โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"เสนอ 2 มาตรการเร่งด่วนแก้วิกฤตน้ำมัน

TNews

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

18 มี.ค.69นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่า ปัจจัยด้านต้นทุนราคาน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ และยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อเพียงใด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องมีแนวทางบริหารจัดการที่ชัดเจน หากต้องการลดภาระให้ประชาชน โดยเฉพาะมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล เพื่อให้ทั้งประชาชน ผู้ค้า และภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา มาจากการที่รัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมันพร้อมกำหนดกรอบเวลาสิ้นสุดมาตรการ เมื่อใกล้ครบกำหนดจึงเกิดความกังวลว่าน้ำมันจะปรับขึ้นราคา ทำให้ประชาชนเร่งเติมหรือกักตุนน้ำมัน ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็มีแรงจูงใจชะลอการขาย เพราะคาดว่าราคาจะปรับเพิ่มในไม่ช้า ส่งผลให้ตลาดเกิดความโกลาหล

นอกจากนี้ มาตรการตรึงราคายังทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันที่ประชาชนซื้อหน้าปั๊ม กับราคาที่ภาคอุตสาหกรรมเคยซื้อ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาแย่งซื้อน้ำมันในตลาดเดียวกันมากขึ้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การตรึงราคาน้ำมันในปัจจุบันสร้างภาระให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมาก โดยการอุดหนุนราคาน้ำมันต่อวันและต่อลิตรอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และรัฐบาลเองก็แสดงความกังวลว่ากองทุนอาจต้องกู้เงินเพิ่ม

พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอ 2 มาตรการเร่งด่วน เพื่อแบ่งเบาภาระ ดังนี้

1. รัฐบาลงดจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว ซึ่งปัจจุบันเก็บอยู่ประมาณลิตรละ 6 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนและแบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมัน
2. ให้โรงกลั่นน้ำมันสมทบเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 3 บาทต่อลิตร จากค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2 บาท เป็นราว 6 บาทต่อลิตรในปัจจุบัน

โดยแม้ค่าการกลั่นจะไม่ใช่กำไรทั้งหมดของโรงกลั่น เพราะเป็นส่วนต่างระหว่างราคาหน้าโรงกลั่นที่อิงราคาสิงคโปร์กับราคาน้ำมันดิบ แต่ในหลายประเทศก็มีมาตรการให้ภาคเอกชนร่วมแบ่งเบาภาระในช่วงวิกฤตลักษณะนี้

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า หากทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน ร่วมกันแบ่งเบาภาระ จะช่วยให้กองทุนน้ำมันมีสภาพคล่องเพียงพอ และสามารถประคองสถานการณ์ไปได้อย่างน้อยจนพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบต่อ เม็ดพลาสติกและปุ๋ย ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า หากสภาผู้แทนราษฎรกลับมาเปิดประชุมตามปกติ หลังการเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองต่าง ๆ สามารถใช้กลไกของสภาเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาลได้อย่างรอบด้าน

ส่วนข้อเสนอให้โรงกลั่นสมทบเงินเข้ากองทุนน้ำมันนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวมีลักษณะคล้าย “ภาษีลาภลอย” ซึ่งเคยมีการใช้ในสถานการณ์ลักษณะเดียวกันเมื่อ 2–3 ปีก่อน โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้หารือกับผู้ประกอบการและตกลงให้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติม

“เมื่อเคยทำได้มาแล้ว ก็ไม่เห็นเหตุผลว่าจะทำอีกไม่ได้ เพียงแต่อาจต้องจัดการขั้นตอนให้เหมาะสมในช่วงเวลาสั้น ๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...