'เดอะมอลล์' จับตาแรงสะเทือนสงครามหวั่นยืดเยื้อฉุดใช้จ่าย
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงโดยง่าย ภาคเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ! ซ้ำเติมปัญหา “ปากท้อง” และ “เงินในกระเป๋า” ของผู้บริโภค
โดยเฉพาะความกังวลว่าหากการสู้รบยืดเยื้อเกินกว่า 6 เดือน ประเทศอาจต้องเผชิญกับภาวะที่น่ากลัวที่สุดทางเศรษฐกิจ นั่นคือ “Stagflation” เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจโตต่ำ และแม้วันนี้จะยังไม่เกิดการกักตุนสินค้าที่ผิดปกติ (Panic Buying) แต่ทุกภาคส่วนมีการมอนิเตอร์สถานการณ์แบบวันต่อวัน!
ศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต และฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ฉายภาพรวมการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวไทยขณะนี้ว่า แม้จะไม่มีสถานการณ์สงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็เริ่มเห็นสัญญาณกำลังซื้อที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง (Middle Class) ที่ระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ สังเกตได้จาก Traffic หรือจำนวนคนที่เข้ามาใช้บริการ รวมถึงความถี่ในการมาที่เริ่มลดน้อยลง ซึ่งเดอะมอลล์ ไม่ได้นิ่งนอนใจและเริ่มปรับแผนยุทธศาสตร์รองรับตั้งแต่ตอนนั้น
โดยกลยุทธ์หลักที่ปรับเปลี่ยนมี 2 ส่วนสำคัญ กล่าวคือ “Focus on Conversion Rate” จากเดิมที่เน้นการดึงดูด Traffic ใหม่ๆ เข้ามาในสาขาให้มากที่สุด แต่ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เน้นให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนคนที่เดินอยู่ในห้างให้กลายเป็น “ผู้ซื้อจริง” หรือ เพิ่ม Conversion Rate ให้สูงขึ้น
นอกจากนี้ เน้นการเพิ่มยอดซื้อต่อบิล“Value-Driven Spending” ผ่านการคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพสูงและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง (Customer Experience) ภายใต้ความเชื่อมั่นว่า แม้ในวันที่เศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่ถ้าสามารถนำเสนอสินค้าที่ “ใช่” และตรงกับความต้องการจริงของเขาได้ ผู้บริโภคก็ยังพร้อมที่จะใช้จ่าย
"สถานการณ์สงครามในวันนี้ ยิ่งทำให้คนเริ่มระวังการใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก แม้ว่าตอนนี้ยอดการซื้อต่อครั้ง หรือ Spending ในฝั่งของซูเปอร์มาร์เก็ตจะยังดูตัวเลขสวยอยู่ แต่ก็วางใจไม่ได้ เพราะถ้าสงครามยืดเยื้อ ทิศทางของยอดใช้จ่ายก็มีโอกาสพลิกกลับมาแย่ลงได้เช่นกัน”
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “ผลกระทบลูกโซ่” เมื่อน้ำมันจากแหล่งผลิตสำคัญอย่าง“อิหร่าน” หรือ “กลุ่มตะวันออกกลาง” ไม่สามารถส่งออกได้จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้น้ำมันจะเต็มคลังแค่ไหนแต่ถ้าส่งออกไม่ได้ ราคาน้ำมันโลกก็จะพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันปรับขึ้นไปแล้วมากกว่า 25% จะลามไปถึงต้นทุนสินค้า และค่าขนส่ง ทั้งระบบ
“สุดท้ายเราจะตกอยู่ในสภาวะที่น่ากลัวมาก คือภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจกลับอ่อนแอลง ซึ่งเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดที่สุดในเวลานี้”
สะเทือนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก“ชะงัก”
มองไปที่สถานการณ์ระยะยาว หากการสู้รบยืดเยื้อเกินกว่า 6 เดือนขึ้นไป ศุภวุฒิ ฉายภาพต่อว่า ผลกระทบจะตกไปอยู่ที่ภาวะเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ คือ ต้นทุนต้นน้ำที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้า ความท้าทายที่สุด คือ เราอาจต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ
นอกจากเรื่องกรอบเวลา สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ “ระดับความรุนแรง” และ“ขอบเขตของการขยายผล” เพราะวันนี้ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอิหร่านหรือสหรัฐเท่านั้น แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยุโรปและเอเชีย เนื่องจากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นปัญหานั้น ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางโลจิสติกส์ระดับโลกที่มีปริมาณการขนส่งมวลรวมมหาศาล
"เมื่อเส้นทางหลักได้รับผลกระทบ ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกย่อมเกิดการหยุดชะงัก นี่คือปัจจัยภายนอกที่เราต้องเตรียมแผนรับมืออย่างรัดกุมที่สุด เพื่อประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้กระทบต่อภาคการบริโภคในประเทศไปมากกว่านี้"
บริหารซัพพลายเชนเข้ม ย้ำ "อย่าตื่นตระหนก"
ในระยะสั้นนี้เดอะมอลล์ พยายามรณรงค์และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนว่า “อย่าเพิ่งตื่นตระหนก” จนเกิดการกักตุนสินค้า (Panic Buying) แต่แน่นอนว่าหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อจนลามไปถึงภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น และส่งผลให้ราคาสินค้าขยับตัวสูงตามไป ความเสี่ยงที่จะเกิดการกักตุนย่อมมีมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งในจุดนี้ ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้ประกอบการค้าปลีกหารือ ประเด็นสำคัญคือขอความร่วมมือให้ช่วยประสานกับซัพพลายเออร์และผู้ผลิต เพื่อร่วมกัน “ตรึงราคาสินค้า” ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน
“ตอนนี้ยังไม่ได้เห็นการกักตุนที่ผิดปกติมากนัก แต่กลุ่มที่เรากำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานที่จำเป็นจริงๆ เช่น ข้าวสาร น้ำตาล หรือน้ำมันพืช รวมถึงสินค้ากลุ่มนำเข้าที่เป็นพาร์ตสำคัญของเรา”
ทั้งนี้ บริษัทฯ เตรียมความพร้อมรับมือโดยมีการหารือร่วมกับซัพพลายเออร์ทุกรายอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต หรือกลุ่มสินค้านำเข้าที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องการควบคุมราคา ปริมาณสต็อกสินค้า แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่เห็นผลกระทบที่เด่นชัด แต่ถ้าในอนาคตการเดินเรือมีปัญหาจนสินค้านำเข้าขาดช่วงไป ก็มีความเสี่ยงทั้งปริมาณสินค้าที่จะไม่เพียงพอและราคาที่อาจพุ่งสูงขึ้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์วันต่อวัน จะเห็นว่า หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain นั่นเอง
“ตรึงราคา-บริหารสต็อก-อัดนวัตกรรม”
สำหรับสิ่งแรกที่ได้ดำเนินการไปแล้ว คือการตรวจสอบปริมาณสินค้าในคลังร่วมกับคู่ค้า เพื่อประเมินว่าหากเกิดสถานการณ์ติดขัดขึ้นจริงๆ จะมีส่วนไหนที่ได้รับความเสียหายหรือขาดแคลนบ้าง โดยพยายามควบคุมให้ปริมาณสินค้าหมุนเวียนอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการ
"สิ่งสำคัญที่สุด คือเรื่องของ ‘ราคา’ เราได้มีการพูดคุยและขอความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ทุกเจ้าให้ช่วยกันตรึงราคาสินค้าไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนจากการปรับขึ้นราคาในทันที ซึ่งสต็อกสินค้าในภาพรวมขณะนี้ ยังถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ตามปกติ เราก็ได้แต่หวังว่าสถานการณ์สงครามจะไม่ยืดเยื้อไปมากกว่านี้ เพื่อให้กลไกตลาดกลับมาเดินหน้าได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด"
ศุภวุฒิ ย้ำว่า อยากให้มั่นใจว่า ณ วันนี้เรายังไม่ได้เห็นดัชนีการปรับขึ้นราคาที่ชัดเจนออกมาในทันที อยู่ในช่วงการเฝ้าระวังและมอนิเตอร์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน เพื่อประเมินว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด และจะหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคได้อย่างไร
เบื้องต้นยังได้เพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวังและเตรียมสำรองปริมาณสินค้าให้เพียงพอเพื่อรองรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาที่สาขา จะมีสินค้าพร้อมให้เลือกซื้อและไม่เกิดภาวะขาดแคลนอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ในด้านนวัตกรรมและการขนส่ง ได้มีการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกอย่าง DHL ซึ่งมีการศึกษาและวางแผนเรื่องการนำรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV มาใช้ในระบบขนส่งอย่างจริงจัง เพราะนี่คือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) แห่งอนาคตที่จะมาถึงอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ "AI" ยังเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ถูกนำมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือ Productivity ในระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนทั้งหมด
"เราอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกและประเมินคุณสมบัติ ของ AI แต่ละประเภท เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ปริมาณสินค้า หรือการวางแผนเส้นทางขนส่งอัจฉริยะ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบการจัดการจะมีความแม่นยำ รวดเร็ว และมีต้นทุนที่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด"
แนะรัฐอุดรอยรั่ว“อุปสรรคธุรกิจ”
ผู้บริหารกลุ่มเดอะมอลล์ กล่าวต่อว่า ตามแผนระยะสั้นนอกจากมุ่งสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิต และผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายใหญ่ ในการบริหารจัดการปริมาณสินค้าให้เพียงพอ และควบคุมราคาสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด
พร้อมวางแผนระยะกลางและระยะยาว ที่ยังจำเป็นต้อง “มอนิเตอร์สถานการณ์แบบวันต่อวัน” ต่อเนื่อง เพราะความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกและสงครามมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์ให้ทันเหตุการณ์
อย่างไรก็ตาม อยากให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างภาคเอกชนและผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ รวมถึงอยากให้พิจารณาถึง “ข้อจำกัด” หรือ มาตรการบางอย่างที่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการ หากภาครัฐสามารถช่วยอุดรอยรั่วหรือผ่อนปรนมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้ จะเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน