“ธนาคารกลางบราซิล” ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง สู่ระดับ 14.50%
"ธนาคารกลางบราซิล" ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง สู่ระดับ 14.50% พร้อมส่งสัญญาณระมัดระวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 04.49 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ธนาคารกลางบราซิล มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Selic) ลง 0.25% สู่ระดับ 14.50% ในการประชุมล่าสุด นับเป็นการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง หลังจากเริ่มวงจรผ่อนคลายนโยบายในเดือนมีนาคม โดยการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามคาดของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (Copom) ลงมติเป็นเอกฉันท์ พร้อมย้ำว่าการดำเนินนโยบายในระยะต่อไปต้องใช้ความระมัดระวังและพิจารณาข้อมูลใหม่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในอนาคต
ธนาคารกลางบราซิลระบุว่า นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ได้เปิดช่องให้สามารถเริ่มลดดอกเบี้ยได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 3% บวกลบ 1.5%
ตั้งแต่การประชุมครั้งก่อน ค่าเงินเรียลของบราซิลแข็งค่าขึ้นบางส่วน จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อผ่านต้นทุนนำเข้าที่ถูกลง อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายยอมรับว่าหากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านยืดเยื้อ อาจทำให้วงจรการลดดอกเบี้ยต้องหยุดชะงัก
นักเศรษฐศาสตร์บางรายชี้ว่า การปรับถ้อยแถลงของธนาคารกลางที่ระบุว่าการปรับทั้งจังหวะและขนาดของการลดดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลใหม่ สะท้อนว่าความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดนโยบาย
แม้เงินเฟ้อในช่วงกลางเดือนเมษายนออกมาต่ำกว่าคาด แต่ภาพรวมยังคงเป็นความท้าทาย โดยอัตราเงินเฟ้อ 12 เดือนล่าสุดเร่งตัวขึ้นเป็น 4.37% จาก 3.90% ในเดือนก่อนหน้า จากแรงกดดันด้านต้นทุนขนส่งและอาหาร ขณะที่ยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมายของธนาคารกลาง
นอกจากนี้ธนาคารกลางยังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2570 เป็น 3.5% จาก 3.3% และปีนี้เป็น 4.6% จาก 3.9% สะท้อนความกังวลต่อแรงกดดันด้านราคาที่อาจยืดเยื้อ
แม้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่าบราซิลมีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยคาดว่าอาจมีการปรับลดต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ระดับดอกเบี้ยยังคงถือว่าสูงและมีลักษณะเข้มงวด ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจในระยะสั้น
อ้างอิง : reuters.com