โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์สั่งเบรกยึดฮอร์มุซ อ้างเจรจาคืบหน้าอิหร่านสวนเพราะสหรัฐฯ ล้มเหลว

Amarin TV

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
ทรัมป์สั่งเบรกปฏิบัติการยึดฮอร์มุซ อ้างเจรจากับอิหร่านคืบหน้าแล้ว แต่เตหะรานโต้กลับ เพราะสหรัฐฯ ล้มเหลว ขณะเร่งเจรจากับจีนแก้เกมสงคราม

ทรัมป์สั่งเบรกเองหรือกลบเกลื่อนความล้มเหลว?

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social เรื่องการระงับปฏิบัติการ "Project Freedom" หรือภารกิจนำร่องเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราว โดยระบุเหตุผลว่า มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงที่สมบูรณ์และเป็นขั้นสุดท้ายกับตัวแทนจากอิหร่าน รวมถึงเป็นการตอบรับคำร้องขอจากประเทศปากีสถานและพันธมิตรอื่น ๆ

คำสั่งระงับปฏิบัติการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีเพื่อประเมินสถานการณ์ว่าข้อตกลงจะสามารถลงนามได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันว่า มาตรการปิดล้อมทางทะเล จะยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงตึงเครียด หลังจากกองทัพสหรัฐฯ และอิหร่านมีการยิงโต้ตอบกันในพื้นที่ช่องแคบเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยนายมาร์โก รูบิโอ ออกมาระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่หรือ Operation Epic Fury ได้สิ้นสุดลงแล้วเช่นกัน และกำลังมุ่งเน้นไปที่ขั้นตอนทางการทูต ซึ่งสอดคล้องกับกำหนดการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ในสัปดาห์หน้า

ทว่าในขณะที่วอชิงตันอ้างถึงความคืบหน้าทางการทูต ฝั่งเตหะรานกลับออกมาประกาศกร้าวว่า การระงับปฏิบัติการครั้งนี้คือเครื่องหมายแห่งความล้มเหลวของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์จึงยังคงตั้งข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของคำกล่าวอ้างดังกล่าว สรุปแล้ว สถานการณ์สงครามอิหร่านเป็นเช่นไรกันแน่?

อิหร่านปฏิเสธข้ออ้างสหรัฐฯ ตีกลับความล้มเหลว

ล่าสุด รัฐบาลอิหร่านเคลื่อนไหวโต้กลับผ่านสำนักข่าว INSA ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐ โดยปฏิเสธคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมระบุว่า การระงับปฏิบัติการ "Project Freedom" ของสหรัฐฯ แท้จริงแล้วคือความพยายามปกปิดความล้มเหลวในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ แถลงการณ์ของ INSA ย้ำว่า วอชิงตันจำต้องล้มเลิกภารกิจเนื่องจากเผชิญกับจุดยืนที่แข็งกร้าวและคำเตือนหลายครั้งจากกองทัพอิหร่าน

สื่อของรัฐบาลเตหะรานยังชี้ให้เห็นว่า การที่สหรัฐฯ ไม่สามารถเดินหน้าภารกิจนำร่องเรือพาณิชย์ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงอำนาจต่อรองที่ลดลงในช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านยังคงแสดงท่าทีเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์เหนือเส้นทางเดินน้ำสำคัญ และไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า ผู้นำสายแข็งของอิหร่านจะยอมโอนอ่อนต่อข้อเรียกร้องหลัก โดยเฉพาะเรื่องการยุติโครงการนิวเคลียร์

การตอบโต้ในครั้งนี้ถูกมองว่า เป็นการส่งสัญญาณก่อนการเจรจาระดับพหุภาคีว่า อิหร่านยังคงถือไพ่เหนือกว่าและพร้อมจะจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกันผ่านการปิดช่องแคบต่อไป หากข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่เป็นที่น่าพอใจ

เกมการทูตที่ปักกิ่ง: ตัวแปรสำคัญบนโต๊ะเจรจาระดับโลก

ท่ามกลางสงครามน้ำลายระหว่างวอชิงตันและเตหะราน ศูนย์กลางของความเคลื่อนไหวทางการทูตได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เดินทางเข้าพบกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน เพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาการระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ การพบกันครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจีนเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดและเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนพยายามแสดงบทบาทเป็นตัวกลางในการคลี่คลายความขัดแย้งมานานหลายสัปดาห์ ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลปักกิ่งมีส่วนสำคัญในการกดดันให้อิหร่านยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ส่งสารถึงจีนอย่างตรงไปตรงมา โดยเรียกร้องให้ปักกิ่งย้ำกับอิหร่านว่า พฤติกรรมที่ผ่านมาส่งผลให้ประเทศต้องตกอยู่ในภาวะถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก

การเดินสายทางการทูตของอิหร่านในจีนครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเวทีสำหรับการเจรจาแบบเผชิญหน้าครั้งสำคัญกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

นักวิเคราะห์มองว่าผลประโยชน์ด้านพลังงานและเสถียรภาพของเศรษฐกิจจีนที่ผูกติดอยู่กับความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ อาจเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะบีบให้ทั้งสองฝ่ายต้องยอมหาทางออกที่ต่างฝ่ายไม่เสียหน้า เพื่อยุติการเผชิญหน้าที่ยืดเยื้อ

สมรภูมิเงียบในอิรัก และอนาคตที่ยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ในขณะที่เกมการทูตระดับมหภาคกำลังดำเนินไปในกรุงปักกิ่ง ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กลับเผยให้เห็นภาพความรุนแรงในระดับพื้นที่ที่ยังคงคุกรุ่น โดยระบุว่า ตลอดช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา มีการโจมตีต่อเป้าหมายและสิ่งอำนวยความสะดวกของสหรัฐฯ ในอิรักมากกว่า 600 ครั้ง เหตุการณ์เหล่านี้ครอบคลุมทั้งการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อสถานเอกอัครราชทูตในกรุงแบกแดด ตลอดจนสถานกงสุลในเออร์บิล ซึ่งสะท้อนถึงการรุกรานจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านอย่างเป็นระบบ

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ยังคงออกคำเตือนต่อเนื่องเกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่พยายามวางแผนโจมตีพลเมืองและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยระบุว่า เส้นแบ่งระหว่างรัฐบาลอิรักกับกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้เริ่มพร่ามัว สหรัฐฯ จึงได้ยื่นคำขาดต่อนายกฯ อาลี อัล-ไซดี ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด ทั้งการตัดงบประมาณและขับไล่กลุ่มติดอาวุธออกจากสถาบันของรัฐ เพื่อเป็นบทพิสูจน์ถึงความจริงใจในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่

บทสรุปของสถานการณ์นี้จึงยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้จะมีการพักรบชั่วคราวในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ตราบใดที่อิหร่านยังไม่ยอมยุติโครงการนิวเคลียร์และยังใช้การปิดเส้นทางเดินเรือเป็นตัวประกันทางเศรษฐกิจ โอกาสที่จะเกิดการปะทะรอบใหม่ก็ยังคงมีสูง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้อาจขึ้นอยู่กับผลการเจรจาระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ในสัปดาห์หน้า ว่าจะสามารถหาข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ หรือเป็นเพียงการประวิงเวลาท่ามกลางความขัดแย้งที่รอวันปะทุอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...