โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เดอะมอลล์' จับตาแรงสะเทือนสงครามหวั่นยืดเยื้อฉุดใช้จ่าย

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงโดยง่าย ภาคเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ! ซ้ำเติมปัญหา “ปากท้อง” และ “เงินในกระเป๋า” ของผู้บริโภค

โดยเฉพาะความกังวลว่าหากการสู้รบยืดเยื้อเกินกว่า 6 เดือน ประเทศอาจต้องเผชิญกับภาวะที่น่ากลัวที่สุดทางเศรษฐกิจ นั่นคือ “Stagflation” เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจโตต่ำ และแม้วันนี้จะยังไม่เกิดการกักตุนสินค้าที่ผิดปกติ (Panic Buying) แต่ทุกภาคส่วนมีการมอนิเตอร์สถานการณ์แบบวันต่อวัน!

ศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต และฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ฉายภาพรวมการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวไทยขณะนี้ว่า แม้จะไม่มีสถานการณ์สงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็เริ่มเห็นสัญญาณกำลังซื้อที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง (Middle Class) ที่ระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ สังเกตได้จาก Traffic หรือจำนวนคนที่เข้ามาใช้บริการ รวมถึงความถี่ในการมาที่เริ่มลดน้อยลง ซึ่งเดอะมอลล์ ไม่ได้นิ่งนอนใจและเริ่มปรับแผนยุทธศาสตร์รองรับตั้งแต่ตอนนั้น

โดยกลยุทธ์หลักที่ปรับเปลี่ยนมี 2 ส่วนสำคัญ กล่าวคือ “Focus on Conversion Rate” จากเดิมที่เน้นการดึงดูด Traffic ใหม่ๆ เข้ามาในสาขาให้มากที่สุด แต่ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เน้นให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนคนที่เดินอยู่ในห้างให้กลายเป็น “ผู้ซื้อจริง” หรือ เพิ่ม Conversion Rate ให้สูงขึ้น

นอกจากนี้ เน้นการเพิ่มยอดซื้อต่อบิล“Value-Driven Spending” ผ่านการคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพสูงและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง (Customer Experience) ภายใต้ความเชื่อมั่นว่า แม้ในวันที่เศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่ถ้าสามารถนำเสนอสินค้าที่ “ใช่” และตรงกับความต้องการจริงของเขาได้ ผู้บริโภคก็ยังพร้อมที่จะใช้จ่าย

"สถานการณ์สงครามในวันนี้ ยิ่งทำให้คนเริ่มระวังการใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก แม้ว่าตอนนี้ยอดการซื้อต่อครั้ง หรือ Spending ในฝั่งของซูเปอร์มาร์เก็ตจะยังดูตัวเลขสวยอยู่ แต่ก็วางใจไม่ได้ เพราะถ้าสงครามยืดเยื้อ ทิศทางของยอดใช้จ่ายก็มีโอกาสพลิกกลับมาแย่ลงได้เช่นกัน”

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “ผลกระทบลูกโซ่” เมื่อน้ำมันจากแหล่งผลิตสำคัญอย่าง“อิหร่าน” หรือ “กลุ่มตะวันออกกลาง” ไม่สามารถส่งออกได้จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้น้ำมันจะเต็มคลังแค่ไหนแต่ถ้าส่งออกไม่ได้ ราคาน้ำมันโลกก็จะพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันปรับขึ้นไปแล้วมากกว่า 25% จะลามไปถึงต้นทุนสินค้า และค่าขนส่ง ทั้งระบบ

“สุดท้ายเราจะตกอยู่ในสภาวะที่น่ากลัวมาก คือภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจกลับอ่อนแอลง ซึ่งเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดที่สุดในเวลานี้”

สะเทือนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก“ชะงัก”

มองไปที่สถานการณ์ระยะยาว หากการสู้รบยืดเยื้อเกินกว่า 6 เดือนขึ้นไป ศุภวุฒิ ฉายภาพต่อว่า ผลกระทบจะตกไปอยู่ที่ภาวะเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ คือ ต้นทุนต้นน้ำที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้า ความท้าทายที่สุด คือ เราอาจต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ

นอกจากเรื่องกรอบเวลา สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ “ระดับความรุนแรง” และ“ขอบเขตของการขยายผล” เพราะวันนี้ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอิหร่านหรือสหรัฐเท่านั้น แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยุโรปและเอเชีย เนื่องจากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นปัญหานั้น ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางโลจิสติกส์ระดับโลกที่มีปริมาณการขนส่งมวลรวมมหาศาล

"เมื่อเส้นทางหลักได้รับผลกระทบ ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกย่อมเกิดการหยุดชะงัก นี่คือปัจจัยภายนอกที่เราต้องเตรียมแผนรับมืออย่างรัดกุมที่สุด เพื่อประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้กระทบต่อภาคการบริโภคในประเทศไปมากกว่านี้"

บริหารซัพพลายเชนเข้ม ย้ำ "อย่าตื่นตระหนก"

ในระยะสั้นนี้เดอะมอลล์ พยายามรณรงค์และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนว่า “อย่าเพิ่งตื่นตระหนก” จนเกิดการกักตุนสินค้า (Panic Buying) แต่แน่นอนว่าหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อจนลามไปถึงภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น และส่งผลให้ราคาสินค้าขยับตัวสูงตามไป ความเสี่ยงที่จะเกิดการกักตุนย่อมมีมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งในจุดนี้ ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้ประกอบการค้าปลีกหารือ ประเด็นสำคัญคือขอความร่วมมือให้ช่วยประสานกับซัพพลายเออร์และผู้ผลิต เพื่อร่วมกัน “ตรึงราคาสินค้า” ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน

“ตอนนี้ยังไม่ได้เห็นการกักตุนที่ผิดปกติมากนัก แต่กลุ่มที่เรากำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานที่จำเป็นจริงๆ เช่น ข้าวสาร น้ำตาล หรือน้ำมันพืช รวมถึงสินค้ากลุ่มนำเข้าที่เป็นพาร์ตสำคัญของเรา”

ทั้งนี้ บริษัทฯ เตรียมความพร้อมรับมือโดยมีการหารือร่วมกับซัพพลายเออร์ทุกรายอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต หรือกลุ่มสินค้านำเข้าที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องการควบคุมราคา ปริมาณสต็อกสินค้า แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่เห็นผลกระทบที่เด่นชัด แต่ถ้าในอนาคตการเดินเรือมีปัญหาจนสินค้านำเข้าขาดช่วงไป ก็มีความเสี่ยงทั้งปริมาณสินค้าที่จะไม่เพียงพอและราคาที่อาจพุ่งสูงขึ้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์วันต่อวัน จะเห็นว่า หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain นั่นเอง

“ตรึงราคา-บริหารสต็อก-อัดนวัตกรรม”

สำหรับสิ่งแรกที่ได้ดำเนินการไปแล้ว คือการตรวจสอบปริมาณสินค้าในคลังร่วมกับคู่ค้า เพื่อประเมินว่าหากเกิดสถานการณ์ติดขัดขึ้นจริงๆ จะมีส่วนไหนที่ได้รับความเสียหายหรือขาดแคลนบ้าง โดยพยายามควบคุมให้ปริมาณสินค้าหมุนเวียนอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการ

"สิ่งสำคัญที่สุด คือเรื่องของ ‘ราคา’ เราได้มีการพูดคุยและขอความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ทุกเจ้าให้ช่วยกันตรึงราคาสินค้าไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนจากการปรับขึ้นราคาในทันที ซึ่งสต็อกสินค้าในภาพรวมขณะนี้ ยังถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ตามปกติ เราก็ได้แต่หวังว่าสถานการณ์สงครามจะไม่ยืดเยื้อไปมากกว่านี้ เพื่อให้กลไกตลาดกลับมาเดินหน้าได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด"

ศุภวุฒิ ย้ำว่า อยากให้มั่นใจว่า ณ วันนี้เรายังไม่ได้เห็นดัชนีการปรับขึ้นราคาที่ชัดเจนออกมาในทันที อยู่ในช่วงการเฝ้าระวังและมอนิเตอร์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน เพื่อประเมินว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด และจะหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคได้อย่างไร

เบื้องต้นยังได้เพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวังและเตรียมสำรองปริมาณสินค้าให้เพียงพอเพื่อรองรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาที่สาขา จะมีสินค้าพร้อมให้เลือกซื้อและไม่เกิดภาวะขาดแคลนอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน ในด้านนวัตกรรมและการขนส่ง ได้มีการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกอย่าง DHL ซึ่งมีการศึกษาและวางแผนเรื่องการนำรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV มาใช้ในระบบขนส่งอย่างจริงจัง เพราะนี่คือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) แห่งอนาคตที่จะมาถึงอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ "AI" ยังเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ถูกนำมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือ Productivity ในระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนทั้งหมด

"เราอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกและประเมินคุณสมบัติ ของ AI แต่ละประเภท เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ปริมาณสินค้า หรือการวางแผนเส้นทางขนส่งอัจฉริยะ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบการจัดการจะมีความแม่นยำ รวดเร็ว และมีต้นทุนที่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด"

แนะรัฐอุดรอยรั่ว“อุปสรรคธุรกิจ”

ผู้บริหารกลุ่มเดอะมอลล์ กล่าวต่อว่า ตามแผนระยะสั้นนอกจากมุ่งสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิต และผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายใหญ่ ในการบริหารจัดการปริมาณสินค้าให้เพียงพอ และควบคุมราคาสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

พร้อมวางแผนระยะกลางและระยะยาว ที่ยังจำเป็นต้อง “มอนิเตอร์สถานการณ์แบบวันต่อวัน” ต่อเนื่อง เพราะความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกและสงครามมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์ให้ทันเหตุการณ์

อย่างไรก็ตาม อยากให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างภาคเอกชนและผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ รวมถึงอยากให้พิจารณาถึง “ข้อจำกัด” หรือ มาตรการบางอย่างที่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการ หากภาครัฐสามารถช่วยอุดรอยรั่วหรือผ่อนปรนมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้ จะเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...