11.01 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 แวดวงดาราศาสตร์ได้เผยแพร่บทความเน้นย้ำถึงความสำคัญของพื้นที่ที่เรียกว่า “แถบไคเปอร์” (Kuiper belt) ซึ่งเปรียบเสมือนพรมแดนลึกลับที่อยู่พ้นขอบเขตของดาวเนปจูนออกไป บริเวณนี้ไม่ได้เป็นเพียงดินแดนรกร้างอันหนาวเหน็บ แต่ยังซ่อนวัตถุอวกาศนับล้านชิ้น ดาวเคราะห์แคระขนาดเท่าดาวพลูโตที่ยังไม่ถูกค้นพบ และอาจรวมถึง “ดาวเคราะห์ดวงที่เก้า” ที่หลายคนตามหา การศึกษาแถบไคเปอร์ในอนาคตอันใกล้นี้กำลังจะพลิกโฉมความเข้าใจของเราเกี่ยวกับสำมะโนประชากรในระบบสุริยะ และช่วยเปิดเผยอดีตอันยาวนานของจักรวาลที่เราอาศัยอยู่

ระบบสุริยะของเราไม่ได้สิ้นสุดแค่ที่ดาวพลูโต แถบไคเปอร์มีลักษณะคล้ายโดนัทที่โคจรอยู่รอบนอกของระบบสุริยะ เต็มไปด้วย “วัตถุแถบไคเปอร์” หรือเศษซากน้ำแข็งขนาดเล็กใหญ่จำนวนมหาศาล วัตถุที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้มีความซับซ้อนและแปลกประหลาดกว่าที่คาดคิด เช่น ดาวเคราะห์แคระเฮาเมอา ที่มีรูปร่างรีคล้ายไข่ มีดวงจันทร์และวงแหวนเป็นของตัวเอง แถมยังหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบในทุกสี่ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในบรรดาวัตถุขนาดเดียวกันในระบบสุริยะ หรือวัตถุบางดวงที่อาจมีภูเขาสูงยิ่งกว่าภูเขาไฟบนดาวอังคารแม้จะมีขนาดเล็กกว่ามากก็ตาม

ดาวเคราะห์แคระพลูโตถือเป็นเพชรยอดมงกุฎของพื้นที่บริเวณนี้ ข้อมูลจากยานอวกาศนิวฮอไรซันส์ขององค์การนาซาที่เดินทางโฉบผ่านเมื่อปี พ.ศ. 2558 เผยให้เห็นว่าดาวพลูโตเป็นโลกที่มีพลวัตสูงมาก มีทั้งภูเขาที่สูงชัน เนินทราย ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ภูเขาไฟน้ำแข็ง และอาจมีมหาสมุทรซ่อนอยู่ใต้ผิวดาว ข้อมูลเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2567 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ยังบ่งชี้ด้วยว่า วัตถุแถบไคเปอร์อื่น ๆ อย่างอีริสและมาคีมาคี อาจมีร่องรอยของกิจกรรมทางธรณีวิทยาและมหาสมุทรใต้พิภพเช่นกัน แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางส่วนจะยังคงตั้งข้อสังเกตว่าหลักฐานดังกล่าวยังมีน้อย และต้องอาศัยการส่งยานอวกาศไปสำรวจเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานนี้อย่างแน่ชัด

นอกเหนือจากความน่าสนใจของตัววัตถุแล้ว แถบไคเปอร์ยังเปรียบเสมือนแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีของระบบสุริยะ เนื่องจากวัตถุเหล่านี้อยู่ห่างไกล มืดมิด และเย็นจัด พวกมันจึงแทบไม่เปลี่ยนแปลงสภาพเลยนับตั้งแต่ระบบสุริยะถือกำเนิดขึ้น การค้นพบวัตถุรูปร่างคล้ายตุ๊กตาหิมะอย่างอาร์โรคอท แสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์อาจก่อตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการรวมตัวของเศษหินเล็ก ๆ มากกว่าจะเกิดจากการพุ่งชนอย่างรุนแรง ซึ่งช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจกระบวนการเกิดดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะทั่วทั้งกาแล็กซีได้ดียิ่งขึ้น

การก่อตัวของแถบไคเปอร์เองถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของระบบสุริยะ ในช่วงแรกเกิด ระบบสุริยะมีแผ่นจานเศษซากขนาดใหญ่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ แต่เมื่อดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ขยับเปลี่ยนตำแหน่ง และดาวเนปจูนเคลื่อนตัวออกห่างจากดวงอาทิตย์ แรงโน้มถ่วงได้ฉีกทำลายแผ่นจานนี้ เศษซากบางส่วนถูกดึงเข้ามาเป็นดาวเคราะห์น้อยและดาวหาง บางส่วนถูกเหวี่ยงออกไปเป็นวัตถุระหว่างดาวฤกษ์ และส่วนที่เหลืออยู่รอบนอกสุดได้กลายมาเป็นแถบไคเปอร์ในปัจจุบัน ทฤษฎีความโกลาหลในอดีตนี้ยังนำไปสู่ข้อสันนิษฐานที่น่าทึ่งว่า ระบบสุริยะของเราอาจเคยมีดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ดวงที่ห้าซึ่งถูกเหวี่ยงหลุดออกไปในอวกาศ หรืออาจมีดาวเคราะห์ดวงที่เก้าที่ซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ และรอคอยการค้นพบ

ปริศนาทั้งหมดนี้อาจได้รับคำตอบในไม่ช้า ด้วยการเปิดฉากสำรวจท้องฟ้าของหอดูดาวเวรา ซี. รูบิน ในประเทศชิลี ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา หอดูดาวแห่งนี้ติดตั้งกล้องถ่ายภาพดิจิทัลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และคาดว่าจะค้นพบวัตถุแถบไคเปอร์เพิ่มขึ้นอีกกว่า 35,000 ชิ้นภายในเวลาเพียงหนึ่งถึงสองปีแรก ซึ่งจะเพิ่มจำนวนวัตถุที่เรารู้จักขึ้นเกือบสิบเท่า ข้อมูลมหาศาลนี้จะช่วยทดสอบทฤษฎีการกำเนิดระบบสุริยะ และฟันธงข้อสงสัยเรื่องดาวเคราะห์ดวงที่เก้าว่ามีอยู่จริงหรือไม่ การค้นพบที่จะเกิดขึ้นนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นการปฏิวัติวงการดาราศาสตร์ครั้งใหญ่ ไม่ต่างจากสิ่งที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคยทำไว้กับการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ และแน่นอนว่าพรมแดนอันไกลโพ้นนี้จะยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกมากมายที่รอคอยการค้นพบอยู่

ข้อมูลอ้างอิง: The Planetary Society

  • Beyond the unknown: The coming Kuiper belt revolution
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...