โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่คราวนี้ ขอสามีเป็นนายพล

นิยาย Dek-D

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 10.13 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 03.36 น. • ยายเมิ่ง
ชาติก่อน

ข้อมูลเบื้องต้น

"ปู๊น!!! … ฉึกฉัก… ฉึกฉัก…"

เสียงหวูดรถไฟที่แผดเสียงก้องกังวาน ปลุกวิญญาณที่แตกสลายให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิด ฉินหว่าน สะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงขึ้นมาท่ามกลางแสงสลัวของตู้รถไฟชั้นสามที่แออัดยัดเยียด

กลิ่นเหงื่อไคล กลิ่นเท้า และกลิ่นควันบุหรี่ราคาถูก อบอวลอยู่ในอากาศ นี่ไม่ใช่กลิ่นคาวเลือดในคอกวัว… และไม่ใช่กลิ่นอายความตาย

"หว่านหว่าน ตื่นแล้วเหรอ? กินน้ำหน่อยไหม หน้าเธอซีดมากเลยนะ" เสียงใสซื่อที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับมือเรียวที่ยื่นกระติกน้ำทหารเก่าๆ มาตรงหน้า

ฉินหว่านหันขวับไปมอง จางลี่! เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่ส่งเธอลงนรกในชาติก่อน ตอนนี้หล่อนยังดูสาว ยังดูใสซื่อ… และยังดูตอแหลเหมือนเดิม

ฉินหว่านปัดมือนั้นออกอย่างแรงจนกระติกน้ำร่วงกระแทกพื้น เคร้ง! "ไม่ต้องมายุ่ง!" เธอตวาดเสียงแข็ง แววตาที่เคยอ่อนแอเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าววาวโรจน์

จางลี่หน้าเหวอไปทันที "ห…หว่านหว่าน? เธอเป็นอะไรไป?"

ฉินหว่านไม่ตอบ เธอหันหน้าหนีมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพทุ่งนาแห้งแล้งและภูเขาสูงชันที่คุ้นตายืนยันชัดเจน เธอย้อนเวลากลับมาแล้ว… กลับมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1975 ระหว่างเดินทางไปเป็นยุวชนปัญญาที่หมู่บ้านซานเจียถุน

ความทรงจำไหลบ่าเข้ามา อีกไม่กี่วัน เธอจะถึงหมู่บ้าน… อีกไม่นาน เกาหยาง ไอ้สารเลวนั่นจะเริ่มคุกคามเธอ… และอีกไม่นาน… ลู่เฉิง นายทหารหนุ่มอนาคตไกลจะกลับมาเยี่ยมบ้าน!

ในชาติก่อน ฉินหว่านกลัวลู่เฉิงจนหัวหด เพราะเขาหน้าดุ พูดน้อย และมีรังสีฆ่าฟันแผ่ออกมารอบตัว เธอจึงพยายามหลีกเลี่ยงเขาทุกทาง จนพลาดโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย มารู้ตัวอีกทีตอนที่เธอกลายเป็นเมียอันธพาล ลู่เฉิงก็ได้เลื่อนยศเป็นนายพัน เป็นนายพล และมีชีวิตที่ใครๆ ต่างอิจฉา

"โง่… ฉินหว่าน ชาติก่อนเธอโง่จริงๆ" เธอด่าตัวเองในใจ

ชาตินี้ เธอมี "มิติวิเศษ" ที่เพิ่งค้นพบจากปานแดงที่ข้อมือ เธอมีอาหาร เธอมีความรู้ และเธอมีประสบการณ์จากอนาคต

"เกาหยาง… จางลี่… ชาตินี้พวกแกอย่าหวังจะได้แอ้มฉัน!" เธอแสยะยิ้มมุมปาก พลางลูบข้อมือเบาๆ

เป้าหมายสูงสุดในชีวิตใหม่นี้ชัดเจนยิ่งกว่าแสงตะวัน เธอต้องการ "ขาทองคำ" (ผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่ง) และขาทองคำที่ใหญ่ที่สุด แข็งแรงที่สุด และหล่อที่สุดในหมู่บ้านซานเจียถุน ก็คือ ลู่เฉิง!

ถึงเขาจะดุเหมือนเสือ เย็นชาเหมือนน้ำแข็ง แต่ได้ข่าวว่าเขายังโสด… และแม่ของเขากำลังร้อนใจอยากได้ลูกสะใภ้

"คอยดูเถอะ…" ฉินหว่านพึมพำกับเงาสะท้อนในกระจกหน้าต่าง "ฉันจะงัดทุกกลยุทธ์มาใช้… จะทำอาหารยั่วกระเพาะ จะออเซาะยั่วหัวใจ…"

"ตำแหน่ง 'คุณนายลู่' ต้องเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น! เตรียมตัวรับมือว่าที่ภรรยาคนนี้ให้ดีนะคะ… ท่านนายพล!"

ตอนที่ 1 รถไฟสายมรณะและการตื่นจากฝันร้าย

"ฉึกฉัก… ฉึกฉัก… ปู๊น!"

เสียงหวีดร้องของรถไฟหัวจักรไอน้ำดังกึกก้องแทรกเข้ามาในโสตประสาท ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ร่างกายที่ควรจะเบาหวิวราวกับวิญญาณกลับรู้สึกหนักอึ้งและปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย

เจ็บ…

นั่นคือความรู้สึกแรกที่แล่นปราดเข้ามาในสมอง ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีจนกระดูกหักเหมือนก่อนตาย แต่เป็นความปวดเมื่อยจากการนั่งขดตัวอยู่ในที่แคบๆ เป็นเวลานาน

ฉินหว่าน พยายามลืมตาขึ้น เปลือกตาของเธอหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปด้วยแสงสลัวจากหลอดไฟเก่าๆ ที่ติดๆ ดับๆ กลิ่นที่ปะทะจมูกไม่ใช่กลิ่นคาวเลือดหรือกลิ่นเหม็นเน่าของคอกวัวที่เธอเคยนอนรอความตาย แต่เป็นกลิ่นผสมปนเปที่ชวนคลื่นเหียน—กลิ่นเหงื่อไคลหมักหมม กลิ่นเท้าที่อบอยู่ในรองเท้าผ้าใบราคาถูก กลิ่นยาสูบมวนเองฉุนกึก และกลิ่นไอน้ำมันเครื่อง

"หว่านหว่าน… ตื่นแล้วเหรอ?"

เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู เสียงที่ในอดีตเธอเคยคิดว่าเป็นเสียงของนางฟ้าผู้หวังดี แต่ตอนนี้… มันกลับฟังดูเหมือนเสียงขู่ฟ่อของงูพิษที่ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า

ฉินหว่านสะดุ้งสุดตัว ร่างกายตอบสนองโดยอัตโนมัติด้วยการกระถดหนีจนแผ่นหลังกระแทกกับพนักพิงแข็งๆ ของเก้าอี้ไม้ เธอเบิกตาโพลง ภาพตรงหน้าเริ่มชัดเจนขึ้น

หญิงสาวข้างกายเธอคือ จางลี่ เพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผมเปียสองข้างผูกโบว์สีน้ำเงินดูเรียบร้อยอ่อนหวาน เธอกำลังมองมาด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใย… แววตาจอมปลอมที่เคยหลอกฉินหว่านมาทั้งชีวิต

"เป็นอะไรไป? ฝันร้ายเหรอเหงื่อท่วมตัวเชียว" จางลี่หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวปักลายดอกไม้ขึ้นมาทำท่าจะซับเหงื่อให้

ฉินหว่านปัดมือข้างนั้นออกทันทีอย่างลืมตัว "อย่ามาแตะ!"

จางลี่ชะงัก สีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย แววตาฉายความไม่พอใจวูบหนึ่งก่อนจะกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ "หว่านหว่าน… เธอโกรธฉันเหรอ? ฉันรู้ว่าเธอลำบากใจที่ต้องไปชนบท แต่ฉันก็มาเป็นเพื่อนเธอแล้วนี่ไง เราจะดูแลกันและกันนะ"

คำพูดนั้นเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจฉินหว่าน

ไปชนบท… รถไฟ…

เธอกวาดตามองไปรอบๆ ตู้โดยสารที่แออัดยัดเยียด ผู้คนนับร้อยเบียดเสียดกันอยู่บนเก้าอี้ไม้ยาวแบบพนักตรงที่นั่งหันหน้าชนกัน ทางเดินตรงกลางเต็มไปด้วยกระสอบข้าวของและถุงผ้าสีเขียวขี้ม้า บนชั้นวางของเหนือศีรษะมีกระเป๋าเดินทางและตะกร้าสานวางซ้อนกันจนแทบจะถล่มลงมา ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวอายุราว 17-19 ปี ใบหน้าของพวกเขามีทั้งความตื่นเต้นกับอุดมการณ์อันแรงกล้า และความหวาดวิตกกับอนาคตที่ไม่แน่นอน

ที่ผนังตู้รถไฟมีโปสเตอร์สีแดงสด เขียนคำขวัญปลุกใจ: 'เยาวชนผู้มีการศึกษา ต้องไปใช้ชีวิตในชนบท ไปเรียนรู้จากชาวนาผู้ยากไร้ เพื่อสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรือง'

ฉินหว่านก้มลงมองมือตัวเอง มือคู่นี้ยังขาวผ่อง นิ้วเรียวยาวไร้รอยด้าน ด้านหลังมือไม่มีรอยแผลเป็นจากไฟลวกที่เธอเคยได้จากการทำงานหนักในโรงอาหารกองพลผลิตเมื่อชาติที่แล้ว

หัวใจของเธอเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุอก

นี่ไม่ใช่ความฝัน… และไม่ใช่โลกหลังความตาย เธอย้อนเวลากลับมา!

กลับมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1975 ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดที่เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมชีวิตเธอ วันที่เธอกำลังนั่งรถไฟสายยาวมุ่งหน้าสู่มณฑลทางเหนือ เพื่อไปเป็น "ยุวชนปัญญา" (จือชิง)

ความทรงจำจากชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาในหัวสมองราวกับเขื่อนแตก

เธอจำได้ว่าตัวเองเป็นลูกติดแม่ที่พ่อเสียชีวิต แม่แต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยงที่มีลูกติดหนึ่งคนคือ หวังเจียวเจียว น้องสาวต่างพ่อที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ ในปีนี้ รัฐบาลมีนโยบายให้แต่ละบ้านต้องส่งลูกหลานหนึ่งคนไปลงชนบท ตามกฎแล้วควรจะเป็นฉินมู่ที่เรียนไม่จบและวันๆ เอาแต่แต่งตัวสวย แต่แม่แท้ๆ ของเธอกลับเข้าข้างพ่อเลี้ยง เกลี้ยกล่อม (แกมบังคับ) ให้ฉินหว่านที่เพิ่งจบมัธยมปลายและมีผลการเรียนดีเสียสละแทน

"หว่านเอ๋อร์ หนูเป็นพี่ต้องเสียสละให้น้องนะ น้องร่างกายไม่แข็งแรง ไปตากตำทำงานหนักไม่ได้หรอก หนูเก่งกว่า อดทนกว่า ไปอยู่ไม่กี่ปีเดี๋ยวแม่จะหาทางย้ายกลับมา"

คำโกหกทั้งเพ…

เพราะทันทีที่เธอมาถึงหมู่บ้าน "ซานเจียถุน" ชีวิตของเธอก็ตกนรกทั้งเป็น โดยมีจางลี่ เพื่อนรักที่อาสาตามมาด้วย คอยเป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลัง จางลี่แอบชอบ เกาหยาง ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านที่เป็นอันธพาล จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเอาใจเขา รวมถึงการวางแผนมอมเหล้าฉินหว่านในคืนงานเลี้ยงฉลองเก็บเกี่ยว ส่งเธอไปให้เกาหยางย่ำยี จนเธอต้องจำใจแต่งงานกับคนเลวๆ คนนั้น

ชีวิตหลังแต่งงานคือขุมนรก เธอถูกซ้อมเช้าเย็น ถูกแม่ผัวโขกสับ ถูกใช้ให้ทำงานหนักยิ่งกว่าวัวควาย พอท้องก็แท้งเพราะถูกสามีถีบ สุดท้ายเมื่อหมดประโยชน์ ก็ถูกขังไว้ในคอกวัวเก่าๆ ปล่อยให้หนาวตายและหิวตายในฤดูหนาวอันโหดร้าย

ความแค้นสุมแน่นในอกจนฉินหว่านต้องกำมือแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเจ็บ แต่นั่นช่วยเรียกสติเธอให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน

"หว่านหว่าน เธอหน้าซีดมากเลย เป็นลมแดดหรือเปล่า?" จางลี่ถามย้ำ พยายามจะเอามือมาแตะหน้าผาก

ฉินหว่านเบี่ยงตัวหลบอีกครั้ง คราวนี้เธอสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจอยากจะกระโจนเข้าไปบีบคอคนตรงหน้าให้ตายคามือ แต่เธอรู้ดีว่าทำแบบนั้นไม่ได้ บนรถไฟมีคนเยอะเกินไป และตอนนี้เธอยังไม่มีอำนาจอะไร

"ฉันไม่เป็นไร แค่เมารถ อยากไปห้องน้ำหน่อย" ฉินหว่านตอบเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น

"ให้ฉันไปเป็นเพื่อนไหม?"

"ไม่ต้อง!" ฉินหว่านตอบสวนทันควัน ก่อนจะรู้ตัวว่าเสียงดังเกินไป จึงลดเสียงลง "คนเยอะ ฉันไม่อยากเบียด เธอเฝ้าของเถอะ"

โดยไม่รอคำตอบ ฉินหว่านลุกขึ้นยืน แทรกตัวผ่านฝูงชนที่ยืนอัดกันแน่นอยู่ตรงทางเดิน กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเหงื่อไคลทำให้เธออยากอาเจียน แต่เธอกัดฟันเดินไปจนถึงรอยต่อระหว่างตู้รถไฟ ตรงนั้นมีห้องน้ำเล็กๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล

โชคดีที่ห้องน้ำว่าง เธอรีบเข้าไป ล็อคกลอนประตูที่สนิมเขรอะ แล้วทรุดตัวลงพิงผนังอย่างหมดแรง น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมา

"ฉันกลับมาแล้ว… ฉันได้โอกาสแก้ตัวแล้ว…" เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงสะอื้นฮักเบาๆ เล็ดลอดออกมา "แม่… พ่อเลี้ยง… จางลี่… เกาหยาง… ชาตินี้พวกแกจะไม่ได้แอ้มฉันแม้แต่ปลายเล็บ!"

ขณะที่ยกมือขึ้นปาดน้ำตา ฉินหว่านรู้สึกถึงความร้อนวูบวาบที่ข้อมือซ้าย เธอเลิกแขนเสื้อขึ้นดู พบปานแดงรูปหยดน้ำเล็กๆ ปรากฏอยู่ที่ท้องแขน

เอ๊ะ… ชาติก่อนฉันไม่มีปานนี้นี่นา

ด้วยความสงสัย เธอใช้นิ้วโป้งขวาลูบเบาๆ ที่ปานนั้น ทันใดนั้น โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ราวกับถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ

วูบ!

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลิ่นเหม็นของห้องน้ำรถไฟหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของดินและหญ้า แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องลงมา

ฉินหว่านยืนตะลึงงัน เบื้องหน้าของเธอคือพื้นที่โล่งกว้างขนาดประมาณ 2 ไร่ ท้องฟ้าด้านบนเป็นสีครามสดใสแต่ไม่มีดวงอาทิตย์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนสีดำสนิทที่ดูอุดมสมบูรณ์มาก ตรงกลางมีบ่อน้ำพุเล็กๆ ขนาดเท่าอ่างล้างหน้า น้ำใสแจ๋วผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ล้นออกมา

"นี่มัน… มิติเหรอ?"

เธอเคยได้ยินเรื่องเล่าปรัมปราเกี่ยวกับเซียนวิเศษที่มีมิติส่วนตัว แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง ฉินหว่านลองเดินสำรวจดู รอบๆ พื้นที่นี้ถูกล้อมรอบด้วยหมอกสีขาวหนาทึบ เธอพยายามเดินฝ่าหมอกออกไปแต่เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นอยู่

ไม่มีคฤหาสน์หรูหรา ไม่มีโกดังเก็บทองคำ ไม่มีห้างสรรพสินค้า มีแค่ดินกับน้ำ…

แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว! สำหรับยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพง การมีที่ดินที่อุดมสมบูรณ์และแหล่งน้ำสะอาดเป็นของตัวเองมีค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก

ฉินหว่านเดินไปที่บ่อน้ำ กวักน้ำขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง รสชาติน้ำหวานล้ำยิ่งกว่าน้ำแร่ยี่ห้อไหนๆ ที่เธอเคยกิน ทันทีที่น้ำไหลลงคอ ความเหนื่อยล้าจากการนั่งรถไฟหายเป็นปลิดทิ้ง ความปวดเมื่อยตามร่างกายจางหายไป สมองที่เคยตื้อตันกลับมาปลอดโปร่งแจ่มใส

"ของดี…" ดวงตาของฉินหว่านเป็นประกาย

เธอลองก้มลงกำดินสีดำขึ้นมา ดินร่วนซุยและมีความชื้นพอเหมาะ "ถ้าปลูกผักที่นี่ มันต้องโตเร็วมากแน่ๆ"

แต่ตอนนี้เธอไม่มีเมล็ดพันธุ์ และเธอหายเข้ามานานเกินไปอาจจะเป็นที่สังเกตได้ ฉินหว่านตั้งสติ รวบรวมสมาธิแล้วพูดในใจว่า 'ออก'

วูบ!

เธอกลับมายืนอยู่ในห้องน้ำเหม็นๆ บนรถไฟอีกครั้ง แต่คราวนี้ความรู้สึกต่างออกไป เธอมองตัวเองในกระจกบานเล็กที่ขุ่นมัว ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาด แววตาที่เคยหวาดกลัวเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นและแข็งกร้าว

เธอไม่ใช่ลูกแกะตัวน้อยที่จะยอมให้ใครจูงจมูกอีกต่อไป

ฉินหว่านจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีซีดกับกางเกงขายาวสีดำที่แม่ให้มา (ซึ่งเป็นของเก่าของฉินมู่) ดูหลวมโครก แต่เธอไม่สนใจ เธอเปิดประตูห้องน้ำและเดินกลับไปที่ที่นั่ง

เมื่อกลับมาถึง จางลี่กำลังคุยกับยุวชนชายที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่างออกรส ชายหนุ่มคนนั้นชื่อ หวังเฉียง ใส่แว่นตาหนาเตอะ ดูเป็นเด็กเรียนซื่อๆ

"อ้าว หว่านหว่าน กลับมาแล้วเหรอ สหายหวังกำลังแบ่งขนมเปี๊ยะให้ทานแน่ะ บอกว่าเป็นของขึ้นชื่อจากเทียนจินเลยนะ" จางลี่หันมาบอก พร้อมยื่นขนมเปี๊ยะชิ้นเล็กๆ มาให้

ในชาติก่อน ฉินหว่านคงรับมาด้วยความซาบซึ้งและแบ่งครึ่งกับจางลี่ แต่ชาตินี้… เธอเห็นสายตาของจางลี่ที่แอบมองหวังเฉียง มันเป็นสายตาประเมินมูลค่า จางลี่มักจะเข้าหาคนที่มีฐานะหรือมีของกินเสมอ

"ขอบใจนะสหายหวัง แต่ฉันไม่หิว" ฉินหว่านปฏิเสธเสียงเรียบ นั่งลงกอดอกและหลับตา "ฉันจะนอนพักสักหน่อย อย่ากวนนะ"

จางลี่หน้าตึงไปวูบหนึ่ง ขนมเปี๊ยะค้างอยู่ในอากาศ เธอค่อยๆ ดึงมือกลับแล้วส่งยิ้มแห้งๆ ให้หวังเฉียง "สงสัยเธอคงจะเมารถหนักจริงๆ น่ะค่ะ ปกติหว่านหว่านไม่ใช่คนไร้น้ำใจแบบนี้หรอก"

นั่นไง… เริ่มใส่ไฟฉันแล้วสินะ ฉินหว่านนึกในใจ แต่เธอขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง ตอนนี้เธอต้องวางแผนสำหรับอนาคต

รถไฟขบวนนี้จะไปสุดสายที่สถานีอำเภอในอีก 2 วันข้างหน้า จากนั้นต้องนั่งรถบรรทุกของหน่วยผลิตต่อไปยังหมู่บ้านซานเจียถุน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ทางภาคเหนือ ฤดูหนาวที่นั่นโหดร้ายมาก อุณหภูมิติดลบหลายสิบองศา

สิ่งที่เธอมีติดตัวมา:

เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ชุด (ส่วนใหญ่บางเกินไปสำหรับฤดูหนาว)

