โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผ่าตัดใหญ่เพื่อถอนพิษประชาธิปไตยไทย (บทความต่อเนื่องจากแรดสีเทา 9 ตัว)

The Better

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 02.22 น. • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม 

มีคำถามที่คนไทยจำนวนมากคิดอยู่ในใจแต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ ว่า ในเมื่อประชาธิปไตยไทยผลิตแต่นักการเมืองที่โกงและไม่มีความสามารถซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเมื่อระบบราชการเต็มไปด้วยการรับใต้โต๊ะและความเฉื่อยชาที่ไม่มีวันเปลี่ยน และในเมื่อทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารต่างก็ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเท่าเทียมกัน แล้วปัญหาอยู่ที่ระบอบหรืออยู่ที่อย่างอื่น

คำตอบที่ตรงและไม่เป็นที่นิยมคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประชาธิปไตยในฐานะอุดมการณ์ แต่อยู่ที่สถาปัตยกรรมของระบบที่ถูกออกแบบมาให้คนชั่วได้เปรียบคนดี และถูกออกแบบมาให้การโกงคุ้มกว่าการซื่อสัตย์ในทุกระดับ

วิเคราะห์ให้ตรง ทำไมระบบถึงผลิตคนชั่วซ้ำๆ

ระบบการเมืองไทยมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการทุจริตอยู่สี่ชั้นซ้อนทับกัน

ชั้นแรกคือต้นทุนในการเข้าสู่การเมืองที่สูงเกินจริง การลงเลือกตั้งระดับ ส.ส. ในหลายเขตต้องใช้เงินหลายสิบถึงหลายร้อยล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นค่าหาเสียง ค่าบริหารฐานเสียง และค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถพูดถึงได้ในที่สาธารณะ ผลที่ตามมาคือระบบกรองคนจนและคนซื่อสัตย์ออกไปตั้งแต่ต้น เหลือไว้เฉพาะคนที่มีทุนหนาหรือมีเครือข่ายที่พร้อมจะลงทุนเพื่อผลตอบแทนในภายหลัง เมื่อเข้าสู่อำนาจแล้ว การถอนทุนคืนจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นภาระผูกพันทางธุรกิจ

ชั้นที่ 2 คือระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมการเมืองไทย นักการเมืองไม่ได้ถูกเลือกเพราะนโยบาย แต่เพราะความสามารถในการนำทรัพยากรของรัฐมาแจกจ่ายให้กับฐานเสียง ไม่ว่าจะเป็นงาน สัญญา หรือการยกเว้นกฎระเบียบ วงจรนี้ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากไม่ได้มองหานักการเมืองที่จะบริหารประเทศให้ดี แต่มองหานักการเมืองที่จะดูแลพวกเราก่อน และตราบใดที่ความยากจนและความเหลื่อมล้ำยังสูง วงจรนี้จะไม่มีวันสิ้นสุดด้วยตัวเอง

ชั้นที่ 3 คือระบบราชการที่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุม ไม่ใช่เพื่อให้บริการ กฎระเบียบที่ซับซ้อนและดุลยพินิจที่กระจุกอยู่ในมือข้าราชการระดับกลางนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันเกิดขึ้นเพราะความซับซ้อนสร้างโอกาสในการเรียกรับ การลดความซับซ้อนของกฎระเบียบจึงเป็นภัยต่อรายได้นอกระบบของคนในระบบ และนั่นคือเหตุผลที่การปฏิรูปราชการล้มเหลวซ้ำๆ ทุกรัฐบาล

ชั้นที่ 4 และลึกที่สุดคือระบบตรวจสอบที่ไม่มีฟันจริง องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. สตง. และศาลรัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนมีอยู่ แต่ผลลัพธ์จริงๆ คือคดีใหญ่ๆ ใช้เวลานับสิบปี จำเลยที่มีอำนาจสามารถประวิงเวลาจนหมดอายุความหรือจนตายไปเองโดยที่ไม่มีการลงโทษจริงจัง และที่สำคัญที่สุดคือทรัพย์สินที่ทุจริตมาแทบไม่เคยถูกยึดคืนอย่างสมบูรณ์ ผลที่ตามมาคือนักการเมืองและข้าราชการที่คิดจะโกงคำนวณแล้วพบว่ายังคุ้มอยู่

แล้วทำไมรัฐประหารถึงไม่ใช่คำตอบ!

