โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความมั่นใจจนเกินไปคือปัญหาที่ทำให้สหรัฐฯแพ้สงครามมาหลายครั้งแล้ว รวมทั้งที่อิหร่านคราวนี้

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/03/overconfidence-is-how-the-us-humbly-loses-wars/)

Overconfidence is how the US humbly loses wars

by Monica Duffy Toft

23/03/2026

โดนัลด์ ทรัมป์ และพวกลูกขุนพลอยพยักของเขา ละเลยไม่ใส่ใจกับบทเรียนต่างๆ ของเวียดนาม, อัฟกานิสถาน, และยูเครน ในขณะที่เปิดฉากทำสงครามอิหร่านของพวกเขาในคราวนี้ขึ้นมา

สงครามทั้งหลายน้อยครั้งนักที่พ่ายแพ้กันทีแรกสุดในสมรภูมิ สงครามเหล่านี้ประสบความพ่ายแพ้ในความคิดจิตใจของพวกผู้นำ – เมื่อพวกผู้นำตีความอย่างผิดพลาดถึงสิ่งที่ฝ่ายพวกเขาเองและฝ่ายศัตรูของพวกเขาสามารถกระทำ, เมื่อความเชื่อมั่นของพวกเขาเข้าครอบงำแทนที่การทำความเข้าใจ, และเมื่อสงครามครั้งสุดท้ายกำลังสร้างความผิดพลาดให้แก่สงครามครั้งต่อไป

การที่คณะบริหารทรัมป์คาดคำนวณอิหร่านอย่างผิดพลาดเช่นนี้ไม่ใช่ความวิปริตผิดปกติ มันเป็นตัวอย่างล่าสุดของหนึ่งในธรรมเนียมประเพณีที่เก่าแก่ที่สุด และที่มีความร้ายแรงถึงแก่ชีวิตที่สุดในการเมืองระหว่างประเทศ มันเกิดขึ้นมาเนื่องจากปรากฏช่องว่างแห่งความหายนะ ตรงระหว่างสิ่งที่พวกผู้นำคิดว่ากำลังจะเกิดขึ้น กับสิ่งที่สงครามก่อให้เกิดขึ้นมาจริงๆ

ดิฉันเป็นนักวิชาการทางด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ, [1] สงครามกลางเมือง, และนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ และเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Dying by the Sword” [2] ซึ่งสำรวจตรวจสอบว่าทำไมสหรัฐฯจึงเดินหน้าเข้าสู่การใช้หนทางแก้ไขปัญหาด้วยกำลังทหารซ้ำแล้วซ้ำอีก และทำไมการเข้าไปแทรกแซงเหล่านี้จึงมีน้อยนักที่จะผลิตสันติภาพถาวรออกมาได้ สำหรับในสงครามที่สหรัฐฯทำกับอิหร่านคราวนี้ ปัญหาที่หยั่งรากอยู่ลึกลงไปกว่านั้นอีก ตามที่ดิฉันมองเห็น ก็คือความมั่นอกมั่นใจมากเกินไปของทางผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งก่อตัวขึ้นมาจากความสำเร็จของพวกเขาในระยะหลังๆ มานี้

ก่อนเริ่มศึก อเมริกาบอกไม่ห่วงจะทำให้น้ำมันแพง

ก่อนที่การสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งมีอิหร่าน, อิสราเอล, และสหรัฐฯเข้ามาเกี่ยวข้อง จะเกิดการบานปลายขยายตัวออกไปนั้น คริส ไวต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีพลังงานของสหรัฐฯได้บอกปัดความห่วงกังวลที่ว่าตลาดน้ำมันจะเกิดการสะดุดติดขัด [3] โดยเขาชี้ไปที่ราคาซึ่งแทบไม่ขยับเลยในช่วงสงคราม 12 วันของการสู้รบกันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 พวกเจ้าหน้าที่อาวุโสของคณะบริหารทรัมป์คนอื่นๆ ก็แสดงท่าทีเห็นด้วยกับเรื่องนี้ [4]

