The Easter Miracle! ความศรัทธาในสงครามของทรัมป์
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
The Easter Miracle!
ความศรัทธาในสงครามของทรัมป์
“ความสำเร็จในการช่วยเหลือ [นักบิน] เป็นความมหัศจรรย์ของเทศกาลอีสเตอร์”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
5 เมษายน 2026
ใครที่ติดตามสถานการณ์สงครามอิหร่าน จะต้องคอยติดตามว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะโพสต์อะไร เนื่องจากทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่ไม่อาศัยการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเป็นสถานที่หลักเช่นประธานาธิบดีอเมริกันคนอื่นๆ
หากแต่ทรัมป์เป็นคนที่ชอบสื่อสารทางตรง เขาจึงสื่อสารทางการเมืองถึงทั้งชาวอเมริกัน ชาวโลก และฝ่ายตรงข้าม ผ่านการโพสต์ของเขาเอง
ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทรัมป์ชอบเล่นโซเชียล จึงถือเอาการสื่อสารทางตรงผ่านการโพสต์ เป็นหนทางหลักของการสื่อสารทางการเมืองของประธานาธิบดี
ในวันที่ 5 เมษายน 2026 ทรัมป์ได้สื่อสารด้วยการโพสต์เรื่องสงครามอิหร่านอีกครั้ง เป็นการโพสต์ด้วยตัวเขาเองดังเช่นที่ผ่านมา… ถ้าเราอ่านโพสต์นี้ของทรัมป์ เราอาจจะคิดว่าโพสต์นี้เป็นข่าวปลอมหรือไม่ และไม่น่าจะใช่โพสต์ของประธานาธิบดีอเมริกัน
ภาษาที่ทรัมป์ใช้นั้น หยาบคาย และมีนัยของการดูถูกทางศาสนากับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าทรัมป์ไม่แคร์ในเรื่องเหล่านี้ แม้จะมีหลายฝ่ายแสดงความเห็นประท้วงทรัมป์ที่เอาเรื่องของศาสนามาใช้ในการขู่ และการทำสงคราม
ซึ่งการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างศาสนากับสงครามนั้น เป็นเรื่องที่ล่อแหลม เช่นที่ผู้ก่อการร้ายบางส่วนนำเอาปัจจัยทั้งสองมาทำให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ศาสนากลายเป็นฐานล่างรองรับการใช้ความรุนแรง
แม้ทรัมป์จะไม่สนใจความละเอียดอ่อนของศาสนาอื่น แต่อาจเป็นตรงข้ามคือ ทรัมป์ให้ความสนใจกับเรื่องของพระเจ้าในศาสนาคริสต์อย่างมาก ทั้งยังนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ทางการเมืองกับตนเองด้วย
ดังเช่นในวันที่เขาปลอดภัยจากการลอบสังหารก่อนการเลือกตั้งนั้น เขาได้โพสต์ว่าเป็นเพราะ “พระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้า” อันเป็นการสื่อสารเพื่อเรียกคะแนนจากปีกขวาที่เป็นพวกศาสนนิยม หรือศาสนาถูกนำมาใช้เป็นประเด็นในการสร้างคะแนนเสียงสำหรับทรัมป์
เช่นที่เรากำลังเห็นทรัมป์สร้าง “วาทกรรม” ที่มีความเกี่ยวข้องระหว่างศาสนากับสงครามอิหร่าน
อารยธรรมและสงคราม
สาระของการโพสต์ของทรัมป์ที่กระทำอยู่เป็นประจำคือ การขู่ในการโจมตีอิหร่านอย่างหนัก เช่นการขู่ว่าจะโจมตีอย่างหนักต่อเป้าหมายที่เป็นสถานีไฟฟ้า และสะพานที่สำคัญของอิหร่าน
นอกจากนี้ ยังขู่ว่า “จะเปิดช่องแคบหรือจะไปอยู่ในนรก”
และที่สำคัญยังเอ่ยนามของพระเจ้าในศาสนาอิสลาม
การกระทำเช่นนี้ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะประเด็นทางศาสนาเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนอยู่ในใจคน และอาจเป็นปัจจัยที่ขยายความขัดแย้งให้มากขึ้น
หรือดังที่กล่าวกันว่า ความศรัทธาทางศาสนาเป็นสิ่งที่ “แตะต้อง” ไม่ได้
แต่เมื่ออ่านข้อความที่ทรัมป์โพสต์ในวันที่ 5 เมษายนแล้ว อดกังวลว่าความไม่ละเอียดอ่อนของทรัมป์เช่นนี้ จะทำให้ปัญหาสงครามอิหร่านยกระดับไปเป็น “สงครามศาสนา”
หรือถ้าใช้ภาษาทางรัฐศาสตร์แล้ว สิ่งที่ทรัมป์กล่าวนั้นอาจนำไปสู่ “ความขัดแย้งทางอารยธรรม” เช่นที่เคยมีความกังวลกันมาแล้ว
ในวงวิชาการรัฐศาสตร์ การใช้คำนี้ต้องยกย่องให้เป็นเครดิตที่มาจากงานของนักวิชาการรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันคือ “แซมมวล ฮันติงตัน” (Samuel Huntington, 1927-2008) ในบทความทางวิชาการเรื่อง “The Clash of Civilizations” ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Foreign Affairs ในปี 1996 (พ.ศ.2539) บทความชิ้นนี้เป็นงานที่นักเรียนในสาขาการเมืองระหว่างประเทศทุกคนต้องอ่านในช่วงเวลานั้น เพราะคำอธิบายของแรงขับเคลื่อนของสงครามเป็นสิ่งที่ท้าทายในทางรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์อย่างมาก