ผ้าห่มนวมหนึ่งผืน (ไส้ในเป็นฝ้ายเก่าที่จับตัวเป็นก้อน แข็งกระด้าง)

เงินสด 25 หยวน (เงินเก็บที่เธอแอบซ่อนไว้ ไม่ได้บอกแม่)

ตั๋วอาหารและตั๋วผ้าจำนวนจำกัด

แม่ใจร้ายกับเธอมาก ให้เงินติดตัวมาแค่ 10 หยวน แต่โชคดีที่ชาติก่อนฉินหว่านเป็นคนประหยัดและแอบรับจ้างเย็บผ้าเล็กๆ น้อยๆ จึงพอมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่บ้างที่เย็บซ่อนไว้ในตะเข็บเสื้อชั้นใน

เป้าหมายแรกเมื่อไปถึง: ต้องแยกตัวจากจางลี่ให้ได้

ในชาติก่อน เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน เธอจึงยอมนอนห้องเดียวกับจางลี่ในบ้านพักยุวชน ทำให้จางลี่สอดส่องพฤติกรรมเธอได้ตลอด และคอยขโมยของใช้เล็กๆ น้อยๆ ของเธอไป (เช่น สบู่ ยาสีฟัน หรือแม้แต่ครีมทาหน้า)

"ถึงแล้วฉันจะขอหัวหน้าหมู่บ้านแยกไปนอนห้องเก็บฟางหรืออะไรก็ได้ที่ไม่มีหล่อน" ฉินหว่านหมายมาดในใจ

รถไฟแล่นผ่านทุ่งนาและภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ความมืดเริ่มโรยตัวลงมา บรรยากาศในตู้รถไฟเริ่มเงียบลง บางคนเริ่มสัปหงก เสียงกรนเบาๆ ดังขึ้นสลับกับเสียงล้อรถไฟ

ฉินหว่านแกล้งหลับ แต่หูยังคงฟังเสียงรอบข้าง เธอได้ยินเสียงจางลี่กระซิบกระซาบกับหวังเฉียง คุยเรื่องครอบครัวของหวังเฉียง พอรู้ว่าพ่อของหวังเฉียงเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ น้ำเสียงของจางลี่ก็ยิ่งหวานหยดย้อย

เหอะ… ผู้หญิงคนนี้ทะเยอทะยานไม่เปลี่ยน

ฉินหว่านลอบยิ้มมุมปาก ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท สมองของเธอกำลังคำนวณแผนการ

สิ่งสำคัญที่สุดในยุค 70 คือ อาหาร และ เส้นสาย เธอมีมิติสำหรับเรื่องอาหารแล้ว แต่เส้นสาย… เธอต้องหา "ขาทองคำ" ให้เกาะ

ในความทรงจำของเธอ ช่วงเวลานี้ "ลู่เฉิง" ลูกชายคนรองของตระกูลลู่ ซึ่งเป็นตระกูลทหารเก่าแก่ในหมู่บ้านซานเจียถุน กำลังจะกลับมาเยี่ยมบ้าน ลู่เฉิงคนนี้มีชื่อเสียงเรื่องความดุโหด เป็นนายทหารหนุ่มอนาคตไกลที่ไม่สนใจผู้หญิง แต่ชาติก่อนเขาตายในสนามรบในอีก 5 ปีต่อมา… เดี๋ยวนะ!

เขาตายตอนอายุ 28 ปี แต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะ 23-24 ปี ถ้าเธอจำไม่ผิด ลู่เฉิงกลับมาครั้งนี้เพราะแม่ของเขาป่วยหนัก (ซึ่งจริงๆ แล้วแม่แกล้งป่วยเพื่อหลอกลูกชายกลับมาดูตัว)

ลู่เฉิงเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่แม้แต่พ่อของเกาหยาง (หัวหน้าหมู่บ้าน) ยังต้องเกรงใจ ถ้าเธอสามารถดึงเขามาเป็นเกราะกำบังได้ เกาหยางและจางลี่ก็ทำอะไรเธอไม่ได้

แต่ปัญหาคือ… ลู่เฉิงเป็นคนเย็นชา เข้าถึงยาก และเกลียดผู้หญิงที่เข้าหาเขาเพราะผลประโยชน์ที่สุด

ชาติก่อนเธอก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่กล้าเข้าใกล้เขา คอยหลบเลี่ยงเขาเมื่อเจอ

ฉินหว่านขมวดคิ้วเล็กน้อยในความมืด เอาเถอะ… ยากแค่ไหนก็ต้องลอง ดีกว่ารอความตายแบบเดิม

เธอจะใช้ "สกิลการแสดง" ที่เรียนรู้มาจากความเจ็บปวดในชาติก่อน และ "อาหารรสมือแม่" จากผักในมิติ มัดใจนายทหารหน้าตายคนนั้นให้ได้!

รถไฟยังคงวิ่งต่อไปมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ สู่อนาคตใหม่ที่ฉินหว่านจะเป็นผู้กำหนดเอง ไม่ใช่สวรรค์หรือใครหน้าไหนทั้งนั้น!

ตอนที่ 2 หมู่บ้านซานเจียถุนและเตียงเตาอันหนาวเหน็บ

สถานีรถไฟอำเภออันหยาง

เสียงหวูดรถไฟดังยาวเหยียดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ขบวนรถไฟหัวเขียวที่เต็มไปด้วยฝุ่นเขม่าจะค่อยๆ ชะลอความเร็วและหยุดนิ่งลงที่ชานชาลา ผู้คนนับร้อยต่างเบียดเสียดกันแย่งลงจากรถ เสียงตะโกนเรียกชื่อ เสียงร้องไห้ของคนที่ต้องจากบ้านมาไกล และเสียงเจ้าหน้าที่ประกาศผ่านลำโพงที่แตกพร่า ผสมปนเปกันจนฟังไม่ได้ศัพท์

ฉินหว่าน ก้าวลงจากบันไดรถไฟ สัมผัสแรกที่ปะทะใบหน้าคือลมหนาวที่แห้งผากและบาดผิว มันต่างจากลมหนาวในเมืองหลวงที่มีตึกสูงคอยบังลม ที่นี่คือที่ราบสูงทางเหนือ ลมพัดพาเอาฝุ่นทรายสีเหลืองละเอียดปลิวว่อนไปทั่ว

เธอสูดหายใจลึก กลิ่นถ่านหินไหม้และกลิ่นดินแห้งๆ ทำให้เธอรู้ตัวว่า… เธอได้กลับมาสู่จุดเริ่มต้นของฝันร้ายแล้วจริงๆ

"โอ๊ย! เบาๆ หน่อยสิยะ!" เสียงแหลมปรี๊ดของ จางลี่ ดังขึ้นข้างหลัง

ฉินหว่านหันไปมอง เห็นจางลี่กำลังทำหน้าบึ้งใส่ชายวัยกลางคนที่แบกกระสอบข้าวโพดเดินชนไหล่เธอ แต่พอจางลี่หันมาเห็น หวังเฉียง (ยุวชนชายใส่แว่น) ที่เดินตามลงมา เธอก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นน่าสงสารทันที

"สหายหวังคะ… ช่วยฉันหน่อยได้ไหม กระเป๋านี่หนักจังเลย" จางลี่ทำเสียงอ้อนพลางชี้ไปที่กระเป๋าเดินทางใบย่อม

หวังเฉียงผู้ซื่อบื้อรีบวางของตัวเองลงแล้วกุลีกุจอเข้าไปช่วย "ได้ครับๆ สหายจาง เดี๋ยวผมถือให้เอง คุณตัวเล็กแค่นี้จะไปแบกไหวได้ยังไง"

ฉินหว่านมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย เธอจำได้ดีว่าในชาติก่อน จางลี่ก็ใช้มุกนี้กับเธอ ให้เธอแบกของให้จนหลังแทบหัก ส่วนตัวเองเดินตัวปลิวไปขึ้นรถบรรทุก แต่ชาตินี้… ฝันไปเถอะ

"หว่านหว่าน ของเธอหนักไหม? ให้สหายหวังช่วยอีกแรงสิ" จางลี่หันมาถามด้วยความหวังดีจอมปลอม หวังจะให้ฉินหว่านดูเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ใช้งานผู้ชาย

"ไม่เป็นไร" ฉินหว่านตอบสั้นๆ เธอกระชับสายสะพายเป้ทหารเก่าๆ (ของพ่อเลี้ยง) บนหลังแน่น และหิ้วตะกร้าสานด้วยมืออีกข้างอย่างมั่นคง "สหายหวังก็มีของเยอะแล้ว เธออย่าไปรบกวนเขาเลย ดูสิ เหงื่อเขาแตกพลั่กแล้ว"

คำพูดของฉินหว่านทำให้หวังเฉียงชะงัก เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองแบกของพะรุงพะรังจนแทบมองไม่เห็นทาง จางลี่หน้าเจื่อนไปนิดหนึ่ง ก่อนจะแก้เก้อ "แหม ฉันก็แค่เกรงใจเธอนี่นา เห็นเธอตัวผอมๆ กลัวจะเป็นลมไปซะก่อน"

หลังจากรวมพลและเช็คชื่อโดยเจ้าหน้าที่จากคอมมูน (Commune) กลุ่มยุวชนปัญญาชุดใหม่จำนวน 15 คนถูกต้อนขึ้นไปบนรถบรรทุกไม้เก่าๆ คันหนึ่ง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "รถแทรกเตอร์พ่วง" มันไม่มีหลังคา มีเพียงคอกไม้กั้นกันตกเท่านั้น

รถแทรกเตอร์คำรามเสียงดังสนั่น ควันดำโขมงพวยพุ่งออกมาจากท่อไอเสีย ก่อนจะกระชากตัวออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ชนบท

เส้นทางขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อ สองข้างทางเปลี่ยนจากตึกแถวในตัวอำเภอเป็นทุ่งนาเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา ต้นไม้ส่วนใหญ่ผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งก้านแห้งๆ ยืนต้นตายซากตัดกับท้องฟ้าสีเทาหม่น ฤดูหนาวทางเหนือนั้นมาเร็วกว่าที่คิด

ฉินหว่านนั่งขดตัวอยู่ที่มุมรถ ดึงผ้าพันคอขึ้นมาปิดจมูกเพื่อกันฝุ่น เธอหลับตาลง ซึมซับแรงกระแทกทุกครั้งที่รถตกหลุม ความเจ็บปวดทางกายนี้ช่วยย้ำเตือนให้เธอมีสติ

ในชาติก่อน เธอร้องไห้ตลอดทางเพราะความกลัวและความลำบาก แต่ครั้งนี้ ในหัวของเธอมีแต่แผนการ