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น มีความสำคัญมาก นั่นคือ พวกขีปนาวุธและฝูงโดรนของอิหร่าน [5] ที่เล็งใส่มุ่งเล่นงานพวกฐานทัพต่างๆ ของสหรัฐฯ, เมืองหลวงทั้งหลายของรัฐอาหรับ, ตลอดจนศูนย์กลางประชากรของอิสราเอล จากนั้นอิหร่านยังประสบความสำเร็จในทางเป็นจริงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ [6] ซึ่งเป็นทางผ่านของซัปพลายน้ำมันโลกในแต่ละวันราวๆ 20% --ไม่ใช่ด้วยการปิดล้อมทางนาวี, ไม่ใช่ด้วยทุ่นระเบิดหรือขีปนาวุธต่อสู้เรือขนาดใหญ่โต แต่ด้วยการใช้พวกโดรนราคาถูกๆ

การโจมตีไม่กี่ครั้งใส่บริเวณชายขอบของช่องแคบนี้ก็เพียงพอแล้ว พวกบริษัทประกันภัยและบริษัทเดินเรือทะเลพากันตัดสินใจว่าการเดินทางผ่านเส้นทางนี้ไม่ปลอดภัย การจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันลดลงจนเหลือเป็นศูนย์ [7] ถึงแม้ในช่วงหลังๆ นี้ยังมีเรือผ่านอยู่บ้างบางครั้งบางคราว [8] พวกนักวิเคราะห์พากันเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นคราวนี้ว่าเป็น วิกฤตการณ์พลังงานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ห้ามส่งออกน้ำมันในทศวรรษ 1970 (the 1970s oil embargo) [9]

คำบรรยายคลิป

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 แสดงความโกรธเกรี้ยวใส่พวกชาติพันธมิตรซึ่งไม่เห็นด้วยที่จะช่วยเหลือกองทัพสหรัฐฯในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือบรรทุกน้ำมันสามารถสัญจรได้อีกครั้งหนึ่ง

โมจตาบา คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ประกาศตั้งแต่นั้นมาว่าจะปิดช่องแคบนี้ต่อไปเรื่อยๆ [10] ขณะที่ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ คริส เมอร์ฟีย์ (Chris Murphy) ซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครต จากรัฐคอนเนทิคัต เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปแบบไม่ให้คนนอกเข้าฟังว่า คณะบริหารทรัมป์ไม่ได้มีแผนการใดๆ เตรียมเอาไว้ในเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ [11] และก็ไม่ทราบว่าจะทำยังไงเพื่อเปิดมันขึ้นมาใหม่อย่างปลอดภัย

จากการที่ไม่มีสถานเอกอัครราชทูตอยู่ในกรุงเตหะรานอีกแล้วนับแต่ปี 1979 เป็นต้นมา [12]สหรัฐฯจึงพึ่งพาอาศัยพวกข่าวกรองจากประดาเครือข่ายของซีไอเอเป็นสำคัญ ซึ่งก็เป็นข่าวกรองที่น่าสงสัยข้องใจในเรื่องคุณภาพ ตลอดจนข่าวกรองจากพวกทรัพย์สินของอิสราเอล ที่ย่อมคำนึงถึงผลประโยชน์ต่างๆ ของประเทศของพวกเขาเองอยู่ในใจ [13]

ดังนั้น สหรัฐฯจึงไม่ได้คาดการณ์มาก่อนเลยว่า หลังจากสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน 2025 แล้ว อิหร่านได้สร้างและกระจายขีดความสามารถทางการทหารขึ้นมาใหม่อย่างสำคัญ [14] รวมทั้งไม่ได้คาดการณ์มาก่อนเลยว่าอิหร่านจะโจมตีพวกเพื่อนบ้านทั่วทั้งภูมิภาคนั้น แล้วก็อาเซอร์ไบจาน ด้วย เป็นการขยายความขัดแย้งนี้ให้กว้างขวางเลยออกไปจากอ่าวเปอร์เซียด้วยซ้ำ

ต่อจากนั้นสงครามยังไปถึงมหาสมุทรอินเดีย ที่ซึ่งเรือดำน้ำสหรัฐฯลำหนึ่งได้จมเรือฟริเกตของอิหร่าน [15] ตรงบริเวณซึ่งอยู่ห่างจากยุทธบริเวณงของสงคราม 2,000 ไมล์ ตรงบริเวณนอกชายฝั่งของศรีลังกา --เพียงไม่กี่วันหลังจากเรือรบอิหร่านลำนั้นได้เข้าร่วมในการฝึกทางนาวีที่อินเดีย เคียงข้างกับชาติต่างๆ 74 ประเทศ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย

ความเสียหายทางการทูตซึ่งเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ที่วอชิงตันมีอยู่กับอินเดียและศรีลังกา [16] อันเป็น 2 ประเทศซึ่งความร่วมมือของพวกเขามีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ –ขณะที่สหรัฐฯต้องเสาะแสวงหาหุ้นส่วนเพื่อบริหารจัดการและบรรเทาความเดือดร้อนจากการปิดล้อมของอิหร่าน— เป็นสิ่งที่ย่อมสามารถคาดการณ์กันได้อยู่แล้ว

วอชิงตันทำให้พวกเขาตกอยู่ในฐานะยากลำบาก โดยที่อินเดียกำลังเลือกที่จะมีการติดต่อทางการทูตกับอิหร่านเพื่อรับประกันให้เรือของพวกเขาสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย [17] ส่วนศรีลังกานั้นกำลังเลือกที่ธำรงความเป็นกลางเอาไว้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำฐานะที่เปราะบางของพวกเขา [18] ทว่าพวกนักวางแผนของสหรัฐกลับมองไม่เห็นอะไรเหล่านี้เลยทั้งนั้น

บทเรียนที่สรุปมาอย่างผิดพลาดจากเวเนซุเอลา

การที่สหรัฐฯเข้าไปแทรกแซงทางทหารอย่างฉับไวในเวเนซุเอลา [19] เมื่อเดือนมกราคม 2026 โดยสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างรวดเร็วและมีผลกระทบย้อนกลับต่ำที่สุด –ดูเหมือนกำลังทำให้คณะบริหารยิ่งมีความเชื่อมั่นศรัทธาแน่นแฟ้นกับการปฏิบัติการใช้กำลังเข้าบีบบังคับ

อย่างไรก็ดี ชัยชนะที่ขาวสะอาดนั้นกลับเป็นครูที่มีอันตรายมากๆ ชัยชนะเช่นนี้ทำให้ได้คะแนนสูงในเกณฑ์การวัดที่ดิฉันนำมาใช้ในการสอนของดิฉันโดยเรียกมันว่า “ดัชนีความโอหัง/ความถ่อมตน) (hubris/humility index) ทั้งนี้ ยิ่งคณะผู้นำมีการประมาณความสามารถของพวกเขาเองสูงเกินความเป็นจริงไปมากเท่าใด มีกาประเมินความสามารถของฝ่ายศัตรูต่ำกว่าความเป็นจริงไปมากเท่าใด และปฏิเสธไม่สนใจใยดีกับเรื่องความไม่แน่นอนมากเท่าใด มันก็มีความเป็นไปได้ยิ่งขึ้นเท่านั้นที่จะเกิดความวิบัติหายนะติดตามมา ชัยชนะที่ขาวสะอาดทำให้ดัชนีนี้มีคะแนนพุ่งลิ่วในจังหวะเวลาซึ่งจำเป็นต้องมีความคิดสงสัยข้องใจเอาไว้ให้มากที่สุด เนื่องจากผลจากชัยชนะเช่นนี้ทำให้พวกคณะผู้นำยิ่งเชื่อมั่นว่าศัตรูรายต่อไปก็จะสามารถบริหารจัดการได้เช่นเดียวกับศัตรูรายสุดท้ายที่ผ่านพ้นมา

นักรัฐศาสตร์ โรเบิร์ต เจอร์วิส (Robert Jervis) [20] เคยสาธิตให้เห็นตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีมาแล้วว่า ความรับรู้เข้าใจอย่างผิดๆ พลาดๆ ในแวดวงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่ดำเนินไปตามแบบแผนที่อาจคาดการณ์ได้ [21] พวกผู้นำมีความโน้มเอียงที่จะนำเอาหลักเหตุผลในการคิดคำนวณต้นทุน-กำไรของพวกเขาเอง ไปใช้คาดการณ์พวกศัตรูซึ่งไม่ได้มีหลักตรรกะอย่างเดียวกับพวกเขาสักหน่อย พวกเขายังมักตกลงไปใน “อคติจากการเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย” (availability bias) [22] ซึ่งหมายถึงการคิดการตัดสินใจเรื่องต่างๆ โดยใช้ข้อมูลที่นึกถึงได้ง่าย รวดเร็ว หรือเพิ่งประสบมา ดังนั้นจึงกำลังเปิดทางให้แก่การนำเอาการปฏิบัติการครั้งหลังสุด กลายมาเป็นตัวยืนสำหรับการปฏิบัติการครั้งถัดไป

การมีคะแนนดัชนีความโอหัง/ความถ่อมตนที่สูงมากขึ้นเท่าใด ก็มีความเป็นไปได้น้อยลงเท่านั้นที่จะคำนึงถึง ความเอาใจเขามาใส่ใจเราในเชิงยุทธศาสตร์ (strategic empathy) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการตั้งคำถามอย่างเช่นว่า ฝ่ายเตหะรานมองเรื่องนี้อย่างไร? ระบอบปกครองที่เชื่อว่ากำลังต้องเดิมพันเพื่อความอยู่รอดของตนเองนั้น จริงๆ แล้วจะทำอะไรบ้าง?

