ปฐมบทแห่งการถอยทัพ: เมื่อ 'สงครามหน้าม่าน' ต้องจบลงด้วย 'ข้อตกลงลับลวงพรางมา
ท่ามกลางเสียงขู่คำรามของขีปนาวุธและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุจุดเดือด โลกกำลังจับตาดูเกมวัดใจที่ไม่มีใครกล้าเหยียบเบรก วิกฤตการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงการปะทะกันทางทหาร แต่คือ "ทางตันทางยุทธศาสตร์" (Strategic Deadlock) ที่การประกาศยอมถอยของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีราคาที่ต้องจ่ายสูงถึงขั้นเป็นจุดจบทางการเมืองและระบอบการปกครองต้นทุนราคาแพงของการ "ยอมถอย"
ในสมรภูมินี้ ไม่มีใครสามารถเดินลงจากเวทีมือเปล่าได้
* สหรัฐฯ และอิสราเอล: สำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ และเบนจามิน เนทันยาฮู การยอมลดราวาศอกหมายถึงการแสดงความอ่อนแอที่จะถูกศัตรูทางการเมืองในประเทศรุมทึ้งทันที การปล่อยให้อิหร่านคงความแข็งแกร่งไว้ได้ คือการสั่นคลอนสถานะมหาอำนาจของสหรัฐฯ (Hegemony) และทำลายความเชื่อมั่นของพันธมิตรในภูมิภาค
* อิหร่าน และ IRGC: การยอมก้มหัวให้ตะวันตกคือการทรยศต่ออุดมการณ์ที่เป็นรากฐานของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) หากอิหร่านแสดงความขี้ขลาด โครงข่ายอิทธิพล "อักษะต่อต้าน" (Axis of Resistance) ทั้งหมดจะล่มสลาย และอาจนำไปสู่การลุกฮือของมวลชนเพื่อโค่นล้มระบอบปกครองในที่สุด
นาฬิกาเศรษฐกิจที่กำลังนับถอยหลัง (The Economic Ticking Clock)
ปัจจัยที่บีบให้ทุกฝ่ายต้องเร่งหาทางลงไม่ใช่ความกลัวสงคราม แต่คือ "เวลา" สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้ง ในขณะที่อิหร่านก็มีสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่บอบช้ำจนรอไม่ได้ แรงบีบจากนาฬิกาเศรษฐกิจนี้คือตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้ข้อตกลงสีเทาต้องเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด
อำนาจของคนกลาง วาระซ่อนเร้น และ "Mega Deal" บนหน้ากระดาษ
เมื่อทั้งสองฝ่ายติดหล่ม ทางออกเดียวที่จะหลีกเลี่ยงสงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบคือการดึง "คนกลาง" อย่างจีน รัสเซีย และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) เข้ามาวาง "ผลประโยชน์ก้อนโต" อย่างเพียงพอสมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสที่จะยอมได้ เพื่อเป็น "บันไดลง" ให้กับทุกฝ่าย
หากเป็นการเจรจาในอุดมคติ โลกอาจได้เห็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่สมบูรณ์แบบ: สหรัฐฯ ได้คะแนนเสียงจากการคุมเงินเฟ้อและสัญญาซื้อขายอาวุธล็อตใหญ่ อิสราเอลได้รับการการันตีความปลอดภัยแนวชายแดนและการแช่แข็งโครงการนิวเคลียร์ ในขณะที่อิหร่านได้รับการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อต่อลมหายใจทางเศรษฐกิจ แลกกับการรับรองสถานะของตนในภูมิภาค
แต่ภายใต้บทบาทคนกลาง จีนก็มี "วาระซ่อนเร้น" (Hidden Agenda) ไม่ได้มาเพียงเพื่อสร้างสันติภาพ แต่หวังใช้จังหวะนี้ผลักดันการซื้อขายน้ำมันด้วยเงินหยวน (Petroyuan) และลดทอนอำนาจของเปโตรดอลลาร์ในระยะยาว
ความจริงแห่งโลกการเมือง: "ข้อตกลงใต้โต๊ะ" (The Shadow Deal)
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง โอกาสที่จะเกิดการจับมือและเซ็นสัญญาประวัติศาสตร์อย่างเปิดเผยนั้นมีน้อยมาก กำแพงทางการเมืองในประเทศของทุกฝ่ายหนาเกินกว่าจะยอมรับการประนีประนอมแบบออกสื่อ โซลูชันที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในเวลานี้ (70-80%) จึงมาในรูปแบบของ ข้อตกลงลับที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (The Unwritten Understanding)
กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่สีเทา:
* การผ่อนปรนอย่างเงียบเชียบ: จีนจะได้รับไฟเขียวกลายๆ ให้เพิ่มการซื้อน้ำมันจากอิหร่านผ่านเครือข่ายเรือผี (Ghost Fleet) โดยสหรัฐฯ จะลดความเข้มงวดในการคว่ำบาตรลง เพื่อให้อิหร่านมีเม็ดเงินไปหล่อเลี้ยงประเทศ
* ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ (The Uncontrollable Proxies): แม้อิหร่านจะได้เงินและส่งสัญญาณให้ชะลอการโจมตี แต่กลุ่มตัวแทนอย่างฮูตี หรือกองกำลังในอิรักและซีเรีย มีอิสระในการตัดสินใจระดับหนึ่ง การเบรกกะทันหันอาจไม่เบ็ดเสร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นชนวนระเบิดที่อาจทำให้ข้อตกลงลับล่มได้ตลอดเวลา
* การซื้อความคุ้มครอง: กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับจะใช้วิธีอัดฉีดเงินลงทุนเข้าสหรัฐฯ หรือซื้ออาวุธล็อตใหญ่ แลกกับการให้มหาอำนาจค้ำประกันความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในประเทศตนเอง
* ชัยชนะลวงโลก: ทรัมป์และเนทันยาฮูจะใช้พื้นที่สื่อประกาศชัยชนะฝ่ายเดียวว่าภารกิจสำเร็จและศัตรูถูกกำราบแล้ว ในขณะที่ผู้นำอิหร่านก็จะประกาศชัยชนะต่อมวลชนเช่นกันว่าประเทศสามารถยืนหยัดต้านทานการรุกรานของมหาอำนาจตะวันตกได้สำเร็จ
ท้ายที่สุด สงครามครั้งนี้อาจไม่ได้จบลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพที่สวยงาม แต่จบลงด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์หลังม่านที่ถูกจัดสรรอย่างลงตัว โลกจะถูกขับเคลื่อนต่อไปด้วยวาทกรรมแห่งชัยชนะของผู้นำแต่ละฝ่าย โดยมีระบบเศรษฐกิจและชีวิตของคนธรรมดาเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานที่ถูกนำมาใช้ต่อรอง
ผมขอย้ำว่าข้อเขียนนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้นมิอาจอ้างอิง หรือทำตัวเป็นผู้รู้พยากรณ์ล่วงหน้าในเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นได้
Korn Pongjitdham, M.D.