หมู่บ้านซานเจียถุน…

หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง ตั้งอยู่ตีนเขา มีประชากรประมาณ 80 ครัวเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่แซ่ "เกา" และ "ลู่" สองตระกูลใหญ่ที่คานอำนาจกันอยู่

ตระกูลเกา นำโดยหัวหน้าหมู่บ้าน เกาต้าซาน เป็นพวกเจ้าเล่ห์ ใช้อำนาจรัฐบังหน้าเพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัว ลูกชายของเขาคือ เกาหยาง อันธพาลที่ทำลายชีวิตเธอ

ส่วนตระกูลลู่ เป็นตระกูลทหารเก่าแก่ แม้จะดูเงียบขรึมและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่ชาวบ้านต่างเกรงใจ เพราะลูกหลานตระกูลลู่ล้วนรับราชการทหารและมีตำแหน่งสูง และ ลู่เฉิง คือความหวังสูงสุดของตระกูลนี้

ฉินหว่านลืมตาขึ้นมองทิวทัศน์สีน้ำตาลแห้งแล้งข้างทาง

ต้องหาทางเข้าหาลู่เฉิงให้เร็วที่สุด… เธอคิด แต่จะทำยังไงให้ไม่ดูน่าเกลียด? ผู้ชายแบบนั้นถ้าเรารุกหนัก เขาจะถอยหนีหรือมองว่าเราเป็นผู้หญิงใจง่าย

ผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง รถแทรกเตอร์ก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนดินลูกรังที่แคบลง สุนัขในหมู่บ้านเห่ากรรโชกต้อนรับการมาเยือนของคนแปลกหน้า

"ถึงแล้ว! ลงรถได้!" คนขับรถตะโกนบอก

ยุวชนปัญญาต่างพากันกระโดดลงจากรถด้วยสภาพมอมแมม ผมเผ้าเต็มไปด้วยฝุ่นแดง ชาวบ้านกลุ่มใหญ่มายืนมุงดูพวกเขาอยู่ที่ลานกลางหมู่บ้าน สายตาเหล่านั้นมีทั้งความอยากรู้อยากเห็น ความชื่นชม และ… ความดูถูก

"ดูสิ พวกเด็กในเมือง ผิวขาวหยวกกล้วยเชียว จะมาทำนาไหวเรอะ?" ป้าคนหนึ่งกระซิบเสียงดัง "คนนั้นสวยจัง หน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาเลย" อีกคนชี้มาที่จางลี่ "เฮอะ สวยแล้วกินได้ไหม? เดี๋ยวเจอแดดเจอฝนก็เหี่ยวหมด มาแย่งส่วนแบ่งอาหารเราสิไม่ว่า"

ฉินหว่านยืนนิ่ง กวาดสายตามองไปรอบๆ จนไปสะดุดตากับชายร่างท้วมที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงกลาง เขาสวมเสื้อคลุมทหารเก่าๆ ที่สีซีดจนเกือบขาว สวมหมวกดาวแดง ใบหน้ามีรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา

นั่นคือ เกาต้าซาน หัวหน้าหมู่บ้าน

และข้างหลังเขา… ชายหนุ่มผิวคล้ำ รูปร่างสูงใหญ่แต่ดูเกกมะเหรกเกเร สวมเสื้อเชิ้ตลายดอกปลดกระดุมเม็ดบน กำลังใช้สายตาหยาบคายโลมเลียพวกผู้หญิง

เกาหยาง!

ทันทีที่เห็นหน้าเขา เลือดในกายฉินหว่านเย็นเฉียบ ความทรงจำตอนถูกเขาตบตีและข่มขืนผุดขึ้นมาจนมือเธอสั่นระริก เธอต้องรีบก้มหน้าซ่อนแววตาอาฆาตไว้

"ยินดีต้อนรับสหายยุวชนทุกคนสู่ซานเจียถุน!" เกาต้าซานพูดเสียงดัง "พวกคุณคือความหวังใหม่ของประเทศชาติ มาช่วยพวกเราพัฒนาชนบทให้เจริญรุ่งเรือง ผมในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง!"

เสียงปรบมือดังเปาะแปะตามมารยาท

"เอาล่ะ พวกผู้ชายไปพักที่บ้านพักยุวชนชายฝั่งตะวันออก ส่วนผู้หญิง… ปีนี้เรามีที่พักจำกัด บ้านพักหลังเดิมเต็มแล้ว ผมเลยให้คนไปซ่อมแซมบ้านดินหลังเก่าท้ายหมู่บ้านไว้ให้"

คำว่า "บ้านดินหลังเก่าท้ายหมู่บ้าน" ทำให้ฉินหว่านลอบกำหมัด บ้านหลังนั้นมันคืออดีตคอกเก็บของเก่า หลังคารั่ว ผนังร้าว และที่สำคัญ… มันอยู่ห่างไกลผู้คนและใกล้กับทางขึ้นเขา ซึ่งเป็นจุดที่เกาหยางชอบไปมั่วสุม!

ชาติก่อนเธอกับจางลี่ต้องไปอยู่ที่นั่น และนั่นเปิดโอกาสให้เกาหยางเข้าหาพวกเธอได้ง่าย

"หัวหน้าหมู่บ้านคะ!" จางลี่จู่ๆ ก็ยกมือขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อ "พวกเราเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ไปอยู่ท้ายหมู่บ้านเปลี่ยวๆ จะปลอดภัยเหรอคะ? ได้ยินว่าแถวนี้มีหมาป่าด้วย…"

ฉินหว่านเลิกคิ้ว แปลก… ชาติก่อนจางลี่ไม่เคยแย้งเรื่องนี้ หรือว่ายัยนี่ก็กลัวเหมือนกัน? หรือมีแผนอะไร?

เกาต้าซานหัวเราะร่า "ไม่ต้องกลัวๆ! หมู่บ้านเราปลอดภัยมีหน่วยลาดตระเวนดูแล แล้วอีกอย่าง บ้านหลังนั้นกว้างขวาง อยู่กันสบาย พวกคุณมากันตั้ง 5 คน อยู่รวมกันไม่อันตรายหรอก"

เขาตัดบทอย่างรวดเร็ว ไม่เปิดโอกาสให้ใครแย้ง "เอ้า! ต้าไห่! พาพวกสหายหญิงไปที่พักเร็วเข้า!"

บ้านพักที่ว่านั้นมีสภาพทรุดโทรมสมคำร่ำลือ เป็นบ้านดินสามห้องที่เชื่อมต่อกัน ประตูหน้าต่างทำจากไม้กระดานแผ่นบางๆ ที่ลมลอดผ่านได้สบาย ภายในห้องโถงกลางมีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นหนูตาย

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับหน้าหนาวคือ "เตียงเตา"

เตียงเตาคือเตียงที่ก่อด้วยอิฐและดินเหนียว เชื่อมต่อกับเตาหุงต้ม เมื่อจุดไฟทำอาหาร ความร้อนจะส่งผ่านท่อใต้เตียงทำให้พื้นเตียงอุ่น ใช้นอนในฤดูหนาวได้

ในห้องนอนรวมมีเตียงเตายาวหนึ่งหลัง นอนเรียงกันได้ประมาณ 5-6 คน

"ฉันจองที่ตรงกลาง!" จางลี่รีบวิ่งเข้าไปวางกระเป๋าจองที่ทันที "ตรงนี้อุ่นที่สุด และไกลหน้าต่างด้วย"

ยุวชนหญิงอีก 3 คนที่มาด้วยกันต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ที่นอนตรงกลางคือทำเลทอง เพราะหัวเตียง (ติดเตา) จะร้อนเกินไปจนผิวไหม้ ส่วนปลายเตียง (ติดผนัง) ก็จะเย็นเฉียบจนหนาวสั่น ตรงกลางคือจุดที่อุณหภูมิกำลังดี

ฉินหว่านไม่ได้รีบร้อนแย่งชิง เธอเดินสำรวจรอบห้องอย่างใจเย็น เธอรู้ดีว่า "จุดที่ปลอดภัยที่สุด" ไม่ใช่จุดที่อุ่นที่สุด

ในชาติก่อน เธอนอนข้างจางลี่ตรงกลางๆ แต่คืนที่เกิดเหตุ คนร้ายบุกเข้ามาทางประตู ซึ่งตรงกับช่วงกลางเตียงพอดี

ฉินหว่านเดินไปที่ ปลายเตียง ติดผนังด้านในสุด ตรงนั้นมีรอยร้าวที่ผนังทำให้ลมโกรกเข้ามาได้ แต่มันเป็นมุมอับสายตา และมีตู้ไม้เก่าๆ บังอยู่

"ฉันนอนตรงนี้" ฉินหว่านวางของลง

"หว่านหว่าน ตรงนั้นมันหนาวนะ ลมเข้าตลอดเลย" เพื่อนยุวชนคนหนึ่งทักท้วง

"ไม่เป็นไร ฉันขี้ร้อน" ฉินหว่านโกหกหน้าตาย "อีกอย่าง ตรงนี้เงียบดี ฉันชอบ"

ความจริงคือ… มุมนี้ทำให้เธอสามารถแอบเข้าออกมิติได้สะดวกที่สุดโดยไม่มีใครเห็น และตู้ไม้เก่านั่น… เธอจำได้ว่ามันมีช่องลับด้านหลังที่เธอสามารถซ่อนเสบียงได้

จางลี่ยิ้มเยาะในใจ โง่จริง… ไปนอนหนาวตายตรงนั้นก็ดี ฉันจะได้นอนสบายๆ

เย็นวันนั้น หัวหน้าหมู่บ้านใจดี (เฉพาะวันแรก) ส่งแป้งข้าวโพดหยาบๆ กับผักกาดขาวเหี่ยวๆ มาให้พวกยุวชนทำกินกันเอง

ฉินหว่านอาสาเป็นคนก่อไฟ เธอต้องการสำรวจครัวและแหล่งน้ำ ครัวอยู่แยกออกมาข้างนอก เป็นเพิงหมาแหงนที่มีเตาดิน 2 หัว ฟืนที่มีให้ก็เป็นไม้สดที่เปียกชื้น จุดติดยากและควันเยอะมาก

"แค๊กๆ! ทำไมควันเยอะขนาดนี้เนี่ย!" ยุวชนสาวคนหนึ่งบ่นพลางน้ำตาไหลพราก

ฉินหว่านนั่งยองๆ อยู่หน้าเตา ใบหน้าเปื้อนเขม่า แต่แววตาคมกริบ เธอใช้จังหวะที่ควันโขมง แอบหยิบ "น้ำวิเศษ" จากในมิติออกมาหนึ่งทัพพี เทลงไปในหม้อต้มซุปผักกาดขาว

เธอไม่ได้ทำเพื่อคนอื่น แต่ทำเพื่อตัวเอง ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป เธอต้องรีบฟื้นฟู และน้ำวิเศษเจือจางนี่จะช่วยฆ่าเชื้อโรคในน้ำสกปรกของหมู่บ้านได้ด้วย

มื้อเย็นคือ "หมั่นโถวแป้งข้าวโพด" สีเหลืองอ๋อย เนื้อหยาบจนบาดคอ กินคู่กับซุปผักกาดขาวที่มีแต่น้ำใสแหน๋ว

"นี่มันอาหารคนแน่เหรอ…" หวังเฉียงบ่นอุบอิบ พยายามกลืนหมั่นโถวลงคอ "แข็งเหมือนก้อนหินเลย"

"กินๆ ไปเถอะ สหาย มีกินก็บุญแล้ว" รุ่นพี่ยุวชนชายที่อยู่มา 2 ปีแล้วเดินเข้ามาทักทาย สภาพเขาดูผอมโซและแก่เกินวัย "รอให้ถึงหน้าหนาวจริงๆ ก่อนเถอะ แม้แต่รากไม้ก็ยังแย่งกันขุด"

คำขู่นั้นทำเอาเด็กใหม่หน้าถอดสี กินข้าวกันไม่ลง ยกเว้นฉินหว่าน เธอฉีกหมั่นโถวเป็นชิ้นเล็กๆ จุ่มลงในซุปผัก (ที่มีน้ำวิเศษผสม) แล้วเคี้ยวอย่างละเอียด เธอรู้คุณค่าของอาหารดีที่สุด รสชาติหยาบๆ นี้แหละคือรสชาติของการมีชีวิตรอด

และที่สำคัญ ซุปผักมื้อนี้รสชาติดีผิดปกติ… หวานลึกๆ และทำให้รู้สึกอบอุ่นวาบไปทั้งท้อง ยุวชนคนอื่นเริ่มตักซุปกินกันอย่างมูมมาม

"เอ๊ะ ซุปนี่อร่อยจัง หวานน้ำต้มกระดูกเหรอ? แต่เราไม่ได้ใส่เนื้อนี่นา" จางลี่สงสัย

"คงเป็นเพราะผักสดมั้ง" ฉินหว่านตอบเรียบๆ "หรือเพราะพวกเธอหิวจนตาลาย"

เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่สว่างดี อากาศหนาวจนควันออกปาก ฉินหว่านตื่นก่อนใคร เธอนอนไม่ค่อยหลับเพราะความเย็นที่แทรกซึมผ่านรอยร้าวผนัง แต่ร่างกายกลับไม่เพลียเท่าที่ควร คงเป็นผลจากน้ำวิเศษ

เธอถือโอกาสนี้หยิบถังน้ำไม้คู่เก่าๆ เดินออกจากบ้านพัก เป้าหมายคือ บ่อน้ำ ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ติดกับชายป่า

เธอจำได้ว่า ลู่เฉิง มักจะตื่นเช้ามาวิ่งออกกำลังกายและตักน้ำให้ที่บ้านแถวๆ นี้ นี่คือโอกาสเดียวที่จะได้เจอเขาตามลำพัง

ทางเดินไปบ่อน้ำเงียบสงัด มีเพียงเสียงรองเท้าผ้าใบย่ำลงบนใบไม้แห้งกรอบ ฉินหว่านเดินไปถึงบ่อน้ำ วางถังลง แล้วมองลงไปในบ่อที่ลึกและมืด

ขณะที่เธอกำลังหย่อนเชือกลงไปตักน้ำ…

แซ่ก!

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากชายป่า ฉินหว่านหันขวับไปมอง สัญชาตญาณระวังภัยทำงานทันที

ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดเสื้อกล้ามทหารสีเขียวขี้ม้าปรากฏตัวขึ้น เขาวิ่งเหยาะๆ ออกมาจากป่าสน ทั้งที่อากาศติดลบแต่เขากลับมีเหงื่อซึมตามไรผม กล้ามเนื้อแขนเป็นมัดๆ ที่โผล่พ้นเสื้อกล้ามดูแข็งแกร่งทรงพลัง ผิวสีแทนเข้ม ใบหน้าคมคายดุดัน คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือดยวงตาที่คมกริบราวกับพญาเหยี่ยว

ลู่เฉิง!

ตัวจริงดูน่าเกรงขามกว่าในความทรงจำมาก รังสีความเย็นชาและกลิ่นอายฆ่าฟันแผ่ออกมาจากตัวเขาจนฉินหว่านเผลอกลั้นหายใจ

ลู่เฉิงชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นหญิงสาวแปลกหน้ายืนอยู่ที่บ่อน้ำ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตากวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความประเมิน

ยุวชนปัญญาคนใหม่? ผอมแห้ง หน้าซีด มือไม้ดูไม่เคยทำงานหนัก… ภาระชัดๆ

นั่นคือสิ่งที่ลู่เฉิงคิด เขาเกลียดพวกคนเมืองที่ถูกส่งมาที่นี่ ส่วนใหญ่ทำอะไรไม่เป็น วันๆ เอาแต่ร้องไห้และสร้างปัญหาให้ชาวบ้าน

เขาไม่คิดจะทักทาย เดินตรงดิ่งมาที่บ่อน้ำ หยิบถังน้ำของตัวเองขึ้นมาเตรียมจะตัก

ฉินหว่านรู้ว่าถ้าปล่อยผ่านไป เธอก็จะเป็นแค่อากาศธาตุสำหรับเขา เธอต้องทำอะไรสักอย่าง

"ส…สหายคะ" เธอเรียกเสียงเบา พยายามดัดเสียงให้ดูสั่นเครือ (ซึ่งไม่ยากเพราะหนาวจริง) "เชือก… เชือกมันพันกัน ฉันดึงไม่ขึ้น ช่วยหน่อยได้ไหมคะ"

เธอมองเขาด้วยสายตาลูกกวางน้อยที่ตื่นกลัว (ทักษะการแสดง: ระดับ 1)

ลู่เฉิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ แสดงออกชัดเจนว่ารำคาญ แต่เขาก็เป็นทหาร มีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน เขาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นเหงื่อจางๆ ผสมกลิ่นสบู่ราคาถูกลอยมาแตะจมูกฉินหว่าน

เขาเอื้อมมือมาจับเชือกที่ฉินหว่านถืออยู่ มือเขาใหญ่และสากระคาย สัมผัสโดนมือเล็กๆ ของเธอเพียงเสี้ยววินาที

"ถอยไป" เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม

ฉินหว่านรีบถอยฉากออกมา

ลู่เฉิงออกแรงกระตุกเชือกเพียงครั้งเดียว ถังน้ำที่เต็มปริ่มก็ลอยหวือขึ้นมาจากบ่อราวกับไร้น้ำหนัก เขาวางมันลงบนพื้นดัง ตึง! น้ำกระฉอกออกมาเล็กน้อย

"แรงไม่มีก็อย่ามาตักน้ำตอนเช้ามืด มันอันตราย ถ้าตกลงไปใครจะช่วย" เขาตำหนิเสียงดุ ไม่มีความอ่อนโยนแม้แต่น้อย

"ขอบคุณค่ะสหาย… ฉันชื่อฉินหว่าน เป็นยุวชนใหม่ พักอยู่บ้านดินท้ายหมู่บ้าน น้ำที่นั่นหมด ฉันเลย…"

"ผมไม่ได้ถาม" ลู่เฉิงตัดบท "รีบตักแล้วรีบกลับไป แถวนี้หมาป่าเยอะ"

พูดจบ เขาก็ตักน้ำใส่ถังของตัวเองสองใบ แล้วหาบขึ้นบ่าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ฉินหว่านยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก

ดุชะมัด… หินผาชัดๆ

แต่ฉินหว่านกลับยิ้มมุมปาก "ดุน่ะสิดี… ผู้ชายปากร้ายใจแข็งแบบนี้แหละ ถ้าได้รักใครแล้วจะรักจนวันตาย และที่สำคัญ… เขาเตือนเรื่องหมาป่า แสดงว่าลึกๆ ก็ไม่ใช่คนใจดำ"

เธอหิ้วถังน้ำ (ที่เขาดึงขึ้นมาให้) เดินกลับที่พักด้วยหัวใจที่พองโตกว่าเดิม แผนขั้นแรก: ทำให้เขามีตัวตนในสายตา… สำเร็จ!

คืนนั้น หลังจากทุกคนหลับไปแล้ว เสียงกรนเบาๆ ดังขึ้นเป็นระยะ ฉินหว่านนอนคลุมโปงอยู่ที่มุมห้อง เธอแน่ใจว่าจางลี่หลับสนิทแล้ว (เพราะแอบใส่ยานอนหลับปริมาณน้อยนิดที่ผสมจากสมุนไพรในมิติลงในน้ำดื่มของจางลี่)

ฉินหว่านเพ่งสมาธิ 'เข้ามิติ'

วูบ!

ร่างของเธอหายไปจากเตียง เข้ามายืนอยู่ในพื้นที่มิติอันเงียบสงบ อากาศในนี้อบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ ต่างจากข้างนอกราวฟ้ากับเหว

เธอมีเวลาไม่มาก เพราะเวลาในมิติเดินเท่ากับข้างนอก ฉินหว่านรีบคว้าจอบเก่าๆ (ที่เจอในโรงเก็บของร้างตอนกลางวันแล้วแอบโยนเข้ามา) เริ่มขุดดินอย่างบ้าคลั่ง

ร่างผอมบางออกแรงขุดดินดำร่วนซุย เหงื่อไหลโทรมกาย แต่เธอกลับรู้สึกมีความสุข นี่คือที่ดินของเธอ! ผลผลิตของเธอ!

เธอแบ่งแปลงเล็กๆ ขนาด 2 ตารางเมตร โรยเมล็ด "หัวไชเท้า" และ "ผักกาดขาว" ที่เธอแอบเก็บเมล็ดพันธุ์มาจากซอกครัวเก่าๆ (มันเป็นเมล็ดเหลือทิ้งที่ชาวบ้านกวาดทิ้งเพราะคิดว่าฝ่อแล้ว)

เธอใช้น้ำวิเศษจากบ่อรดลงไปบนดินชุ่มๆ ทันทีที่น้ำสัมผัสดิน… อัศจรรย์ก็เกิดขึ้น!