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ระบอบปกครองซึ่งอยู่ในสภาพดังกล่าว มักจะทำให้เรื่องราวบานปลายขยายตัว, คิดและทำอะไรแบบสดๆ ร้อนๆ เฉพาะหน้า, และพร้อมที่จะเสี่ยง ซึ่งหากพิจารณาด้วยทัศนะมุมมองจากภายนอกแล้วก็ดูเหมือนไม่สมเหตุสมผล ทว่าหากพิจารณาด้วยทัศนะมุมมองจากภายในแล้วกลับเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลอย่างเต็มที่ [23] ทั้งนี้มีกรณีที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้หลายกรณี ซึ่งเผยให้เห็นแบบแผนอันไม่มีทางผิดพลาดเช่นนี้ได้อย่างชัดเจน

สหรัฐฯในเวียดนาม ช่วงปี 1965-1968

พวกนักวางแผนสงครามของอเมริกันในเวลานั้นเชื่อว่า ความเหนือล้ำกว่าในทางวัตถุของพวกเขา จะบีงคับให้พวกคอมมิวนิสต์ในฮานอยต้องยอมแพ้ ทว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย

กำลังยิงของฝ่ายอเมริกันโดยลำพังในตัวมันเอง ไม่สามารถทำให้ศัตรูประสบความปราชัยทางการทหารได้ ยิ่งเรื่องการทำให้ศัตรูตกอยู่ใต้ความควบคุมทางการเมืองด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นไปได้น้อยลงกว่านั้นอีก การรุกกลับครั้งใหญ่ช่วงเทศกาลตรุษปี 1968 (The Tet Offensive in 1968) [24] เมื่อกองกำลังเวียดนามเหนือและกองกำลังเวียดกง เปิดการลุกฮือโจมตีอย่างมีการร่วมมือประสานงานกันตลอดทั่วทั้งเวียดนามใต้ –กลายเป็นการฉีกทำลายเรื่องเล่าอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯที่พร่ำโฆษณาป่าวร้องก่อนหน้านั้นว่า พวกเขากำลังใกล้ชนะสงครามเวียดนามแล้ว และสามารถมองเห็น “แสงสว่างจากอีกปลายหนึ่งของอุโมงค์แล้ว” [25] อย่างชนิดไม่มีชิ้นดี

ถึงแม้ในที่สุดแล้ว กองกำลังของสหรัฐฯและกองกำลังของเวียดนาม ยังคงสามารถผลักไสการโจมตีเหล่านี้ให้ล่าถอยไป แต่ขนาดความใหญ่โตและความไม่ได้เคยคาดคิดกันมาก่อน ของการโจมตีเหล่านี้ก็ยังคงเป็นสาเหตุทำให้สาธารณชนไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจคำพูดคำแถลงของพวกเจ้าหน้าที่ทางการ กลายเป็นการเร่งรัดให้สาธารณชนยิ่งเกิดความไว้วางใจทางการลดน้อยลงเรื่อยๆ และเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของชาวอเมริกันให้หันกลับมาต่อต้านสงครามได้อย่างเด็ดขาดชัดเจน [26]

ความพ่ายแพ้ของสหรัฐฯในเวียดนาม ไม่ได้เกิดขึ้นบนสนามรบแห่งหนึ่งแห่งใด หากแต่มาจากความล้มเหลวในทางยุทธศาสตร์และทางการเมืองซึ่งถูกเปิดเผยให้สาธารณชนพบเห็นครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงแม้อยู่ในฐานะที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น แต่วอชิงตันกลับไร้ความสามารถที่จะสร้างรัฐบาลเวียดนามใต้ที่มีความถูกต้องชอบธรรมและมั่นคงมีเสถียรภาพขึ้นมา [27] หรือยอมรับและเรียนรู้ความทรหดและความหยุ่นตัวของกองกำลังเวียดนามเหนือ [28]

