“ฟิลิปปินส์” เปิดโต๊ะคุยจีน-รัสเซีย-อินเดีย รับมือความเสี่ยงอุปทานปุ๋ย
"ฟิลิปปินส์" เปิดโต๊ะคุยจีน-รัสเซีย-อินเดีย ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามตะวันออกกลางจะดันราคาพุ่งและกระทบการส่งมอบ เสี่ยงลามถึงภาคเกษตรและเงินเฟ้อในประเทศ
วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 10.22 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ฟิลิปปินส์เร่งเจรจากับประเทศผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ เช่น จีน รัสเซีย อินเดีย และเบลารุส เพื่อรักษาความมั่นคงด้านอุปทาน ท่ามกลางความกังวลว่าผู้ส่งออกอาจไม่สามารถส่งมอบสินค้าตามสัญญาได้ จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพุ่งสูง
ฟรานซิสโก ติว ลอเรล จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงมะนิลา ซึ่งยืนยันว่าจีนจะไม่ระงับการส่งออกปุ๋ย ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์ยังมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอใช้งานได้จนถึงเดือนพฤษภาคม
นอกจากนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการเจรจากับอินเดีย รัสเซีย และเตรียมเปิดการพูดคุยกับเบลารุส เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีอุปทานปุ๋ยอย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เกษตรกรทั่วโลกเร่งสำรองปุ๋ย หลังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยราวหนึ่งในสามของโลก ถูกปิดกั้นจากความขัดแย้ง ส่งผลให้ราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลระบุว่าราคายูเรียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นราว 40% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
ขณะเดียวกันราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย ก็ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์พลังงานโลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปุ๋ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
บางประเทศเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โดยโรงงานผลิตปุ๋ยยูเรียในอินเดียและบังกลาเทศบางแห่งต้องหยุดดำเนินการหรือเลื่อนแผนซ่อมบำรุง เนื่องจากขาดแคลนก๊าซ ขณะที่จีนเพิ่มมาตรการควบคุมการส่งออกปุ๋ย
สำหรับฟิลิปปินส์ แม้จะจัดซื้อปุ๋ยไปแล้วประมาณ 84% ของความต้องการทั้งปี แต่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะสามารถส่งมอบได้ครบถ้วนหรือไม่ โดยรัฐมนตรีเกษตรระบุว่า ปัญหาหลักในขณะนี้ไม่ใช่การขาดแคลนอุปทาน แต่เป็นราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น
ความเสี่ยงด้านปุ๋ยอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของประเทศ รวมถึงสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ เช่น น้ำมันมะพร้าวและกล้วย
ในด้านนโยบาย รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังพิจารณามาตรการควบคุมราคาข้าวนำเข้า เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพและเงินเฟ้อ ขณะที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ยืนยันว่า ประเทศยังมีอาหารเพียงพอ และไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า
อ้างอิง : bloomberg.com