เมื่อระบบประชาธิปไตยล้มเหลวซ้ำๆ ความคิดที่ว่าถ้ามีผู้นำที่ดีและมีอำนาจเต็มจะแก้ได้เร็วกว่านั้นเป็นความคิดที่เข้าใจได้และไม่ใช่ความคิดของคนโง่ แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามันไม่ work ในระยะยาว ด้วยเหตุผลง่ายๆ สองข้อ

ข้อแรก ผู้นำที่มีคุณธรรมจริงนั้นหายากมาก แต่ระบบที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จนั้นสร้างได้ง่ายมาก ปัญหาคือเราไม่สามารถออกแบบระบบโดยสมมติว่าจะได้ Lee Kuan Yew ทุกครั้ง เพราะสถิติบอกว่าเราได้ Mugabe หรือ Marcos บ่อยกว่ามาก !! และเมื่อระบบตรวจสอบถูกรื้อออกไปแล้ว การเปลี่ยนผู้นำที่เลวออกนั้นแทบเป็นไปไม่ได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ

จีนภายใต้สีจิ้นผิงคือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดในยุคปัจจุบัน เมื่อขึ้นสู่อำนาจในปี 2555 หนึ่งในภารกิจแรกที่ประกาศอย่างชัดเจนคือการปราบคอร์รัปชันครั้งใหญ่ และในแง่หนึ่งมันได้ผลจริง มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักธุรกิจที่มีเส้นสายถูกดำเนินคดีนับหมื่นคน ดัชนีคอร์รัปชันปรับตัวดีขึ้นในช่วงแรก และประชาชนจำนวนมากสนับสนุนเพราะเห็นว่ามีคนถูกลงโทษจริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันและถูกพูดถึงน้อยกว่ามากคือระบบตรวจสอบทุกระบบที่อาจคานอำนาจผู้นำถูกรื้อออกไปพร้อมกัน สื่ออิสระถูกปิด ภาคประชาสังคมถูกควบคุม และกลไกการปราบคอร์รัปชันอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้นำคนเดียว ไม่ใช่ระบบที่เป็นอิสระ ผลลัพธ์คือการปราบคอร์รัปชันกลายเป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมืองมากกว่าการสร้างความโปร่งใสอย่างเป็นระบบ และเมื่อไม่มีใครตรวจสอบได้จากภายนอก ก็ไม่มีใครรู้ว่าชั้นบนสุดของอำนาจนั้นสะอาดจริงหรือเปล่า คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ดีคือเมื่อผู้นำคนนี้จากไป ระบบที่สร้างขึ้นมาทั้งหมดจะอยู่ในมือใคร และเขาคนนั้นจะใช้มันอย่างไร?

ข้อสอง สิงคโปร์ที่มักถูกยกมาเป็นตัวอย่างของการปกครองที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่ใช่เผด็จการในความหมายที่แท้จริง มันมีระบบราชการมืออาชีพที่แยกออกจากการเมืองอย่างเด็ดขาด มีเงินเดือนรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงที่สูงกว่าไทยหลายเท่าจนการโกงไม่คุ้มเสี่ยง มีระบบ meritocracy ที่เข้มข้นในการคัดเลือกข้าราชการ และมีระบบตรวจสอบภายในที่โหดมากแม้จะไม่ได้มาจากฝ่ายค้านในรัฐสภา สิ่งที่ทำให้สิงคโปร์ทำงานได้ไม่ใช่การมีผู้นำที่ดี แต่คือการมีระบบที่ดีจนผู้นำที่ไม่ดีทำอะไรมากไม่ได้

ไทยผ่านรัฐประหารมาแล้วสิบสามครั้งนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 และทุกครั้งที่คณะรัฐประหารขึ้นมา คำสัญญาที่ให้ไว้คือการกำจัดคอร์รัปชันและปฏิรูปโครงสร้าง แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาทุกครั้งคือคอร์รัปชันเปลี่ยนมือ ไม่ได้หายไป และโครงสร้างที่ถูกปฏิรูปส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาอำนาจของคณะรัฐประหาร ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ระยะยาวของประเทศ

ประวัติศาสตร์ตอบคำถามนี้ซ้ำๆ มาแล้ว “ระบบที่ดีที่สุดไม่ใช่ระบบที่มีคนดีที่สุดอยู่บนยอด แต่คือระบบที่ทนทานได้แม้จะมีคนไม่ดีขึ้นมาอยู่บนยอด”

แผนผ่าตัดที่ต้องทำ และต้องเริ่มจากไหน

การปฏิรูปที่จะได้ผลจริงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจ ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวบุคคล เพราะในระบบที่การโกงยังคุ้มกว่าการซื่อสัตย์ การนำคนดีเข้ามาแทนที่คนชั่วจะได้ผลแค่ชั่วคราว จนกว่าคนดีคนนั้นจะถูกระบบกัดกร่อนหรือถูกดันออกไป

จุดเริ่มต้นที่ 1|ที่ทำได้และต้องทำก่อนอื่นคือการปฏิรูประบบการเงินการเมือง กฎหมายพรรคการเมืองต้องบังคับให้เปิดเผยแหล่งที่มาของเงินทุนทุกบาทแบบ real-time ผ่านระบบดิจิทัลที่ประชาชนเข้าถึงได้ เพดานค่าใช้จ่ายในการหาเสียงต้องลดลงและบังคับใช้จริง และรัฐต้องอุดหนุนค่าใช้จ่ายพื้นฐานในการหาเสียงให้กับผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อลดการพึ่งพาทุนใหญ่ การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่กำจัดเงินมืดได้ทั้งหมด แต่จะลดต้นทุนในการเข้าสู่การเมืองสำหรับคนที่ไม่มีเครือข่ายผลประโยชน์ลงอย่างมีนัยสำคัญ

จุดที่ 2 คือการปฏิรูประบบราชการแบบถอนรากถอนโคน ไม่ใช่การปรับปรุงที่ขอบ 3 มาตรการที่จำเป็นคือ หนึ่ง แยกตำแหน่งบริหารระดับสูงของกระทรวงออกจากการแต่งตั้งทางการเมืองโดยเด็ดขาด ปลัดกระทรวงและอธิบดีต้องมาจากกระบวนการสรรหาที่โปร่งใสและวัดจากผลงาน สอง ปรับเงินเดือนข้าราชการระดับกลางถึงสูงให้แข่งขันกับภาคเอกชนได้ โดยแลกกับระบบประเมินผลงานที่เข้มข้นและบทลงโทษทางวินัยที่รุนแรงขึ้น และสาม ลดดุลยพินิจที่กระจุกอยู่ในมือข้าราชการระดับกลางด้วยการทำให้กระบวนการทุกอย่างที่ทำได้เป็นระบบอัตโนมัติและดิจิทัล การขออนุญาต การจดทะเบียน การจัดซื้อจัดจ้าง ทุกอย่างที่มีหน้าจอคอมพิวเตอร์แทนมนุษย์ได้ควรเปลี่ยนทันที

จุดที่ 3 คือการให้ดาบกับองค์กรตรวจสอบ ป.ป.ช. ต้องมีงบประมาณและกำลังคนที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร คดีทุจริตต้องมีกรอบเวลาสูงสุด 2 ปีและหากเกินกว่านั้นต้องมีกลไกอัตโนมัติที่บังคับให้จบ ไม่ใช่ปล่อยให้ประวิงเวลาได้ไม่มีที่สิ้นสุด และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีกฎหมาย Civil Forfeiture ที่ให้อำนาจรัฐยึดทรัพย์สินที่ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาได้โดยไม่ต้องรอคำพิพากษาคดีอาญา แบบที่สหราชอาณาจักรและหลายประเทศในยุโรปใช้ได้ผล เพราะนักการเมืองที่โกงกลัวการสูญเสียทรัพย์สินมากกว่ากลัวการติดคุกที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นจริง

