"อาเซียน" นำโลก เดินหน้า “ประหยัดพลังงาน” รับแรงกระแทกวิกฤตน้ำมัน-สงครามตะวันออกกลาง
"อาเซียน" นำโลก เดินหน้า “ประหยัดพลังงาน” รับแรงกระแทกวิกฤตน้ำมัน-สงครามตะวันออกกลาง
วิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กำลังบีบให้หลายประเทศทั่วโลกต้อง “รัดเข็มขัด” อย่างจริงจัง และสิ่งที่เห็นชัดที่สุดในเวลานี้คือ อาเซียน และภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก กำลังกลายเป็นด่านหน้าในการทดลองมาตรการประหยัดพลังงานแบบเข้มข้น ก่อนที่แนวทางเหล่านี้จะลามไปสู่เอเชีย ประเทศขนาดใหญ่ และโลกตะวันตก
"สปป.ลาว" ออกมาตรการชัดเจนผ่านคำสั่งสำนักงานนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ถึงกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา ให้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการเดินทางของผู้ปกครอง โดยในระยะสั้น โรงเรียนทั้งรัฐและเอกชนต้องลดวันเรียนจาก 5 วัน เหลือเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ยังคงเนื้อหาหลักสูตรเดิม พร้อมเปิดทางให้เลื่อนปิดภาคเรียนได้ตามความเหมาะสม
ในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา มีการปรับให้เรียนเต็มวัน (เช้า-บ่าย) แต่ลดจำนวนวันเรียนลงเหลือ 3 วันเช่นกัน และให้อาจารย์สลับวันเข้าทำงาน เพื่อลดการใช้พลังงานโดยรวม ขณะที่แผนระยะยาว หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ลาวเตรียมขยับสู่ระบบเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยมอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีตรวจสอบความพร้อมด้านอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์รองรับ พร้อมเปิดทางให้บางสถาบันสามารถหยุดเรียนชั่วคราวได้หากจำเป็น
"เมียนมา" ซึ่งเดินหน้ามาตรการควบคู่กัน โดยรายงานจาก The Mirror ระบุว่า รัฐบาลสั่งให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ทุกวันพุธ เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง พร้อมขอความร่วมมือภาคเอกชนปรับใช้ตามความเหมาะสม
ก่อนหน้านี้ เมียนมายังใช้มาตรการที่ “เห็นผลทันที” อย่างระบบรถยนต์เลขคู่-คี่ และการจำกัดการเติมน้ำมัน เพื่อบริหารอุปสงค์ในช่วงเสี่ยงขาดแคลน ขณะเดียวกันก็เร่งหาแหล่งนำเข้าเชื้อเพลิงเพิ่มเติมเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
"เวียดนาม" เลือกใช้แนวทาง “ลดการเดินทาง” เป็นแกนหลัก โดยขอความร่วมมือภาคธุรกิจให้พนักงาน Work From Home ตามความเหมาะสม รณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึง Carpool และจักรยานในระยะใกล้ นอกจากนี้ยังผลักดันให้ภาคธุรกิจปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ลดการวิ่งรถเปล่า และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ เวียดนามตัดสินใจยกเว้นภาษีนำเข้าเชื้อเพลิงชั่วคราว เพื่อลดแรงกดดันด้านราคา พร้อมเร่งเจรจากับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทาน
"ฟิลิปปินส์" ใช้แนวทาง “ลดผลกระทบเชิงสังคม” ควบคู่ไปกับการประหยัดพลังงาน โดยให้ข้าราชการบางส่วนทำงานจากบ้าน ลดการเดินทางราชการที่ไม่จำเป็น และออกมาตรการเยียวยาทางการเงินให้กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น คนขับรถสาธารณะ เกษตรกร และชาวประมง
"ประเทศไทย" แม้ยังไม่ใช้มาตรการบังคับ แต่ก็เร่งรณรงค์อย่างเข้มข้น ทั้งการตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 25 องศาเซลเซียสขึ้นไป ลดเวลาเปิดไฟในอาคาร สนับสนุน Work From Home 1–2 วันต่อสัปดาห์ และส่งเสริมการถอดสูท และแต่งกายสบายๆ เพื่อลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ
นอกอาเซียน ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียก็เร่งปรับตัวไม่แพ้กัน
"ศรีลังกา" ประกาศให้วันพุธเป็นวันหยุดราชการทั่วประเทศ เพื่อลดการใช้พลังงานทั้งระบบเศรษฐกิจ ควบคู่กับการใช้ระบบเติมน้ำมันตามเลขทะเบียนรถ (เลขคู่-คี่) และระบบโควตาน้ำมันผ่าน National Fuel Pass เพื่อควบคุมการใช้อย่างเข้มงวด
"บังกลาเทศ" เลือกใช้มาตรการ “บริหารเวลาและไฟฟ้า” โดยเลื่อนปิดภาคเรียนให้เร็วขึ้น และใช้การตัดไฟเป็นช่วงเวลา (load shedding) เพื่อควบคุมความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่ให้เกินกำลังการผลิต แม้มาตรการนี้จะกระทบภาคอุตสาหกรรมและการผลิต แต่รัฐบาลมองว่าเป็นทางเลือกที่จำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายที่รุนแรงกว่า
ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียก็เริ่มขยับเช่นกัน
"อินเดีย" ใช้เครื่องมือด้านภาษี ลดภาษีน้ำมันบางช่วงเพื่อชะลอราคาขายปลีก พร้อมเพิ่มการนำเข้าจากแหล่งต้นทุนต่ำ และเร่งสะสมน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงผลักดันพลังงานทางเลือกอย่างเอทานอลและรถยนต์ไฟฟ้า
"ญี่ปุ่น" ใช้แนวทางความร่วมมือทั้งสังคม รณรงค์ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค ขณะที่เกาหลีใต้เน้นใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงานในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
"จีน" เองก็ขยับเชิงรุก โดยเร่งกักตุนน้ำมัน ควบคุมการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมบางส่วน และเดินหน้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก
และเมื่อมองไปไกลกว่านั้น วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เอเชีย แต่ลุกลามไปถึงฝั่งตะวันตก สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในยุโรป รวมถึงสมาชิก IEA ต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวมกันหลายร้อยล้านบาร์เรล เพื่อพยุงตลาดและบรรเทาผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูง
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนชัดว่า “พลังงาน” ได้กลายเป็นสมรภูมิใหม่ของเศรษฐกิจโลก สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบแค่ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ลามไปถึงต้นทุนชีวิตของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าไฟ ไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน
เมื่อวันจบของความขัดแย้งยังไม่ชัดเจน และปริมาณสำรองพลังงานของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน “การประหยัดพลังงาน” จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในเวลานี้เป็นทั้งเกราะป้องกันระยะสั้น และ “กันชน” ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้สะเทือนหนักไปกว่านี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เปิดเหตุผล "กบน." ทำไมต้องปล่อย "ดีเซลแตะ 33 บาทต่อลิตร" ไม่ใช่แค่ลดภาระกองทุนน้ำมัน แต่หมายถึงความมั่นคง
- วิกฤตตะวันออกกลาง สะเทือน"อุตสาหกรรมไทย"
- ประเทศไหนเริ่มแล้วบ้าง? "ประหยัดพลังงาน" รับมือ "วิกฤตตะวันออกกลาง"
- ทรัมป์ ระบุ ถ้าเจรจาไม่สำเร็จจะทิ้งระเบิดอิหร่านต่อไป
- อิหร่านประกาศทำทุกทางปกป้องอ่าวเปอร์เซีย ย้ำไม่มีสิทธิ์แทรกแซง