ยอดอ่อนสีเขียวค่อยๆ แทงทะลุดินขึ้นมาให้เห็นด้วยตาเปล่า มันเติบโตขึ้นทีละนิด… ทีละนิด ฉินหว่านตาโตด้วยความตื่นเต้น เร็วขนาดนี้เลยเหรอ!

ถ้าเป็นแบบนี้ อีกแค่ 2-3 วันในมิติ (หรืออาจจะแค่คืนเดียว) เธอก็จะมีผักสดกิน และสามารถเอาไปแปรรูปขายได้!

แต่ปัญหาคือ… เธอจะเอาของพวกนี้ออกมายังไงไม่ให้คนสงสัย? และจะเอาไปขายที่ไหนในยุคที่ "การค้าขายส่วนตัว" ถือเป็นความผิดร้ายแรงฐานเก็งกำไร?

ฉินหว่านนั่งลงข้างแปลงผัก มองดูยอดอ่อนสีเขียวด้วยแววตาครุ่นคิด "ตลาดมืด… ฉันต้องหาทางไปตลาดมืดในตัวอำเภอ"

และคนที่จะพาเธอไปได้ หรืออย่างน้อยก็เป็นข้ออ้างให้เธอติดรถเข้าเมืองได้… ก็คือ ลู่เฉิง

ได้ข่าวว่าเขามีรถจี๊ปทหารประจำตำแหน่ง และเขามักจะขับเข้าเมืองเพื่อไปทำธุระให้กองทัพ งานนี้ต้องมีการ "โบกรถ" เกิดขึ้นแน่ๆ

ฉินหว่านเด็ดยอดอ่อนหัวไชเท้าขึ้นมาเคี้ยวเล่น รสชาติหวานกรอบสดชื่นกระจายไปทั่วปาก "รอหน่อยนะคุณนายพล… เดี๋ยวแม่ครัวหัวป่าก์คนนี้จะทำ 'ของอร่อย' ไปล่อซื้อคุณเอง!"

ตอนที่ 3 หยาดเหงื่อแลกแต้มทำงาน และซุปหัวไชเท้าปริศนา

เสียงระฆังแห่งความเป็นจริง

"แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!"

เสียงตีเหล็กรางรถไฟเก่าๆ ที่แขวนอยู่หน้าลานตากข้าวประจำหมู่บ้านดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ปลุกสรรพสิ่งให้ตื่นจากนิทรา มันไม่ใช่เสียงนาฬิกาปลุกดิจิทัลที่นุ่มนวล แต่เป็นสัญญาณบังคับที่บอกว่า "ถ้าไม่ตื่น ก็ไม่มีกิน"

ท้องฟ้าด้านนอกยังมืดสนิท ลมหนาวพัดกรรโชกจนหน้าต่างกระดาษสั่นพึ่บพั่บ

ฉินหว่าน ลืมตาโพลงในความมืด ร่างกายของเธอยังคงอบอุ่นอยู่บ้างจากผลของน้ำวิเศษที่ดื่มไปเมื่อวาน แต่ทันทีที่เธอขยับตัวลุกออกจากผ้าห่มนวมเก่าๆ ความหนาวเย็นยะเยือกก็พุ่งเข้าเกาะกุมผิวหนังจนขนลุกชัน

"อือ… กี่โมงแล้วเนี่ย…" เสียงงัวเงียของ จางลี่ ดังมาจากกลางเตียงเตา "ทำไมมันหนาวขนาดนี้ ใครเปิดหน้าต่างทิ้งไว้หรือเปล่า!"

หล่อนโวยวายทั้งที่ตายังปิด พยายามดึงผ้าห่มของเพื่อนข้างๆ มาคลุมโปงเพิ่ม

"ตีห้าครึ่งแล้ว ได้เวลาไปรวมพล" ฉินหว่านตอบเสียงเรียบ ขณะที่เธอลุกขึ้นพับผ้าห่มอย่างเป็นระเบียบ เธอสวมเสื้อนวมตัวในทับด้วยเสื้อกั๊กไหมพรมเก่าๆ ที่แม่ถักให้ (ซึ่งจริงๆ แล้วมันหดจนคับ แต่ก็ดีกว่าไม่มี) และสวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวนอกสีกรมท่าที่ดูทะมัดทะแมง

"ตีห้าครึ่ง! บ้าไปแล้ว แถวบ้านฉันยังไม่ตื่นมาหุงข้าวเลยนะ!" ยุวชนหญิงอีกคนบ่นอุบ แต่ก็จำใจต้องลุกขึ้น เพราะกลัวจะถูกหักแต้มทำงานตั้งแต่วันแรก

ฉินหว่านไม่ได้สนใจเสียงบ่น เธอนำขันน้ำใบเล็กเดินออกไปที่โอ่งน้ำหน้าบ้าน วักน้ำล้างหน้าเพื่อเรียกสติ น้ำในโอ่งเย็นเจี๊ยบจนแทบจะเป็นน้ำแข็ง แต่มันช่วยให้สมองเธอแล่นเร็วขึ้น

วันนี้คือวันแรกของการ "ลงนา" ในยุคนี้ ทุกคนในหมู่บ้านต้องทำงานเพื่อแลก "แต้มทำงาน" ผู้ชายร่างกายแข็งแรงอาจได้วันละ 10 แต้ม ผู้หญิงทั่วไป 7-8 แต้ม ส่วนยุวชนปัญญาที่เพิ่งมาใหม่… ถ้าได้สัก 5-6 แต้มก็ถือว่าเก่งแล้ว

แต้มเหล่านี้จะถูกนำไปคำนวณตอนสิ้นปีเพื่อแลกเป็นส่วนแบ่งผลผลิต (ข้าวสาร แป้ง น้ำมัน) ถ้าใครแต้มน้อย ก็หมายความว่าปีนั้นทั้งปีจะต้องอดอยากปากแห้ง หรือถึงขั้นต้องติดหนี้กองพลผลิต

ชาติก่อน ฉินหว่านพยายามทำงานแทบตาย แต่เพราะร่างกายอ่อนแอและถูกจางลี่ถ่วงแข้งถ่วงขา ทำให้เธอได้แต้มแค่ 5 คะแนนต่อวัน เป็นเหตุให้เธอต้องหิวโหยจนเป็นลมบ่อยครั้ง

"แต่ชาตินี้… ฉันมีตัวช่วย" ฉินหว่านลูบปานแดงที่ข้อมือเบาๆ ก่อนจะเดินตามกลุ่มเพื่อนยุวชนไปยังลานนวดข้าว

แสงตะวันเริ่มจับขอบฟ้า เผยให้เห็นชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้านมารวมตัวกันที่ลานดินกว้างใหญ่ ผู้ชายส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าสีทึบๆ ที่มีรอยปะชุน ส่วนผู้หญิงสวมผ้าคลุมศีรษะกันลม

เกาต้าซาน หัวหน้าหมู่บ้าน ยืนอยู่บนแท่นหินสูง มือถือสมุดบัญชีเล่มหนา สายตากวาดมองทุกคนราวกับเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองฝูงไก่

"อรุณสวัสดิ์สหายทุกคน! วันนี้อากาศดี เหมาะแก่การเก็บเกี่ยวข้าวโพดแปลงสุดท้าย!" เกาต้าซานตะโกนเสียงดัง "ท่านประธานเหมาสอนเราว่า 'จงพึ่งพาตนเอง และทำงานหนักเพื่อสร้างชาติ' ขอให้ทุกคนตั้งใจทำงาน อย่าอู้งาน อย่าขี้เกียจ!"

จากนั้นเขาก็เริ่มแจกแจงหน้าที่ "กลุ่ม 1 ผู้ชาย ไปขนย้ายกระสอบที่โกดัง… กลุ่ม 2 ผู้หญิงที่แข็งแรง ไปตัดต้นข้าวโพด… ส่วนพวกยุวชนปัญญามาใหม่…"

เขาหยุดพูดแล้วหรี่ตามองกลุ่มของฉินหว่านด้วยแววตาประเมิน หรือพูดให้ถูกคือ… แววตาดูถูก

"พวกเธอคงยังจับจอบจับเสียมไม่เป็น งั้นไปช่วยกัน 'หักฝักข้าวโพด' และ 'ลอกเปลือก' ที่ลานตากด้านหลังก็แล้วกัน งานง่ายๆ เด็กสามขวบก็ทำได้ ถ้าทำไม่เสร็จตามเป้า วันนี้ได้คนละ 4 แต้ม!"

"4 แต้ม!" หวังเฉียงอุทานออกมาเบาๆ "นั่นมันจะแลกข้าวกินได้กี่ชั่งกันเชียว"

"อย่าบ่นสหายหวัง" ฉินหว่านกระซิบเตือน "รีบไปทำเถอะ ยิ่งบ่นยิ่งเสียเวลา"

ขณะที่กำลังจะเดินไป จางลี่ก็รีบปรี่เข้ามาควงแขนฉินหว่านทันที "หว่านหว่าน เราอยู่กลุ่มเดียวกันนะ ฉันไม่ค่อยถนัดงานพวกนี้ มือฉันเจ็บง่าย เธอต้องสอนฉันนะ"

ในอดีต จางลี่จะใช้วิธีนี้ คือทำเป็นทำไม่เป็น แล้วให้ฉินหว่านช่วยทำส่วนของเธอ จนฉินหว่านทำงานตัวเองไม่ทัน

ฉินหว่านแกะมือจางลี่ออกอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น พร้อมส่งยิ้มเย็นๆ ให้ "จางลี่ เธอพูดอะไรแบบนั้น ท่านผู้นำบอกว่า 'หญิงชายเท่าเทียมกัน' และ 'ผู้ไม่ทำงานคือผู้ไม่สมควรได้กิน' ถ้าเธอให้ฉันช่วย ก็เท่ากับเธอเอาเปรียบแรงงานเพื่อนมนุษย์นะ สหายคนอื่นเขาจะมองยังไง?"