ท้ายที่สุดแล้ว จากจำนวนทหารอเมริกันบาดเจ็บล้มตายที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และกระแสประท้วงขนาดใหญ่ภายในอเมริกาเอง กองทหารสหรัฐฯก็ต้องยอมถอยทัพ ปล่อยอำนาจในการควบคุมไซ่ง่อนไปอยูในมือของกองกำลังเวียดนามเหนือในปี 1975

ความล้มเหลวของสหรัฐฯเป็นเรื่องของแนวความคิดและวัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องของข้อมูลข่าวสาร พวกนักวิเคราะห์ชาวอเมริกันเพียงแต่ไม่สามารถมองภาพของสงครามจากทัศนะมุมมองของศัตรูของพวกเขาได้

สหภาพโซเวียตในอัฟกานิสถานเมื่อปี 1979 [30] และสหรัฐฯในอัฟกานิสถานภายหลังปี 2001 [31] ต่างได้เข้าไปดำเนินสงครามที่มีความแตกต่างกัน 2 สงครามในประเทศนั้น ทว่ามีความยึดมั่นเชื่อถือในสมมุติฐานที่กลายเป็นจุดตายแบบเดียวกัน นั่นคือ มองว่ากองทหารจากภายนอกสามารถที่จะนำเอาระเบียบทางการเมืองเข้าไปบังคับใช้ได้อย่างรวดเร็วในสังคมอัฟกานิสถานที่เต็มไปด้วยความแตกแยกภายในทว่ากลับแข็งขันมากในการต่อต้านการควบคุมจากต่างประเทศ

ในทั้ง 2 กรณี พวกมหาอำนาจยิ่งใหญ่เชื่อว่าความสามารถด้านต่างๆ ของพวกเขาจะสามารถเอาชนะความสลับซับซ้อนในระดับท้องถิ่นได้ [32] ในทั้ง 2 กรณี สงครามในอัฟกานิสถานมีการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่า –และยืนยงอย่างยาวนานเกินกว่าที่ยุทธศาสตร์ต่างๆ ของพวกเขาสามารถที่จะปรับตัวรับมือได้

รัสเซีย, ยูเครน, และช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามที่อิหร่านครั้งนี้ สมควรที่จะเป็นกรณีที่จะตามหลอกหลอนวอชิงตันมากที่สุด

ยูเครนได้สาธิตให้เห็นอยู่แล้วว่า ฝ่ายป้องกันที่อ่อนแอกว่าทางด้านวัตถุ สามารถที่จะสร้างภาระค่าใช้จ่ายก้อนมหึมาให้กับฝ่ายโจมตีซึ่งแข็งแรงกว่า โดยอาศัยนวัตกรรมบนสมรภูมิ [33] เป็นต้นว่า โดรนราคาถูก, การปรับตัวแบบเน้นการกระจายกำลัง, การข่าวกรองแบบเรียลไทม์, และการใช้ภูมิประเทศและจุดคอขวดต่างๆ อย่างริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อค้นหาความได้เปรียบแบบอสมมาตร สหรัฐฯได้เฝ้าดูสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดพัฒนาคลี่คลายไปในแบบเรียลไทม์อยู่เป็นเวลา 4 ปี รวมทั้งยังช่วยออกเงินให้ [34] เป็นจำนวนเงินไม่ใช่น้อยๆ ด้วยซ้ำไป

ทางฝ่ายอิหร่านก็กำลังเฝ้าดูอยู่เช่นกัน –โดยที่กรณีช่องแคบฮอร์มุซคือข้อพิสูจน์ของเรื่องนี้

อิหร่านไม่จำเป็นต้องมีกองทัพเรือเพื่อปิดจุดคอขวดทางพลังงานที่ทรงความสำคัญที่สุดของโลกแห่งนี้ [35] เลย พวกเขาต้องการเพียงโดรน พวกที่มีราคาถูกๆ และเป็นเทคโนโลยีแบบอสมมาตร ชนิดที่ยูเครนก็ใช้อยู่ในการรับมือกับการเข่นฆ่าของฝ่ายรัสเซีย [36] อิหร่านประจำการโดรนเหล่านี้ไม่ใช่ ณ แนวรบภาคพื้นดิน แต่มุ่งต่อต้านเล่นงานการคาดคำนวณทางด้านการประกันภัยของพวกอุตสาหกรรมเดินเรือทะเลระดับโลก

