CIB รวบ 3 ผู้ต้องหา คดี “แอ็คมี่” ทลายเครือข่ายกลโกง ยึดทรัพย์กว่า 60 ล้าน
CIB บุกจับ 3 ผู้ต้องหาในขบวนการหลอกลงทุน “แอ็คมี่” วรวัฒน์ นาคแนวดี หลังเตรียมชิ่งหนีไปสิงคโปร์ พร้อมตรวจค้น ทลายเครือข่ายกลโกง ยึดทรัพย์อีกกว่า 60 ล้านบาท เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อผลตอบแทนเกินจริง แนะตรวจสอบให้ดีทุกครั้งก่อนลงทุน
วันที่ 27 มีนาคม 2569 - กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก. หรือ CIB) แถลงผลการปฏิบัติ 2 กรณี สำคัญเกี่ยวเนื่องกับขบวนการหลอกลงทุน “แอ็คมี่” หรือ นายวรวัฒน์ นาคแนวดี หลังมีผู้เสียหายจำนวน 61 ราย เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนแล้วว่าถูกชักชวนให้ลงทุนในเหรียญดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซี โดยแต่ละรายลงทุนประมาณ 1-2 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายและมีเงินหมุนเวียนในเครือข่ายการหลอกลวงนี้รวมกว่า 800 ล้านบาท
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า ก.ล.ต. เคยร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายวรวัฒน์ไว้แล้ว 2 คดีตั้งแต่ปี 2568 โดยจากการตรวจสอบข้อมูล ได้มีการออกหมายจับทั้งหมด 7 หมาย ประกอบด้วยผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย แบ่งเป็นบุคคล 5 รายและนิติบุคคล 2 ราย
โดยในวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่าน CIB ได้บุกจับ 3 ผู้ต้องหาในขณะที่กำลังเตรียมการหลบหนีไปยังประเทศสิงคโปร์ได้แก่ นายอภิชาติ ซึ่งเป็นพี่ชายของนายวรวัฒน์ นายศักดินา และนางสาวจุฑามาศ ซึ่งทั้ง 2 รายเป็นพนักงานในบริษัท บิทแนนซ์ จำกัด ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 รายกำลังหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ โดยการบุกจับตัวผู้ต้องหาในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 กรณีด้วยกันคือ
กรณีที่ 1 จากคดีที่สำนักงานก.ล.ต. ได้มีการร้องเรียนเว็บไซด์ 1000X.live ซึ่งเป็นช่องในการหลอกลงทุน โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มเครือข่ายแอ็คมี่ ได้ใช้วิธีการหลอกให้ผู้ลงทุน ฝากคริปโทเคอร์เรนซีเข้าสู่เว็บไซด์ 1000X.live ซึ่งทางทีมงานได้มีการเตรียมกระเป๋าคริปโทฯ กว่า 70 กระเป๋าเป็นช่องทางรับเงินจากนักลงทุน
หลังจากนั้นจึงทยอยโอนคริปโทฯจากทั้ง 70 กระเป๋าเข้ามาสู่กระเป๋าของนางสาวจุฑามาศเพียงกระเป๋าเดียวก่อนที่จะ Cash Out ออกเป็นเงินสดด้วยวิธีการ Over the Counter จากแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ได้รับการกำกับบดูแลโดยสำนักงานก.ล.ต. เพื่อนำเงินสดออกไปจากระบบ
โดยในกรณีนี้ CIB ได้มีการยึดทรัพย์ของเครือข่ายผู้ต้องหาได้แก่ รถหรู 4 คันมูลค่า 25 ล้านบาท กระเป๋าและเครื่องประดับแบรนด์เนมกว่า 60 ชิ้น มูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท โฉนดที่ดิน บ้านพักของนายนายวรวัฒน์มูลค่า 30 ล้านบาท และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกซ์อีกกว่า 10 รายการ
โดยผู้ต้องหาที่ถูกจับจากกรณีนี้มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, สมคบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำการฟอกเงิน
กรณีที่ 2 CIB ได้ทำการเข้าตรวจค้นบริษัท บิทแนนซ์ จำกัด จากกรณีที่เว็บไซด์ Wowbit ได้มีการอายัดการถอนเงิน หลังมีการโฆษณาชักชวนให้ไปอบรมที่บริษัทบิทแนนซ์ อีกทั้งเชิญชวนให้ผู้เสียหายฝาก/ออมเงิน (ผ่านบัญชีนายศักดินา ซึ่งเป็นบัญชีม้า) โดยสัญญาว่าจะให้ดอกเบี้ยสูงถึง 90% ต่อปี
อีกทั้งยังมีการเชิญชวนให้ซื้อเหรียญ ACT แล้วฝากไว้ใน Wallet ของกลุ่มผู้ต้องหา โดยสัญญาว่าจะซื้อกลับในราคาที่สูงขึ้น 5 เท่าเมื่อผู้เสียหายลงทุน กลับพบว่าไม่สามารถถอนเงินจากระบบได้จนกระทั่งเว็บไซด์ปิดหนี โดยมีจำนวนเงินหมุนเวียนในเครือข่ายนี้รวมกว่า 549 ล้านบาท
จากการตรวจค้นบริษัทบิทแนนซ์ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดอุปกรณ์ระบบเซิร์ฟเวอร์และเครือข่ายจำนวน 11 เครื่อง บัญชีธนาคาร 2 เล่ม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกซ์อีก 7 เครื่อง
นอกจากนี้ CIB ยังได้ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชน หากพบกรณีการชักชวนลงทุนในลักษณะดังกล่าว ขอให้ตรวจสอบแหล่งที่มาและใบอนุญาตประกอบกิจการว่าได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงาน ก.ล.ต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่
พร้อมขอให้ตระหนักว่าการลงทุนที่เสนอผลตอบแทนสูงเกินจริงนั้นมักแฝงไปด้วยการทุจริต
ในขณะเดียวกัน แม้ผู้ชักชวนจะมีบุคลิกที่ดูน่าเชื่อถือเพียงใด ก็ควรตรวจสอบประวัติส่วนตัวอย่างละเอียด หากพบว่ามีหมายจับติดตัวหรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย สามารถนำรายละเอียดหรือเลขหมายจับมาตรวจสอบความถูกต้องกับทาง CIB ได้โดยตรง