จุดที่ 4 คือการสร้างแรงกดจากภาคประชาสังคมและสื่อที่มีประสิทธิภาพจริง ประเทศที่ปฏิรูปสำเร็จมักมีสิ่งหนึ่งร่วมกันคือสื่อสืบสวนสอบสวนที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและมีเครือข่ายข้ามประเทศ เช่น ICIJ ที่เปิดเผย Panama Papers ซึ่งพิสูจน์ว่าแรงกดจากการเปิดเผยข้อมูลนั้นบางครั้งทรงพลังกว่าการดำเนินคดีในระบบที่ช้าและบิดเบี้ยว

วงจรที่ปิดตัวเอง ระหว่างการศึกษาและประชาธิปไตยที่ล้มเหลว

ปัญหาที่ลึกที่สุดของการเมืองไทยไม่ใช่นักการเมืองชั่ว แต่คือระบบที่ทำให้นักการเมืองชั่วอยู่รอดได้ดีกว่านักการเมืองดี และหัวใจของระบบนั้นคือวงจรที่ปิดตัวเองระหว่างการศึกษาที่ล้มเหลวกับประชาธิปไตยที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ความล้มเหลวนั้นเป็นเชื้อเพลิง

วงจรทำงานแบบนี้ครับ ระบบการศึกษาที่เน้นการท่องจำและการเชื่อฟังผู้มีอำนาจโดยไม่ตั้งคำถามนั้นไม่ได้ผลิตแค่นักเรียนที่คะแนน PISA ต่ำ มันผลิตพลเมืองที่ไม่มีนิสัยในการประเมินนโยบายสาธารณะ ไม่คุ้นเคยกับการเปรียบเทียบผลลัพธ์ระยะยาวกับผลประโยชน์ระยะสั้น และไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบว่านักการเมืองที่พูดจาดีนั้นทำอะไรจริงๆ บ้าง เมื่อพลเมืองกลุ่มนี้เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง การตัดสินใจของพวกเขาจึงไม่ได้มาจากการประเมินนโยบาย แต่มาจากความสัมพันธ์ส่วนตัว เงินสด หรือความภักดีต่อตระกูลการเมืองทั้งท้องถิ่นและระดับชาติที่สืบทอดกันมา

และนี่ไม่ใช่เรื่องของความโง่หรือความฉลาด ชาวบ้านที่รับเงินซื้อเสียงแล้วเลือกนักการเมืองคนนั้นเขาอาจไม่ได้โง่แต่เขากำลังคิดว่าไม่ว่าใครจะชนะ ชีวิตฉันก็ไม่เปลี่ยน แต่ 1500 บาทที่รับมานี้จริงและจับต้องได้ทันที นั่นคือการตัดสินใจที่มีเหตุผลสมบูรณ์แบบภายใต้ความจนและความไม่ไว้วางใจระบบที่สะสมมาหลายสิบปี ปัญหาจึงไม่ใช่ตัวบุคคล แต่คือระบบที่ทำให้การตัดสินใจระยะสั้นแบบนี้สมเหตุสมผลมากกว่าการคิดระยะยาวเสมอ

นักการเมืองที่อยู่รอดด้วยระบบนี้รู้ดีว่าฐานเสียงของตนไม่ได้โหวตให้นโยบาย พวกเขาจึงไม่มีแรงจูงใจแม้แต่น้อยในการปฏิรูปการศึกษาให้สร้างพลเมืองที่คิดเป็น เพราะพลเมืองที่คิดเป็นคือภัยคุกคามโดยตรงต่อการอยู่รอดทางการเมืองของพวกเขา วงจรจึงปิดตัวเองอย่างสมบูรณ์ การศึกษาแย่ผลิตผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่จัดการได้ง่าย ผลิตนักการเมืองที่ไม่มีวันปฏิรูปการศึกษา

การรอให้วงจรนี้แก้ตัวเองจึงเป็นไปไม่ได้ ทางออกเดียวคือการแทรกแซงจากภายนอกวงจรพร้อมกันในสองจุดในเวลาเดียวกัน

จุดแทรกแซงที่ 1 ปฏิรูปการศึกษาให้ผลิตพลเมืองไม่ใช่แค่ผลิตแรงงาน

มาตรการที่ 1 ที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอแก้กฎหมายใหญ่คือการบังคับให้วิชาหน้าที่พลเมืองในระดับมัธยมเปลี่ยนเนื้อหาจากการท่องจำโครงสร้างรัฐบาลไปเป็นการฝึกทักษะการอ่านงบประมาณแผ่นดิน การตรวจสอบประวัติและผลงานของนักการเมือง และการเปรียบเทียบนโยบายจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ฟินแลนด์บรรจุทักษะการอ่านสื่ออย่างวิจารณ์หรือ Media Literacy เป็นวิชาบังคับตั้งแต่ประถม และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ฟินแลนด์มีความต้านทานต่อข้อมูลเท็จและการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองสูงที่สุดในโลก