วอชิงตัน ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่รับประกันบทเรียนต่างๆ จำนวนมากในคู่มือการทำสงครามเช่นนี้ในยูเครน กลับดูเหมือนไม่เคยตั้งคำถามที่สามารถมองเห็นกันได้ชัดๆ อยู่แล้ว นั่นคือ คำถามที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากอีกฝ่ายหนึ่งก็กำลังเฝ้าติดตามศึกษาบทเรียนเหล่านี้อยู่เช่นกัน? ตรงนี้ย่อมไม่ใช่ความผิดพลาดล้มเหลวทางด้านการข่าวกรองของสหรัฐฯ แต่มันความล้มเหลวของความคิดจินตนาการในทางยุทธศาสตร์ --ตรงเป๊ะกับสิ่งที่ดัชนีความโอหัง/ความถ่อนตัว มุ่งเน้นย้ำในเวลาที่มีการขบคิดออกแบบมันขึ้นมา

อิหร่านไม่จำเป็นต้องทำให้สหรัฐฯประสบความพ่ายแพ้อย่างถูกต้องตามแบบแผนอะไรเลย พวกเขาจำเป็นเพียงแค่ต้องหาทางเพิ่มต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ, ฉวยใช้ประโยชน์จากจุดคอขวดต่างๆ, และเฝ้ารอคอยความแตกแยกในหมู่ประดาพันธมิตรของอเมริกา ตลอดจนพลังฝ่ายค้านทางการเมืองภายในสหรัฐฯเอง มาบังคับขับไล่การประกาศชัยชนะอย่างจอมปลอมของฝ่ายอเมริกา หรือมากดดันให้สหรัฐฯต้องมีการถอนตัวออกไปอย่างแท้จริง

น่าสังเกตว่า อิหร่านยังคงเลือกที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซเอาไว้ให้เรือของตุรกี, อินเดีย, และซาอุดีอาระเบีย สามารถผ่านไปได้ [37] เป็นการให้รางวัลแก่พวกประเทศที่วางตัวเป็นกลาง และลงโทษพวกชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ เป็นการตอกลิ่มเพื่อทำให้การจับกลุ่มรวมตัวเป็นพันธมิตรของฝ่ายอเมริกาเกิดความแตกแยก

นักประวัติศาสตร์ เจฟฟรีย์ แบลนีย์ (Geoffrey Blainey) เคยกล่าวโต้แย้งแสดงเหตุผลอันมีชื่อเสียงเอาไว้ว่า สงครามต่างๆ เริ่มต้นขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายยึดถือความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจที่แตกต่างกันและเข้ากันไม่ ได้ และสามารถยุติลงได้ต่อเมื่อความเป็นจริงบังคับให้ความเชื่อเหล่านั้นต้องสมัครสมานอยู่ในแนวเดียวกัน [38]

(เจฟฟรีย์ แบลนีย์ Geoffrey Blainey เป็นนักประวัติศาสตร์, นักวิชาการ, ผู้เขียนหนังสือขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์, และนักออกความคิดเห็นผ่านสื่อที่มีอิทธิพลและได้รับความนิยมชมชอบสูงชาวออสเตรเลีย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Geoffrey_Blainey -ผู้แปล)

ความสมัครสมานอยู่ในแนวเดียวกันเช่นว่านี้เวลานี้กำลังบังเกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียและดินแดนที่เลยโพ้นไปจากนั้น โดยที่ต้องมีการจ่ายต้นทุนราคาแพงลิบลิ่ว คณะบริหารทรัมป์ทำคะแนนสูงลิ่วในดัลนีความโอหัง ณ จังหวะเวลาซึ่งพวกเขาจำเป็นที่สุดที่จะต้องมีความถ่อมตน

มอนิกา ดัฟฟี ทอฟต์เป็นศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ และผ้อำนวยการของศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์ศึกษา (Center for Strategic Studies) , วิทยาลัยเฟลตเชอร์ (The Fletcher School), มหาวิทยาลัยทัฟต์ส (Tufts University), สหรัฐอเมริกา

ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่นhttps://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/overconfidence-is-how-wars-are-lost-lessons-from-vietnam-afghanistan-and-ukraine-for-the-war-in-iran-were-ignored-278604

เชิงอรรถ

[1]https://scholar.google.com/citations?user=HPHREV0AAAAJ&hl=en

[2] https://global.oup.com/academic/product/dying-by-the-sword-9780197581438?cc=us&lang=en&

