4 หุ้นกำไรฉ่ำ! ค้ำหุ้นไทย
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 01 พ.ค. เวลา 10.03 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. เวลา 03.03 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี วิเคราะห์สรุปภาวะการลงทุน ตลาดหุ้นทั่วโลก สัปดาห์ที่ผ่านมา (27–30 เม.ย. 2026) ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นราว +3% กลับขึ้นมาใกล้โซน 1,500 จุดอีกครั้ง โดยมีแรงหนุนหลัก ดังนี้ ผลกำไรตลาดไตรมาส 1/2026 โค้งแรกดีกว่าคาด 13% และเติบโต +8% เมื่อเทียบกับปีก่อน (y-y) หนุนให้ตลาดปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2026 สู่ระดับ 96.5 บาท ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ SET
โดยหุ้นที่รายงานผลโดดเด่น ได้แก่ SCGP และ SCC (บริษัทแม่) ที่รายงานกำไรไตรมาส 1/2026 ได้อย่างเด่นชัดเช่นกัน, DELTA รายงานกำไรไตรมาส 1/2026 อยู่ที่ 9,080 ล้านบาท เติบโต +65% y-y และ +25% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (q-q) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จากแรงส่งของสินค้าที่เชื่อมโยงกับธุรกิจ Data Center ส่งผลให้ตลาดส่วนใหญ่ปรับเพิ่มประมาณการ
และ ITC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2026 อยู่ที่ 871 ล้านบาท (+29% y-y, +10% q-q) ดีกว่าที่บริษัทและตลาดคาดการณ์ถึง 10% จากทั้งด้านรายได้และอัตราส่วน SG&A/Sales ที่ดีกว่าประมาณการ ขณะเดียวกัน ตลาดเริ่มเก็งกำไรและซื้อหุ้นในกลุ่มที่คาดว่าจะรายงานผลประกอบการได้ดี อาทิ กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี
สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง แม้จะยังไม่มีข้อสรุป แต่ยังไม่มีปัจจัยลบที่ส่งผลให้เกิดภาพการบานปลาย (Escalation) อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความยืดเยื้อของสถานการณ์หนุนให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ อาทิ หุ้นน้ำมันและโรงกลั่น ที่มีสัดส่วนการสร้างกำไรราว 20% ของกำไรตลาดรวม
นโยบายการเงิน กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% และมีแนวโน้มคงไว้อย่างต่อเนื่อง โดยให้น้ำหนักต่อการดูแลเศรษฐกิจมากกว่าการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งในกรณีฐานยังประเมินว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเป็นเพียงชั่วคราว ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลบวกต่อหุ้นในธีมการลงทุน
ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน BOI ไตรมาส 1/2026 สูงถึง 1.02 ล้านล้านบาท ซึ่งประเมินเป็นบวกอย่างชัดเจน โดย i) เติบโตแรง +240% y-y เทียบกับทั้งปี 2025 ที่ 1.88 ล้านล้านบาท และ ii) นำโดยเม็ดเงินในอุตสาหกรรม New S-Curve ของโลก ทั้งในส่วนของ Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยอยู่ในกระแสการลงทุน AI ระดับโลกเช่นกัน โดยเป็นปัจจัยหนุนหุ้นในธีมการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี (Infra Tech)
สหรัฐฯ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ แกว่งตัวผันผวน โดยการปรับขึ้นหลักกระจุกตัวในรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) นำโดยกลุ่มพลังงาน ได้แก่ Exxon และ Chevron ซึ่งได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมัน Brent ปรับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งมีแรงหนุนจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ นอกจากนี้ กลุ่ม Tech และ High Growth ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการหุ้นเทคโนโลยีไตรมาส 1/2026 ที่รายงานออกมาส่วนใหญ่ดีกว่าคาด และให้แนวโน้ม (Outlook) เชิงบวก ยกเว้น Facebook
ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์นี้ คือ ผลการประชุม Fed ที่ออกมาตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีมติ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%–3.75% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยผลโหวตไม่เป็นเอกฉันท์ที่ 8 ต่อ 4 เสียง กล่าวคือ 8 เสียงสนับสนุนให้คงอัตราดอกเบี้ย ส่วน 4 เสียงที่เห็นต่าง แบ่งเป็น 1) นาย Stephen Miran สนับสนุนให้ลดดอกเบี้ยทันที 0.25% และ 2) อีก 3 ท่าน ได้แก่ Hammack, Kashkari และ Logan เห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ย แต่ "คัดค้าน" โดยส่งสัญญาณให้น้ำหนักสนับสนุนการลดดอกเบี้ยในอนาคต (Easing Bias) เนื่องจากมีความกังวลต่อตลาดแรงงาน โดยรวมแล้ว ตลาดยังคงตีความทิศทางนโยบายในเชิง Hawkish อ้างอิงจากภาพราคาพลังงานที่เร่งตัวขึ้น
ยุโรป
ดัชนีตลาดหุ้นยุโรป อ้างอิง STOXX 600 เคลื่อนไหว Sideways ถึงปรับลงเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นกลุ่มพลังงาน (น้ำมันและก๊าซ) ที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น สำหรับปัจจัยทางเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ตลาดอยู่ระหว่างรอผลการประชุม ECB โดยคาดการณ์ว่า ECB จะมีมติ คงอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมรอบนี้ (ภายหลังการประชุมเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ย Deposit Facility ที่ระดับ 2.00%)
ทั้งนี้ ตลาดได้ประเมินล่วงหน้าถึงถ้อยแถลงของธนาคารกลางเกี่ยวกับความกังวลด้านเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นจากราคาน้ำมัน และผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งสวนทางกับตัวเลขเศรษฐกิจยูโรโซนที่เริ่มแสดงสัญญาณอ่อนตัวลง
เอเชีย
ตลาดหุ้นเอเชียหลัก ๆ นำโดยเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปรับขึ้นได้อย่างเด่นชัด โดยได้รับแรงหนุนทางจิตวิทยาเชิงบวกจากกลุ่มหุ้น Tech และผู้ผลิตชิปในสหรัฐฯ และไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญจากประเด็นราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่วนตลาดหุ้นในกลุ่ม TIPS ซึ่งยังมีปัจจัยเฉพาะกดดันและแรงขายต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า ได้แก่ อินโดนีเซีย ที่มีบรรยากาศเชิงลบจากการที่ MSCI ประกาศผล "รอประเมิน" ต่อเนื่อง โดยขยายระยะเวลาการประเมินออกไปเป็นเดือนมิถุนายน 2569 จากเดิมเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียยังคงมีแรงกดดันแขวนอยู่ (Overhang)