มาตรการที่ 2 คือการปฏิรูปหลักสูตรโดยให้ภาคเอกชนและตลาดแรงงานเข้ามามีบทบาทจริงในการออกแบบสิ่งที่สอน ปัจจุบันหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการถูกออกแบบโดยข้าราชการที่ไม่ได้อยู่ในตลาดแรงงานจริงและไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ออกมา วิธีที่ได้ผลกว่าคือการบังคับให้ทุกหลักสูตรระดับมัธยมปลายต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการที่ประกอบด้วยตัวแทนภาคอุตสาหกรรมอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง และต้องมีการทบทวนทุกสามปีโดยวัดจากตัวเลขจริงว่าบัณฑิตที่ผ่านหลักสูตรนี้มีงานทำหรือเปล่า รายได้เท่าไหร่ และทักษะที่ได้ตรงกับที่นายจ้างต้องการจริงไหม ถ้าตัวเลขต่ำกว่าเกณฑ์ หลักสูตรนั้นต้องถูกแก้ไขหรือยุบทันที ไม่ใช่รอให้กระทรวงตั้งคณะทำงานศึกษาอีกห้าปี

มาตรการที่ 3 ซึ่งเจ็บปวดที่สุดแต่จำเป็นที่สุดคือการตัดงบประมาณจากมหาวิทยาลัยที่มีอัตราการได้งานของบัณฑิตต่ำกว่าร้อยละ 70 ในห้าปีหลังจบการศึกษา และโอนงบส่วนนั้นไปสู่ระบบอาชีวศึกษาแบบ Dual System ที่ให้ภาคเอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรและรับนักศึกษาฝึกงานแบบมีสัญญาจ้างจริง มาตรการนี้จะสร้างแรงต้านมหาศาลจากสถาบันการศึกษาที่ได้ประโยชน์จากระบบเดิม แต่นั่นคือสัญญาณว่ามันกำลังทำงานถูกทิศทาง

จุดแทรกแซงที่ 2 เปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจในระบบการเมืองโดยไม่รอให้ประชาชนดีขึ้นก่อน

ข้อผิดพลาดของนักปฏิรูปรุ่นก่อนๆ คือการคิดว่าต้องรอให้ประชาชนมีการศึกษาดีขึ้นก่อนแล้วการเมืองจะดีตาม แต่นั้นคือการรอที่ไม่มีวันถึง เพราะในระหว่างที่รอ นักการเมืองที่อยู่รอดด้วยระบบเดิมก็กำลังทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าการศึกษาจะไม่ดีขึ้นจนคุกคามพวกเขา วิธีที่ทำได้จริงโดยไม่ต้องการการปฏิรูปหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ!!! มี 3 ข้อนี้ครับ

อย่างแรกคือระบบผูกงบประมาณท้องถิ่นกับผลลัพธ์ที่วัดได้ ไม่ใช่กับความสัมพันธ์ทางการเมือง ปัจจุบัน อบต. และเทศบาลได้รับงบประมาณจากส่วนกลางโดยไม่มีการวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน การเปลี่ยนเป็นระบบที่ผูกส่วนหนึ่งของงบประมาณกับตัวชี้วัดที่วัดได้ เช่น อัตราการเรียนต่อของเยาวชน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน หรืออัตราการเข้าถึงบริการสาธารณะ จะเปลี่ยนแรงจูงใจของนักการเมืองท้องถิ่นจากการหาเสียงด้วยเงินสดไปสู่การแข่งขันกันด้วยผลลัพธ์จริง

