“บาห์เรน” เสนอ UN อนุญาตใช้กำลังคุ้มกันเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ
"บาห์เรน" เสนอ UN อนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็น รวมถึงการใช้กำลังทหาร เพื่อปกป้องการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ
วันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 03.00 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าบาห์เรนได้เสนอร่างมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) เพื่ออนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ สามารถใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็น ซึ่งเป็นถ้อยคำทางการทูตที่หมายถึงการใช้กำลังทหาร เพื่อปกป้องการเดินเรือพาณิชย์ในและรอบช่องแคบฮอร์มุซ ตามเอกสารร่างมติที่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้เห็น
นักการทูตระบุว่า ร่างมติดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประเทศอ่าวอาหรับอื่น ๆ และสหรัฐ อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มสูงที่ร่างมติดังกล่าวจะไม่ผ่านความเห็นชอบ เนื่องจากรัสเซียและจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน มีแนวโน้มจะใช้สิทธิยับยั้ง (veto)
การเสนอร่างมติดังกล่าวสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคว่า อิหร่านอาจยังคงคุกคามช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลประมาณ 20% ของโลก และเป็นเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจประเทศในอ่าวเปอร์เซีย
ก่อนหน้านี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของอิหร่าน และการเดินเรือผ่านช่องแคบได้ลดลงอย่างมาก หลังอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ในช่วงความขัดแย้งกับสหรัฐและอิสราเอล
ร่างมติระบุว่า การกระทำของอิหร่านถือเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และจะอนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้ทั้งแบบประเทศเดียวหรือผ่านกองกำลังทางเรือพหุชาติ เพื่อรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือ และป้องกันการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงในน่านน้ำของประเทศที่อยู่รอบช่องแคบ
นอกจากนี้ร่างมติยังระบุว่า พร้อมพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การคว่ำบาตรแบบเฉพาะเจาะจงต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม นักการทูตยุโรปและตะวันตก ระบุว่า โอกาสที่ร่างมติดังกล่าวจะผ่านมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากรัสเซียและจีนมีแนวโน้มใช้สิทธิยับยั้ง โดยมติของคณะมนตรีความมั่นคงจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีการยับยั้งจากสมาชิกถาวร ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส
ขณะเดียวกันฝรั่งเศสกำลังจัดทำร่างมติทางเลือก ซึ่งอาจเสนอให้สหประชาชาติให้การรับรองภารกิจรักษาความปลอดภัยทางทะเลหลังสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง
ด้านสหรัฐมีรายงานว่า เตรียมส่งนาวิกโยธิน 2,500 นาย พร้อมเรือ USS Boxer และเรือรบสนับสนุนไปยังภูมิภาค แม้ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะส่งทหารเข้าไปในอิหร่านโดยตรงหรือไม่ โดยเป้าหมายที่อาจถูกโจมตีรวมถึงชายฝั่งอิหร่านหรือเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน
ทั้งนี้ร่างมติดังกล่าวจะอยู่ภายใต้บทที่ 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเปิดทางให้คณะมนตรีความมั่นคงสามารถอนุญาตมาตรการตั้งแต่การคว่ำบาตรไปจนถึงการใช้กำลังทางทหาร
อ้างอิง : reuters.com