[3] https://www.oilandgas360.com/u-s-energy-secretary-says-oil-price-spike-driven-by-fear-premium/

[4] https://www.nytimes.com/2026/03/10/us/politics/how-trump-miscalculated-iran-response.html

[5] https://www.nytimes.com/live/2026/03/02/world/iran-us-israel-attack-trump

[6] https://www.npr.org/2026/03/12/nx-s1-5744978/iran-effectively-closes-strait-of-hormuz-as-u-s-israel-strikes-continue

[7] https://www.npr.org/2026/03/04/nx-s1-5736104/iran-war-oil-trump-israel-strait-hormuz-closed-energy-crisis

[8] https://www.wsj.com/livecoverage/stock-market-today-dow-sp-500-nasdaq-03-16-2026/card/two-indian-flagged-tankers-make-it-through-strait-of-hormuz-IFGkW2gkNLPiSBKX5lLD

[9] https://www.npr.org/2026/03/04/nx-s1-5736104/iran-war-oil-trump-israel-strait-hormuz-closed-energy-crisis

[10] https://www.nbcnews.com/world/iran/live-blog/live-updates-iran-war-oil-ship-attacks-hormuz-trump-israel-lebanon-rcna263101

[11] https://theconversation.com/why-shadow-tankers-are-the-only-ships-still-moving-through-the-strait-of-hormuz-277785

[12] https://ir.usembassy.gov/policy-history/

[13] https://www.theguardian.com/us-news/2026/mar/13/david-mccloskey-persian-book

[14] https://www.csis.org/analysis/operation-epic-fury-and-remnants-irans-nuclear-program

[15] https://www.bbc.com/news/articles/c0e55g03v2zo

[16] https://www.france24.com/en/live-news/20260309-stranded-iran-sailors-put-sri-lanka-india-in-diplomatic-dilemma

[17] https://www.reuters.com/world/india/iran-has-allowed-some-indian-vessels-pass-strait-hormuz-envoy-says-2026-03-14/?utm_source=chatgpt.com

[18] https://www.ft.com/content/6b5b1424-b1b8-4ec4-b4a7-d719f1cd48ad?syn-25a6b1a6=1

[19] https://www.brookings.edu/articles/making-sense-of-the-us-military-operation-in-venezuela/

[20] https://www.sipa.columbia.edu/communities-connections/faculty/robert-jervis

[21]https://press.princeton.edu/books/hardcover/9780691177434/perception-and-misperception-in-international-politics

[22] https://catalogofbias.org/biases/availability-bias/

[23]https://press.princeton.edu/books/hardcover/9780691177434/perception-and-misperception-in-international-politics

[24] https://www.britannica.com/topic/Tet-Offensive

[25] https://historymatters.sites.sheffield.ac.uk/blog-archive/2020/light-at-the-end-of-the-tunnel-the-vietnam-war-the-credibility-gap-and

[26] https://theworld.org/stories/2017/10/06/tet-offensive-and-its-effects

[27]https://www.cornellpress.cornell.edu/book/9781501712807/to-build-as-well-as-destroy/

[28] https://penntoday.upenn.edu/news/reexamining-vietnam-war-four-decades-after-americas-defeat

[29] https://www.britannica.com/event/Fall-of-Saigon

[30] https://www.britannica.com/event/Soviet-invasion-of-Afghanistan

[31] https://www.crisisgroup.org/uct/asia-pacific/afghanistan/afghanistan-2001-2021-us-policy-lessons-learned

[32] https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2021-07-08/why-both-russians-and-americans-got-nowhere-in-afghanistan

[33] https://www.csis.org/analysis/lessons-ukraine-conflict-modern-warfare-age-autonomy-information-and-resilience

[34] https://www.bbc.com/news/articles/crew8y7pwd5o

[35] https://www.npr.org/2026/03/04/nx-s1-5736104/iran-war-oil-trump-israel-strait-hormuz-closed-energy-crisis

[36] https://www.economist.com/europe/2024/12/02/how-ukraine-uses-cheap-ai-guided-drones-to-deadly-effect-against-russia

[37] https://www.aljazeera.com/news/2026/3/14/two-indian-ships-cross-strait-of-hormuz-as-iran-says-it-allowed-passage

[38] https://www.simonandschuster.com.au/books/The-Causes-of-War/Geoffrey-Blainey/9781761635236

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...