อย่างที่สองคือระบบประเมินผลงานนักการเมืองท้องถิ่นแบบสาธารณะที่ผูกกับงบประมาณรอบถัดไป แทนที่จะพึ่งกลไกถอดถอนที่ต้องการลายเซ็นจำนวนมากและเปิดให้ถูกข่มขู่ได้ง่าย ระบบที่ทำงานได้จริงในบริบทไทยคือการให้หน่วยงานอิสระระดับชาติประเมินผลงาน อบต. และเทศบาลทุกแห่งทุกปีโดยใช้ตัวชี้วัดที่วัดได้และเปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น งบประมาณที่ใช้จริงเทียบกับที่อนุมัติ โครงการที่เสร็จตรงเวลาเทียบกับที่ล่าช้า และคะแนนความพึงพอใจของประชาชนในพื้นที่ที่เก็บโดยบุคคลภายนอก จากนั้นผูกคะแนนเหล่านี้กับสัดส่วนงบประมาณที่จะได้รับในปีถัดไปโดยตรง หน่วยงานที่ทำผลงานได้ดีได้งบเพิ่ม หน่วยงานที่ทำผลงานแย่ถูกลดงบและถูกส่งทีมตรวจสอบเข้าไป วิธีนี้ไม่ต้องพึ่งความกล้าของชาวบ้านในการเผชิญหน้ากับนักการเมืองที่มีอิทธิพล แต่ใช้กลไกงบประมาณเป็นแรงกดแทน

อย่างที่สามและสำคัญที่สุดคือระบบเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินและรายได้แบบ real-time สำหรับนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงทุกคน ไม่ใช่การยื่นบัญชีทรัพย์สินปีละครั้งที่ดูได้ยากและล่าช้า แต่คือระบบฐานข้อมูลสาธารณะที่อัพเดตและค้นหาได้ง่ายเหมือน Google ประชาชนที่มีสมาร์ทโฟนทุกคนควรสามารถเปิดดูได้ในสามคลิกว่านักการเมืองคนนี้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง และทรัพย์สินนั้นมาจากแหล่งใด

ทำไมต้องทำพร้อมกันและทำไมไม่มีทางลัด

ถ้าปฏิรูปการศึกษาอย่างเดียวโดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างการเมือง นักการเมืองที่ได้ประโยชน์จากระบบเดิมจะทำลายการปฏิรูปนั้นก่อนที่มันจะออกดอกผล เราเห็นสิ่งนี้ซ้ำๆ ในทุกการปฏิรูปการศึกษาของไทยในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา

ถ้าปฏิรูปการเมืองอย่างเดียวโดยไม่แก้การศึกษา ระบบใหม่ที่ดีกว่าก็จะถูกกัดกร่อนช้าๆ โดยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังถูกระบบอุปถัมภ์จัดการได้อยู่ และในที่สุดก็จะวนกลับมาที่เดิม

การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจึงต้องเกิดขึ้นพร้อมกันในสองระดับ ระดับโครงสร้างที่เปลี่ยนกติกาให้การโกงคุ้มน้อยลงและการซื่อสัตย์คุ้มมากขึ้น และระดับพลเมืองที่สร้างคนรุ่นใหม่ที่มีเครื่องมือในการตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้แทนของตน

บทสรุป ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประชาธิปไตย แต่อยู่ที่ประชาธิปไตยที่ถูกออกแบบมาให้ล้มเหลว

สิ่งที่แตกต่างระหว่างประเทศที่ปฏิรูปสำเร็จกับประเทศที่ไม่สำเร็จไม่ใช่การที่พวกเขาได้ผู้นำที่ดีกว่า แต่คือการที่พวกเขาสร้างระบบที่ดีกว่า ระบบที่ดีนั้นไม่ต้องการวีรบุรุษ มันทำงานได้แม้กับคนธรรมดาที่มีแรงจูงใจในตัวเอง และนั่นคือความแตกต่างระหว่างการปฏิรูปที่ยั่งยืนกับการรอคอยพระเอกขี่ม้าขาวที่ไม่มีวันมาถึง!!!

“ไทยไม่ได้ขาดคนดี ไทยขาดระบบที่ทำให้คนดีอยู่รอดได้และคนชั่วอยู่ไม่ได้ ไม่มีทางลัด ไม่มีผู้นำที่ดีพอจะทำคนเดียว และไม่มีเวลาเหลือพอสำหรับการรอ นั่นคือสิ่งที่ต้องแก้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...