โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พฤษภาเลือด 'ฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง' พ่อค้า ถูกยิงปี 2553 เสียชีวิตปี 2555

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 พ.ค. เวลา 05.10 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. เวลา 02.46 น.

ยุทธการแดงเดือด

รายที่ 4 นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง อายุ 54 ปี อาชีพค้าขาย ถูกยิงเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. วันที่ 14 พฤษภาคม 2553

เสียชีวิตเมื่อเวลา 22.35 น. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555

พยานลำดับที่ 035 ซึ่งเป็นภรรยาชื่อวรานิษฐ์ให้สัมภาษณ์กับ “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53” หรือ “ศปช.” เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2555 ว่า

ตนเองพร้อมกับครอบครัวออกจากบ้านประมาณ 11.30 น. ของวันที่ 14 พฤษภาคม 2553

เดินมาถึงป้ายรถเมล์เห็นพนักงานออฟฟิศไปกินข้าวตนเดินไปถึงป้ายรถเมล์ก่อนสามีเพราะสามีต้องการซื้อลอตเตอรี่ ธนาคารไทยพาณิชย์ยังไม่เปิด เหตุการณ์ยังเป็นปกติ ลูกทั้งสองเดินเข้าออกร้านสะดวกซื้อ (เซเว่น-อีเลฟเว่น)

เมื่อพบกันสามีก็ยังบอกว่าไม่ได้ซื้อลอตเตอรี่เลย

นายฐานุทัศน์เดินกลับไปทางธนาคารไทยพาณิชย์อีก หลังจากนั้นได้ยินเสียงดังมาก เป็นเสียงคนกรีดร้องและมีคนบอกว่าให้หลบ ตนและลูกก็หลบไปทางโรงรับจำนำ

สามีเดินกลับมาถามว่าได้ยินเสียงหรือไม่ ตนบอกว่าได้ยินแต่ไม่รู้ว่าเสียงอะไร

สังเกตว่าไม่มีรถเมล์เพื่อจะไปโลตัส พระราม 4 เลย มองไปทางสะพานไทย-เบลเยียมเห็นทหารยืนอยู่ที่เชิงสะพานจึงทราบเหตุว่าทำไมรถเมล์ไม่มา ตอนนั้นทหารยังยืนเป็นกลุ่มยังไม่ได้ยืนเป็นแนวขวางหน้ากระดาน

ตนจึงตัดสินใจไม่ไปห้างสามีเห็นด้วย บอกว่าให้กลับบ้าน ขณะเดียวกัน สามีก็เดินไปซื้อของกินก่อนกลับบ้าน

นางวรานิษฐ์ซึ่งเป็นภรรยานายฐานุทัศน์กล่าวต่อไปว่า เมื่อหันไปทางสะพานไทย-เบล เยี่ยมอีกครั้งเห็นทหารยืนเป็นแนวหน้ากระดานเต็มสะพาน ทหารสะพายปืนแต่ยังไม่ได้เล็งมาทางประชาชน

เห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งน่าจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์ คนหนึ่งกลิ้งยาง อีกคนถือคบไฟ อีกคนถือธงชาติ

มองไม่เห็นรถเมล์แล้วคงมีแต่มอเตอร์ไซค์

ขณะนั้นสามีเดินไปดูล็อตเตอรี่อีกครั้ง มีมอเตอร์ไซค์ถามว่าจะไปไหนกันจะไปส่งเพราะเดี๋ยวก็ไม่มีรถไป ตนถามว่าทำไม ชายคนนั้นตอบว่ามีตำรวจกั้นไม่ให้เข้าพระราม 4 แต่ตนเองบอกว่าไม่ไป

พยานยังเห็นมอเตอร์ไซค์จอดริมฟุตปาธใต้สะพานลอย เมื่อได้ยินเสียงปืนอีกครั้งมีคนกรีดร้องลั่น

ขณะนั้นสามีบอกว่าให้พาลูกเข้าเซเว่น อีเลฟเว่น ตนจึงหันหลังวิ่งกลับบ้านทางซอยธนาคารไทยพาณิชย์ในสภาพชุลมุน ขณะเดินกลับบ้านได้ยินเสียงปืนดังรัวสลับกับการหยุดยิง

จึงโทรศัพท์หาสามีแต่ไม่มีคนรับสายจนกระทั่งเดินถึงบ้านตอนนั้นประมาณไม่ถึง 13.00 น.

ส่วนนายฐานุทัศน์ก่อนถูกยิงได้หันหลังเพื่อวิ่งหลบหาที่กำบังแต่ก็ล้มลงปากกระแทกพื้น เขาไม่รู้สึกว่าได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงแต่ตัวขยับไม่ได้

ต่อมาจึงมี นายเอกสิทธิ์ วงษ์มา ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ เข้ามาพยุง

ไปเรียกรถตู้คันสีขาวซึ่งนายฐานุทัศน์เล่าว่าเป็นรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำส่งไปยังโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท

นายฐานุทัศน์ได้รับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกล้วยน้ำไทตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคมถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2553 อาการบาดเจ็บคือมีกระสุนทะลุเข้ากระดูกไขสันหลัง ปอดข้างขวาได้รับบาดเจ็บ

แพทย์ระบุว่า นายฐานุทัศน์ยังไม่สามารถเดินได้ ขาสองข้างอ่อนแรง

ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องอกขวาและระบายเลือดออกไป ช่องอกไม่สามารถทำงานได้เห็นควรหยุดพักรักษาตัวอย่างน้อย 6 เดือน