เธอจงใจพูดเสียงดังพอให้ป้าๆ ชาวบ้านแถวนั้นได้ยิน ป้าคนหนึ่งที่กำลังลับมีดเกี่ยวข้าวโพดหันมาพยักหน้าหงึกหงัก "ใช่! แม่หนูคนนี้พูดถูก ตัวก็เท่ากัน มือเท้าก็มีครบ จะมาสำออยให้เพื่อนช่วยได้ยังไง เป็นคุณหนูมาจากไหนกัน"

จางลี่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเคือง เธอไม่คิดว่าฉินหว่านจะกล้าหักหน้าเธอต่อธารกำนัลแบบนี้ "ฉ…ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย ฉันแค่บอกว่าจะขอคำแนะนำเฉยๆ!" จางลี่แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไปเกาะกลุ่มกับหวังเฉียงแทน

ฉินหว่านมองตามหลังเพื่อนรักด้วยสายตาสมเพช ระฆังยกแรก… ฉันชนะ

งานหักฝักข้าวโพดและลอกเปลือก ฟังดูเหมือนง่าย แต่สำหรับคนที่ไม่เคยทำ มันคือนรกย่อมๆ

เปลือกข้าวโพดที่แห้งกรอบนั้นคมกริบราวกับใบมีดโกน ยิ่งต้องทำท่าเดิมซ้ำๆ เป็นพันๆ ครั้ง นิ้วมือที่เคยอ่อนนุ่มของยุวชนในเมืองก็เริ่มบวมแดงและแตกเป็นแผล

ผ่านไปเพียง 2 ชั่วโมง เสียงร้องโอดโอยก็เริ่มดังขึ้นระงม "โอ๊ย! เลือดไหลแล้ว!" ยุวชนหญิงคนหนึ่งร้องไห้โฮ ชูนิ้วที่ถูกใบข้าวโพดบาดลึกให้เพื่อนดู

จางลี่เองก็นั่งหน้ามุ่ย พยายามทำช้าๆ อู้งานสุดฤทธิ์ พลางส่งสายตาเว้าวอนไปให้หวังเฉียงและพวกผู้ชายช่วย ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกัน

ต่างจากฉินหว่าน…

เธอนั่งอยู่บนกองเปลือกข้าวโพด ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเงียบเชียบ มือของเธอเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและเป็นจังหวะ ฉีก-ดึง-หัก-โยน แม้ชาติก่อนเธอจะตายเร็ว แต่ประสบการณ์ 3 ปีในคอกวัวสอนให้เธอรู้วิธี "ผ่อนแรง" และ "จับจังหวะ" เพื่อไม่ให้ร่างกายบอบช้ำเกินไป

เธอรู้ว่าต้องจับตรงขั้วแบบไหนถึงจะหักง่ายที่สุด และต้องลอกเปลือกมุมไหนถึงจะไม่บาดมือ

"แม่หนูคนนั้นหน่วยก้านไม่เลว" เสียงแหบพร่าของหญิงชราคนหนึ่งดังขึ้น

ฉินหว่านเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหญิงชราหลังค่อม ผมขาวโพลน สวมเสื้อเก่าๆ ที่มีรอยปะจนแทบมองไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม นั่งทำงานอยู่ข้างๆ หล่อนคือ "ย่ากุ้ย" หญิงหม้ายไร้ลูกหลานที่ชาวบ้านรังเกียจเพราะถือว่าเป็นคนดวงกินผัว แต่ฉินหว่านจำได้ว่าในชาติก่อน ย่ากุ้ยเคยแอบเอาหัวมันเผามาให้เธอตอนที่เธอถูกขังในคอกวัว

"คุณย่าทำเก่งกว่าฉันเยอะเลยค่ะ ดูสิคะ กองนี้เสร็จหมดแล้ว" ฉินหว่านตอบกลับด้วยรอยยิ้มจริงใจ

ย่ากุ้ยชะงักไปเล็กน้อย นางไม่ค่อยได้รับรอยยิ้มจากใคร โดยเฉพาะพวกยุวชนหน้าขาวพวกนี้ "ฮึ… ข้าทำมาตั้งแต่เอ็งยังไม่เกิด อย่าฝืนมากล่ะ มือแตกแล้วเดี๋ยวจะติดเชื้อ หาน้ำลายทาๆ เข้าไป"

แม้คำพูดจะดูห้วน แต่แววตามีความเอ็นดู ฉินหว่านพยักหน้ารับ นี่คือมิตรแท้คนแรกในหมู่บ้านที่เธอต้องรักษาไว้

เที่ยงวัน พระอาทิตย์ตรงหัว เสียงระฆังพักเที่ยงดังขึ้นเหมือนเสียงสวรรค์ ทุกคนทิ้งตัวลงนอนแผ่หรากับพื้นดินด้วยความหมดแรง

มื้อเที่ยงที่กองพลจัดให้คือ "โจ๊กแป้งข้าวโพด" ที่ใสจนนับเม็ดข้าวได้ กับผักดองเค็มปี๋ ฉินหว่านรับส่วนของตัวเองมาดื่มรวดเดียวหมด แต่มันไม่ได้ทำให้กระเพาะที่ร้องโครกครากของเธอสงบลงได้เลย

"ขอตัวไปหาฟืนหน่อยนะคะ" ฉินหว่านบอกกับกลุ่มเพื่อน ก่อนจะคว้าตะกร้าเปล่าเดินแยกออกไปทางชายป่า

"ขยันจริงนะแม่คุณ ระวังหมาป่าคาบไปกินล่ะ" จางลี่แขวะไล่หลัง

ฉินหว่านไม่สนใจ เธอเดินลัดเลาะไปตามแนวป่าสนที่เริ่มผลัดใบ จนมั่นใจว่าพ้นสายตาผู้คนแล้ว เธอจึงมุดเข้าไปในพุ่มไม้หนาทึบ แล้วกระซิบเบาๆ

'เข้ามิติ'

ทันทีที่เข้ามาในมิติ ความอบอุ่นโอบล้อมกายเธอ กลิ่นหอมของดินและพืชผักทำให้เธอสูดหายใจได้เต็มปอด ฉินหว่านรีบวิ่งไปที่แปลงผักที่เธอปลูกทิ้งไว้เมื่อคืน

"โอ้โห…"

เธอต้องอุทานออกมาเสียงหลง ภาพตรงหน้าคือแปลงผักที่เขียวชอุ่ม หัวไชเท้าใบเขียวเข้มอวบอ้วนโผล่พ้นดินขึ้นมาประมาณ 1 ใน 3 ส่วน ขนาดของมันใหญ่กว่าหัวไชเท้าทั่วไปถึง 2 เท่า! ผิวของมันขาวเนียนละเอียดราวกับหยกขาว

ข้างๆ กันคือผักกาดขาวที่ห่อปลีแน่นเปรี๊ยะ ดูสดกรอบจนน่ากัด

"โตเร็วขนาดนี้เชียวเหรอ!" ฉินหว่านแทบไม่อยากเชื่อสายตา ผ่านไปแค่วันเดียวในโลกภายนอก (ซึ่งเท่ากับ 1 วันในมิติ เพราะเวลาเดินเท่ากัน แต่ 'อัตราการเติบโต' ของพืชในนี้เร็วกว่าปกติหลายสิบเท่าด้วยพลังของดินและน้ำวิเศษ)

เธอทดลองดึงหัวไชเท้าขึ้นมาหัวหนึ่ง มันหลุดจากดินอย่างง่ายดาย ฉินหว่านใช้น้ำจากบ่อล้างดินออก แล้วลองกัดกินสดๆ ทั้งหัว

กร้วม!

เสียงเคี้ยวกรุบกรอบดังสนั่น รสชาติหวานฉ่ำเหมือนกินลูกแพร์! ไม่มีรสเผ็ดซ่าหรือรสขมเฝื่อนของหัวไชเท้าดิบเลยแม้แต่น้อย น้ำฉ่ำๆ ไหลลงคอ ให้ความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักเมื่อเช้าหายเป็นปลิดทิ้ง รอยถลอกที่มือเริ่มสมานตัวและหายเจ็บอย่างน่าอัศจรรย์

"อร่อยมาก… นี่มันผลไม้ชัดๆ ไม่ใช่ผักแล้ว"

ฉินหว่านกินจนหมดหัว รู้สึกอิ่มท้องมากกว่ากินข้าวโพดเมื่อกี้ร้อยเท่า แต่เธอกินคนเดียวไม่ได้ เธอต้องสร้างพันธมิตร และต้องหาข้ออ้างเรื่องแหล่งอาหาร

เธอเหลือบไปเห็นไก่ป่าตัวหนึ่ง (ที่เธอมโนว่าอยากได้ แต่ในมิติไม่มีสัตว์) "เอาล่ะ… วันนี้ไม่มีเนื้อสัตว์ แต่ฉันจะทำของที่ 'เหมือน' เนื้อสัตว์ให้ได้"

ฉินหว่านเก็บหัวไชเท้ามา 2 หัว และผักกาดขาว 1 หัว ใส่ไว้ในตะกร้า แล้วเอาฟืนแห้งๆ ที่เก็บมาระหว่างทางมาปิดทับไว้จนมิด

เธอออกจากมิติ และเดินลึกเข้าไปในป่าอีกหน่อย ไปยังซากกระท่อมร้างที่เธอเคยจำได้ว่าเป็นที่พักของนายพรานเก่า ที่นั่นมีกองหินที่พอจะก่อไฟได้

เธอต้องการทดสอบ "กลิ่น" ของผักวิเศษนี้

ฉินหว่านหยิบหม้อสนามใบเล็ก (ที่แอบติดตัวมาในเป้) ออกมา ใส่น้ำวิเศษลงไปครึ่งหนึ่ง หั่นหัวไชเท้าเป็นลูกเต๋า แล้วโยนลงไปต้ม เธอไม่มีเครื่องปรุงรสหรูหรา มีแค่เกลือหยาบๆ เม็ดเล็กๆ ที่ติดก้นถุงมานิดหน่อย

ทันทีที่น้ำเดือด… กลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอก็ลอยฟุ้งขึ้นมา มันไม่ใช่กลิ่นหัวไชเท้าต้มจืดชืด แต่มันหอมหวาน เข้มข้น ราวกับกำลังต้ม "ซุปกระดูกหมูเคี่ยวนาน 8 ชั่วโมง" ทั้งที่ในหม้อมีแค่ผักกับน้ำ!

"พลังของน้ำวิเศษบวกกับผักวิเศษ… อานุภาพร้ายกาจจริงๆ" ฉินหว่านกลืนน้ำลาย

ขณะที่เธอกำลังใช้ช้อนคนซุปอยู่นั้น หูก็ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักดัง กร๊อบ!

ฉินหว่านสะดุ้งสุดตัว มือคว้าท่อนฟืนข้างตัวขึ้นมาถือเป็นอาวุธ "ใครน่ะ! ออกมานะ!"