ฮันติงตันเสนอว่า ความขัดแย้งของโลกในยุคหลังสงครามเย็นถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม มากกว่าจะเป็นเรื่องของการต่อสู้ที่วางอยู่บนความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์หรือเศรษฐกิจ
ที่เป็นเช่นนี้เพราะอัตลักษณ์ทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมนั้น เป็นปัจจัยที่สูงสุดในความเป็นอัตลักษณ์แห่งชาติ และมีความเป็นตัวตนสูงสุดของความเป็นมนุษย์ในสังคม
เมื่อแนวคิดในเรื่องของ “การปะทะทางอารยธรรม” ถูกนำเสนอในเวทีสาธารณะนั้น บทความถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะถูกมองว่าเป็นการตีความที่ผิวเผิน และตีความช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งในเวทีโลกต่อไปในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์
แต่ก็ต้องยอมรับว่า แนวคิดนี้ถูกนำไปขยายความอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา เนื่องจากได้เกิดเหตุการณ์การโจมตีสหรัฐในวันที่ 11 กันยายน 2001 โดยขบวนการก่อการร้ายของชาวมุสลิม อันนำไปสู่ความขัดแย้งสำคัญในยุคหลังสงครามเย็นคือ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ที่ขยายตัวออกไปในหลายพื้นที่ของโลก และกลายเป็นทิศทางสำคัญของสงครามในเวทีโลกในต้นศตวรรษที่ 21 ทั้งยังส่งผลให้การก่อการร้ายเป็น “วาระหลัก” ของปัญหาความมั่นคงในบริบทระหว่างประเทศ
สงครามต่อต้านการก่อการร้ายหรือ “War on Terror” ตามคำของผู้นำสหรัฐนั้น เป็นสงครามที่รัฐบาลอเมริกันเปิดการต่อสู้กับกลุ่มอัลกออิดะห์ ที่สหรัฐเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีสหรัฐในวันที่ 11 กันยายน
ซึ่งในด้านหนึ่ง ปัญหานี้ถูกตีความให้เป็นเสมือนกับการต่อสู้ระหว่าง “สหรัฐ vs โลกมุสลิม” หรือถูกมองว่าปัญหานี้เป็นเรื่องของ “ตะวันตก vs โลกอิสลาม” ตามแนวคิดของฮันติงตัน
สงครามสู้ลัทธิสุดโต่ง
ในความเป็นจริง สถานการณ์ไม่ได้ไปไกลถึงจุดที่จะเป็น “การปะทะทางอารยธรรม” ขณะเดียวกันหลายฝ่ายก็ประคับประคองที่จะไม่ให้กลายเป็น “ความขัดแย้งระหว่างอารยธรรม” เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงแล้ว สงครามในลักษณะเช่นนี้จะยิ่งควบคุมได้ยาก และมีความรุนแรงมากขึ้น อันทำให้สงครามถูกตีกรอบไว้ว่าเป็นการต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธที่นิยม “ลัทธิสุดโต่ง” (Extremism)
แม้ในยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่สหรัฐรับบทบาทเป็นแกนนำในการทำสงครามต่อสู้กับขบวนติดอาวุธของปีกมุสลิมสุดโต่ง จนทำให้สงครามยกระดับขยายเป็นการบุกอัฟกานิสถานในปี 2001 และอิรักในปี 2003
แต่ก็ไม่ได้มีการหยิบยกประเด็นทางด้านอารยธรรมขึ้นมาเป็นข้อถกเถียงเท่าใดนัก อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขของสงครามชาวคริสเตียนกับอิสลามิกชน
แต่การโพสต์ของทรัมป์ในวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเป็นการใช้ภาษาที่มีความล่อแหลม และอาจชวนให้พี่น้องมุสลิมในหลายส่วนของโลก ไม่พอใจกับคำกล่าวของทรัมป์ (โดยไม่จำเป็นว่าคนเหล่านั้นจะต้องเห็นด้วยกับระบอบการปกครองอิหร่านหรือไม่ก็ตาม)
อันอาจทำให้เกิดการตีความว่า ทรัมป์กำลังทำให้สงครามอิหร่านกลายเป็นความขัดแย้งทางด้านอารยธรรมระหว่าง “คริสต์ vs อิสลาม” ไปด้วย
เราคงต้องยอมรับความจริงว่า ผู้นำอย่างทรัมป์ไม่ใช่คนที่ตระหนักถึงความละเอียดอ่อนทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม
ทั้งไม่ตระหนักว่าผู้นำรัฐไม่ควรก้าวล่วงไปแตะต้องสิ่งที่เป็น “อัตลักษณ์” ของความเป็นมนุษย์ และเป็น “อัตลักษณ์แห่งชาติ” ที่วางอยู่บนเรื่องของอารยธรรม เพราะการกระทำเช่นนี้จะยิ่งกระตุ้นให้สงครามรุนแรงขึ้น และจบได้ยากขึ้น