นายฐานุทัศน์ย้ายมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลมเหสักข์

เมื่อออกมารักษาตัวที่บ้าน นางวรานิษฐ์ ภรรยาแจ้งว่ายังคงมีกระสุนค้างอยู่ในตัวนายฐานุทัศน์อีก 1 นัด ซึ่งไม่สามารถผ่าตัดนำกระสุนออกมาได้เนื่องจากอยู่ใต้กระดูกสันหลัง

ภรรยาจึงดูแลนายฐานุทัศน์มาโดยตลอดกระทั่งเดือนธันวาคม 2554 มีอาการหายใจเองไม่ได้จึงได้เข้ารับการรักษาอีกครั้งที่โรงพยาบาลมเหสักข์

จากการตรวจเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 ปรากฏตามใบรับรองแพทย์โรงพยาบาลมเหสักข์เล่มที่ 067 เลขที่ 3303 แพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการ “บาดเจ็บรุนแรงที่ไขสันหลัง เป็นอัมพาตทั้งตัว ยังหายใจเองไม่ได้”

จึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 22.35 น. จึงได้เสียชีวิต

พยานลำดับที่ 036 ผู้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ขณะที่ นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง ถูกยิง ได้ให้สัมภาษณ์ ศปช.ในเดือนมีนาคม 2555 และได้รับการอ้างอิงในบทความของบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ กล่าวว่า

พยานทำงานอยู่ที่สาทร ซอย 1 ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ที่ทำงานอนุญาต ให้พนักงานกลับบ้านก่อนเวลา

พยานจึงเดินทางกลับบ้านไปทางถนนวิทยุและเห็นทหารเดินเท้ามาทางศาลาแดง ช่วงนั้นไม่เกินเที่ยงมองเห็นทหารอยู่ทั้งบนสะพานไทย-เบลเยียม บางส่วนคลาน บางส่วนเดินบนถนน

จึงถอยออกมาจนถึงแยกงามดูพลี อยู่ฝั่งปั๊มน้ำมัน ปตท.ยืนอยู่ตรงนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงพร้อมกับประชาชนประมาณ 40-50 คน

ยังเห็นร้านค้าเปิดอยู่ตามปกติแต่รถไม่สามารถสัญจรได้ พยานเห็นคนยิงหนังสติ๊ก 1 คน ขว้างระเบิดขวดที่ทำจากขวดเครื่องดื่มชูกำลัง 1 คน อยู่ตรงปั๊มน้ำมัน และเห็นรถดับเพลิงไปจอดอยู่ที่ปั๊ม

พยานยืนอยู่ใต้บันไดสะพานลอยพร้อมคนมุงที่บริเวณใต้พานลอย มาจากทางคลองเตยและจากถนนวิทยุ

จากนั้นมีรถจักรยานยนต์ล้มลงและหายไปหมด

และเห็นนายฐานุทัศน์ผู้เดียวถูกยิง ล้มลงนอนคว่ำหน้าไปทางทหารตรงบริเวณใต้สะพานลอยใกล้ทางเท้า

ขณะเข้าไปช่วยตามภาพของสำนักข่าว EFE พยานเห็นรูกระสุนตรงกลางหลังค่อนทางซ้ายมือ จึงเข้าไปช่วยอุ้มขึ้นและวิ่งไปทางซอยข้างโรงรับจำนำจึงพบรถของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและช่วยกันนำตัวผู้บาดเจ็บขึ้นรถ

ขณะนั้นเวลาประมาณ 13.00 น. พยานเห็นเจ้าหน้าที่ตำรจอยู่เต็มรถ ระหว่างอุ้มผู้บาดเจ็บขึ้นรถไม่ได้ยินเสียงปืนใดๆ

นางวรานิษฐ์ ภรรยา เล่าว่าเมื่อกลับถึงบ้านมีโทรศัพท์มาแจ้งว่าสามีถูกยิงสาหัสอาการน่าเป็นห่วง ทราบว่าเป็นพยาบาลและบอกว่าโรงพยาบาลเพิ่งรับตัวและมีอาการเสียเลือดมาก

ก่อนพยาบาลจะโทรศัพท์มาลูกชายหรือลูกสาวก็ได้รับโทรศัพท์จากญาติถามว่าสามีอยู่ไหนเพราะทราบข่าวว่ามีคนที่ชุมชนถูกยิงเป็นชายแก่ หลังจากรับสายจากโรงพยาบาลจึงโทรบอกญาติว่าอาจเป็นสามี

เพราะหลังออกมาข้างนอกได้กลิ่นไหม้แล้ว มีมอเตอร์ไซค์บอกว่าออกไปไม่ได้แล้วเพราะโดนปิดหมดจึงเดินไปทางธนาคารไทยพาณิชย์เห็นกองยางถูกวางเป็นแนวขึ้นจึงเดินไปทางใต้ทางด่วนต้องวิ่งสลับกับหยุดหลบกระสุนไปมาจนไปถึงตลาดคลองเตย

ถึงโรงพยาบาลผู้อำนวยการแจ้งว่าสามีถูกยิงกระสุนฝังในปอดเลือดออกในช่องปอดมีเลือดออกมาก

ตนถามสามีว่าเจ็บไหมไม่ต้องกลัวนะ สามีถามว่ากระเป๋าสตางค์อยู่ไหมขาอยู่ไหมตนจึงถามแพทย์ทราบว่าเกิดจากกระดูกสันหลังได้รับการกระทบกระเทือนและอาจไม่สามารถเดินได้ตลอดชีวิต

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พฤษภาเลือด ‘ฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง’ พ่อค้า ถูกยิงปี 2553 เสียชีวิตปี 2555

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...