พุ่มไม้ข้างหลังสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่ศีรษะเล็กๆ ที่มีผมเผ้ายุ่งเหยิงจะค่อยๆ โผล่ออกมา เป็นเด็กผู้ชายตัวผอมแห้ง หัวโต ตัวดำเมี่ยม อายุประมาณ 5-6 ขวบ สวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นจนเห็นผิวหนัง ดวงตากลมโตจ้องมองหม้อต้มซุปตาไม่กระพริบ น้ำลายยืดเป็นสาย

ฉินหว่านจำเด็กคนนี้ได้แม่น… "เถียต้าน" หลานชายกำพร้าของ ลู่เฉิง!

พ่อแม่ของเถียต้าน (พี่ชายและพี่สะใภ้ของลู่เฉิง) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อปีก่อน ทิ้งให้ลู่เฉิงและแม่เฒ่าลู่เลี้ยงดู แต่เด็กคนนี้ดื้อรั้น ไม่ค่อยยอมกินข้าวที่บ้าน ชอบหนีออกมาเที่ยวเล่นในป่า

"หอม…" เถียต้านพึมพำ สายตายังไม่ละจากหม้อ "หอมเหมือนเนื้อ… พี่สาวต้มเนื้อเหรอ?"

ฉินหว่านลดท่อนฟืนลง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก โอกาสทองวิ่งมาหาถึงที่! การเข้าหาลู่เฉิงผ่านทางหลานชายสุดที่รักของเขา คือทางลัดที่เร็วที่สุด

"พี่สาวไม่ได้ต้มเนื้อจ้ะ แค่ต้มผักสมุนไพรสูตรพิเศษ" ฉินหว่านพูดเสียงอ่อนโยน "หนูหิวไหม?"

เถียต้านพยักหน้าหงึกหงัก ท้องร้องตอบรับทันที

ฉินหว่านตักซุปใส่ฝาหม้อสนาม (ใช้แทนถ้วย) เป่าให้หายร้อน แล้วยื่นส่งให้เด็กน้อย "ระวังร้อนนะ ค่อยๆ กิน"

เถียต้านรับไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ความหิวชนะทุกสิ่ง เขายกซดอึกใหญ่ ทันทีที่รสชาติสัมผัสลิ้น ดวงตาของเด็กน้อยก็เบิกกว้าง "อร่อย! อร่อยกว่าไก่ที่อารองย่างให้อีก!"

เด็กน้อยกินอย่างมูมมาม เคี้ยวหัวไชเท้าต้มเปื่อยๆ ที่ละลายในปาก "อาเล็กบอกว่าผักไม่อร่อย แต่ผักของพี่สาวอร่อยที่สุดในโลกเลย!"

ฉินหว่านยิ้มพลางลูบหัวเด็กน้อยที่มอมแมม "ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ พี่สาวมีอีก"

ขณะที่เธอกำลังตักเพิ่มให้เถียต้านนั้นเอง… เงาทะมึนสายหนึ่งก็ทาบทับลงมา ฉินหว่านเงยหน้าขึ้น และต้องกลั้นหายใจ

ลู่เฉิง ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ห่างไปเพียง 3 ก้าว เขาสวมชุดฝึกทหารสีเขียวเต็มยศ บนหลังสะพายปืนยาวล่าสัตว์ ในมือหิ้วไก่ป่าที่ถูกยิงตายแล้ว 2 ตัว สายตาคมกริบของเขาจ้องมองฉินหว่านสลับกับหลานชายที่กำลังซดซุปอย่างมีความสุข คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเป็นปม

"คุณ…" ลู่เฉิงพูดเสียงต่ำ ทรงพลัง "คุณเอาอะไรให้หลานผมกิน?"

บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที ลู่เฉิงระแวงคนแปลกหน้า โดยเฉพาะพวกยุวชนปัญญาที่อาจจะมีเจตนาไม่ดี หรือเอาของสกปรกให้หลานเขากิน

ฉินหว่านลุกขึ้นยืนช้าๆ ไม่แสดงอาการหวาดกลัว สบตาเขากลับ "แค่ซุปหัวไชเท้าค่ะ สหายลู่"

"ซุปหัวไชเท้า?" ลู่เฉิงทวนคำ จมูกเขาได้กลิ่นหอมเข้มข้นที่ลอยมาจากหม้อ กลิ่นมันเหมือนซุปไก่ชั้นดีที่เขาเคยกินในภัตตาคารที่ปักกิ่ง ไม่ใช่กลิ่นหัวไชเท้าต้มน้ำเปล่า "คุณอย่ามาโกหก กลิ่นแบบนี้มัน…"

"อารอง! อารองดูสิ!" เถียต้านวิ่งเข้าไปกอดขาอา พลางชูฝาหม้อที่เกลี้ยงเกลาให้ดู "พี่สาวใจดีมาก ซุปอร่อยมาก! หวานเจี๊ยบเลย!"

ลู่เฉิงก้มมองหลานชายที่ปกติกินยากและผอมโซ วันนี้แก้มของเถียต้านดูมีเลือดฝาดขึ้นทันตาเห็น ดวงตาเป็นประกายสดใส

เขาเงยหน้ามองฉินหว่านอีกครั้ง สายตาเปลี่ยนจากความระแวงเป็นความสงสัยใคร่รู้ "คุณไปเอาหัวไชเท้ามาจากไหน? ในหมู่บ้านตอนนี้ผักเหี่ยวๆ ยังหายาก"

ฉินหว่านเตรียมคำตอบไว้แล้ว "ฉันเจอหัวไชเท้าป่าขึ้นอยู่ตรงเนินเขาโน้นค่ะ เห็นมันยังสดอยู่เลยขุดมาต้มแก้หิว ไม่คิดว่าจะเจอน้องชายตัวน้อยที่นี่" เธอโกหกหน้าตาย แต่แววตาดูใสซื่อ

ลู่เฉิงหรี่ตา เขาเป็นทหารสอดแนม เรื่องแค่นี้ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าเธอโกหก หัวไชเท้าป่าที่ไหนจะหัวใหญ่และกลิ่นหอมขนาดนี้ในหน้าหนาว? แต่… เธอดูไม่มีพิษมีภัย และหลานเขาก็ดูมีความสุขมาก

"ขอบคุณที่แบ่งอาหารให้หลานผม" ลู่เฉิงพูดเสียงแข็งๆ แต่น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเมื่อเช้าเล็กน้อย "แต่ทีหลังอย่ามาจุดไฟแถวนี้ ลมแรง เดี๋ยวไฟไหม้ป่าจะเป็นเรื่องใหญ่"

"ฉันระวังอยู่ค่ะ ดับไฟเรียบร้อยแล้ว" ฉินหว่านชี้ไปที่กองไฟที่มอดสนิท

ลู่เฉิงพยักหน้า เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบตั๋วเงินออกมา 2 ใบ ยื่นให้เธอ "ค่าน้ำใจ ผมไม่ชอบติดหนี้ใคร"

ฉินหว่านมองเงินนั้น… 5 หยวน! สำหรับยุคนี้ถือว่าเยอะมาก ซื้อไข่ไก่ได้เป็นร้อยฟอง แต่เธอส่ายหน้า ปฏิเสธทันที "ฉันไม่รับค่ะสหายลู่ ฉันให้เด็กกินด้วยความเอ็นดู ไม่ได้หวังเงิน อีกอย่าง… อาหารแค่นี้เทียบไม่ได้กับที่คุณคอยดูแลความปลอดภัยให้หมู่บ้านหรอกค่ะ"

คำพูดลิเกๆ ของเธอทำให้ลู่เฉิงชะงัก ปกติผู้หญิงในหมู่บ้านถ้าไม่กลัวเขาจนหัวหด ก็จะพยายามทอดสะพานอย่างโจ่งแจ้ง หรือไม่ก็หน้าเงิน แต่ผู้หญิงคนนี้… ปฏิเสธเงิน? แถมยังพูดจาฉะฉาน

"รับไปเถอะ" ลู่เฉิงยัดเงินใส่มือเธออย่างถือวิสาสะ สัมผัสจากมือเขาอุ่นจนร้อน "ถ้าไม่รับ ผมจะถือว่าคุณมีเจตนาแอบแฝง"

ฉินหว่านจำใจต้องรับเงินมา กำไว้แน่น "ก็ได้ค่ะ… ถ้าอย่างนั้น ฉันขอแลกเปลี่ยนได้ไหมคะ?"

"แลกเปลี่ยนอะไร?" ลู่เฉิงเลิกคิ้ว

ฉินหว่านชี้ไปที่ไก่ป่าในมือเขา "ฉันขอขนไก่หางยาวๆ พวกนั้นได้ไหมคะ? ฉันอยากเอาไปทำไม้ขนไก่ปัดฝุ่นที่บ้านพัก มันฝุ่นเยอะมาก"

ลู่เฉิงมองเธออย่างงุนงง ขอขนไก่? ไม่ขอเนื้อไก่? "แค่ขนไก่?"

"ค่ะ แค่ขนไก่" ฉินหว่านยืนยัน

ลู่เฉิงส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจความคิดผู้หญิง เขาวางไก่ลง ดึงขนหางไก่ที่ยาวและสวยที่สุดออกมาทั้งพวง ยื่นให้เธอ "เอาไปสิ"

"ขอบคุณค่ะ!" ฉินหว่านรับมาด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี รอยยิ้มนั้นสว่างไสวเสียจนลู่เฉิงเผลอมองค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบดึงสติกลับมา

"ไปเถียต้าน กลับบ้าน ย่ารอแย่แล้ว" เขาหันไปดุหลานชายแก้เก้อ แล้วจูงมือเด็กเดินจากไป

ฉินหว่านมองตามหลังร่างสูงใหญ่และร่างเล็กจ้อยเดินหายลับไปในป่า ในมือกำเงิน 5 หยวน และขนไก่ป่าหนึ่งกำมือ

เธอไม่ได้อยากได้ไม้ขนไก่… แต่เธอรู้ว่า "ขนไก่" คือสัญลักษณ์ ถ้าเธอถือขนไก่ของลู่เฉิงเดินกลับเข้าหมู่บ้าน… ใครเห็นก็ต้องรู้ว่าเธอไปเจอเขามา และเขา "ให้" ของเธอมา แค่นี้พวกอันธพาลอย่างเกาหยางก็จะเริ่มลังเลที่จะยุ่งกับเธอ

"หมากตานี้… คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม" ฉินหว่านเก็บของ ย่ำเท้ากลับหมู่บ้านด้วยความมั่นใจ

เย็นนั้น… ข่าวลือเรื่อง "ยุวชนสาวหน้าใหม่กับนายพลลู่" และกลิ่นหอมปริศนาจากป่าท้ายหมู่บ้าน ก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วซานเจียถุน ราวกับไฟลามทุ่ง!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...