สงครามในบริบททางศาสนาและวัฒนธรรมอาจจะจบลงได้ด้วยการหยุดยิงตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่ความบาดหมางในใจ อันเป็นผลจากการแตะต้องเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมเช่นนี้ อาจกลายเป็น “บาดแผลทางอารยธรรม” ที่ทำให้สงครามจบลงจริงๆ ได้ยาก ทั้งยังผลให้ความบาดหมางนี้ ดำรงอยู่ในจิตใจของฝ่ายที่ถูกกระทำไปตราบนานเท่านาน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงความสำเร็จของการช่วยเหลือนักบินอเมริกันอีกนาย ด้วยการใช้คำที่มีนัยทางศาสนาว่า ความสำเร็จครั้งนี้เป็น “ความมหัศจรรย์ของเทศกาลอีสเตอร์” (The Easter Miracle) ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญของชาวคริสต์ เสมือนหนึ่งความสำเร็จนี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าในศาสนาคริสต์ประทานให้แก่ทรัมป์
การสื่อสารของทรัมป์เช่นนี้ทำให้เกิดการตีความว่า เส้นแบ่งระหว่างศาสนากับการเมือง อันมีนัยเป็นเรื่องของความศรัทธากับนโยบายการเมืองทรัมป์ กำลังถูกทำให้หายไป และทำให้เกิดการตีความว่า ทรัมป์กำลังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการทำสงครามกับอิหร่าน ประกอบกับคนใน ครม.ของทรัมป์ ก็มีท่าทีในการอ้างอิงด้วยเรื่องทางศาสนาเช่นเดียวกับทรัมป์
ปัญหาเช่นนี้ทำให้เกิดความกังวลว่า ทรัมป์และนักการเมืองในสายของทรัมป์ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมสำหรับทำสงคราม
เช่น รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง (Scott Bessent) โพสต์ใน X ว่า “ความมหัศจรรย์ของเทศกาลอีสเตอร์ถือว่า เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
หรือรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (Peter Hegseth) เขียนใน X ว่า “God is good” หรือโดยนัยของปฏิบัติการในการช่วยเหลือนักบินครั้งนี้คือ ความสำเร็จเกิดขึ้นจากพระผู้เป็นเจ้า
และยังทำให้เกิดนัยในภาพมหภาคคือ พระเจ้าอยู่ข้างทรัมป์ในการทำสงครามกับอิหร่าน
ศาสนา การเมือง และสงคราม
การสร้างวาทกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างความศรัทธากับการเมืองนั้น เป็นสิ่งที่ทรัมป์เคยใช้และประสบความสำเร็จในการสร้างคะแนนเสียงมาแล้ว
ดังที่เขากล่าวหลังเหตุการณ์การลอบยิงครั้งนั้นว่า “ข้าพเจ้ามีความรู้สึกในขณะนั้น และเชื่อมากขึ้นในปัจจุบันว่า ชีวิตของข้าพเจ้าได้รับการรักษาไว้ด้วยเหตุผลประการหนึ่ง คือข้าพเจ้าได้รับการคุ้มครองจากพระเจ้า เพื่อทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”
ซึ่งเป็นการใช้ศาสนามาเป็นเครื่องมือในการสร้างภาพอย่างชัดเจน
โพสต์ในวันที่ 5 เมษายน 2026 ของทรัมป์ก็อยู่ในทิศทางเช่นที่ทรัมป์เคยใช้มาก่อน คือการเชื่อมต่อระหว่างความศรัทธากับนโยบายของเขา ดังนั้น จึงอดคิดถึงข้อเขียนของฮันติงตันเรื่อง “การปะทะทางอารยธรรม” ไม่ได้
กระนั้น ก็หวังอย่างมากว่า สงครามอิหร่านจะไม่กลายเป็น “สงครามอารยธรรม” ดังเช่นประวัติศาสตร์ของสงครามครูเสดในอดีต ที่รบกันตั้งแต่ปี 1095 จนสิ้นสุดในปี 1291… สงครามครูเสดรบยาวนานถึง 196 ปี ซึ่งโลกยุคปัจจุบันไม่มีความจำเป็นต้องย้อนรอยประวัติศาสตร์ยุคนั้นอีกแต่อย่างใด
ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณที่บอกกับเราอย่างชัดเจนว่า สงครามอิหร่านไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดความผันผวนในเวทีระหว่างประเทศเท่านั้น หากผลสืบเนื่องที่จะเกิดตามมา ไม่ว่าสงครามจะคลี่คลายไปในรูปแบบใดก็ตาม จะมีผลอย่างมากต่อการจัดระเบียบระหว่างประเทศ ทั้งในส่วนของภูมิภาคตะวันออกกลาง และส่วนของโลกอีกด้วย!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : The Easter Miracle! ความศรัทธาในสงครามของทรัมป์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly