20 ปีไฟใต้ที่ไม่เคยดับ จากกระสุนสังหาร ส.ว.ฟัครุดดีน ถึงเสียงปืนหน้าบ้าน ส.ส.กมลศักดิ์
รายงานพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
ประวัติศาสตร์บาดแผลของจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกขีดเขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยคราบน้ำตาและวงจรการ “ลอยนวลพ้นผิด” (Impunity) ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น
จากเหตุการณ์ลอบสังหาร ส.ว.ฟัครุดดีน บอตอ ในปี 2549 จวบจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 เมื่อกระสุนปืนสงครามแผดเสียงขึ้นอีกครั้งหน้าบ้านพักของ ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ (ทนายแวยูแฮ) ณ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การปองร้ายนักการเมืองระดับชาติ
แต่มันคือเครื่องหมายคำถามตัวโตที่ตอกย้ำว่า “ระบบรักษาความปลอดภัยแบบกายภาพ” ที่รัฐทุ่มงบประมาณมหาศาลตลอดสองทศวรรษ
อาจกำลังมาถึงทางตัน
สถิติที่น่าเศร้า
: นราธิวาสกับชะตากรรมนักการเมืองมุสลิม
นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ นักการเมืองอาวุโส สะท้อนภาพความโหดร้ายที่กัดกินพื้นที่นราธิวาสไว้อย่างน่าสนใจว่า นี่คือจังหวัดเดียวที่นักการเมืองระดับชาติถูกกระทำอย่างเป็นระบบ :
นายสมรรถ เอี่ยมวิโรจน์ (2498) ถูกยิงเสียชีวิตหน้าบ้านพักหลังไปส่งชาวบ้านขึ้นเรือไปมักกะฮ์-ผลคดี : ศาลยกฟ้อง
ส.ว.ฟัครุดดีน บอตอ (2549) ถูกยิงกลางวันแสกๆ จนพิการเดินไม่ได้-ผลคดี : ศาลยกฟ้อง
ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ (2569) ถูกซุ่มยิงด้วยอาวุธสงครามขณะเดินทางกลับบ้าน แม้ตัวจะปลอดภัยแต่คนติดตามบาดเจ็บสาหัส-ผลคดี : อยู่ระหว่างสืบสวน
นอกจากนี้ยังมีอดีตนักการเมืองอีกหลายท่านที่ต้องเผชิญกับคดีความมั่นคงซึ่งท้ายที่สุดศาลก็ยกฟ้องทั้งหมด สิ่งเหล่านี้สร้างสภาวะ “สุญญากาศความเชื่อมั่น”
และอาจทำให้คนดีมีอุดมการณ์หายไปจากวงจรการเมืองนราธิวาสในที่สุด
มาตรการ “ปิดเมือง” ที่ไร้ผล
: ทำไมด่านตรวจจึงสกัดคนร้ายไม่ได้?
มีด่านไว้ทำไม?
ความลักลั่นที่น่าตกใจที่สุดในกรณี ส.ส.กมลศักดิ์ คือเหตุเกิดเพียง 4 ชั่วโมงหลังจากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสประกาศใช้“แผนเผชิญเหตุปิดเมืองขั้นสูงสุด”
คำถามจากสังคมและภาคประชาชนดังก้องว่า ในพื้นที่ที่มีด่านตรวจทุกหัวระแหง คนร้ายขนอาวุธสงครามมากราดยิงหน้าบ้าน ส.ส. แล้วหลบหนีไปได้อย่างไร? มีด่านไว้ทำไม?
จากข้อมูลผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนใต้ที่ศึกษาเรื่องนี้ ตอบว่า มีจุดอ่อน อย่างน้อย 4 ประการของระบบกายภาพ
ตาข่ายใยแมงมุม ถนนสายรองและเส้นทางสวนยางพาราที่ทะลุถึงกัน ทำให้การตั้งด่านบนถนนสายหลักมีค่าเท่ากับ “การปิดประตูแต่เปิดหน้าต่าง”
ทีมนำพา “ผู้ก่อเหตุ” มักใช้คนในพื้นที่ที่ไม่มีประวัติอาชญากรรม (กลุ่มหน้าขาว) เป็นผู้สำรวจเส้นทาง ทำให้ผ่านด่านตรวจไปได้อย่างง่ายดาย
การอำพรางยุทโธปกรณ์ อาวุธถูกแยกชิ้นส่วนหรือซุกซ่อนในจุดที่การตรวจค้นด้วยสายตามนุษย์มองไม่เห็น
ความได้เปรียบด้านข่าวสาร ในพื้นที่ที่ความเชื่อมั่นต่ำ ประชาชนมักไม่กล้าให้ข้อมูล หรือบางส่วนอาจกลายเป็นหูเป็นตาให้กลุ่มผู้ก่อเหตุเนื่องจากความกลัว
ผู้ใช้นามNoi Thammastian ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจในโลกโซเชียลมีเดียว่า เมื่อเกิดเหตุรุนแรง มักตามมาด้วยการสู้รบทางข้อมูลข่าวสาร (IO) ทันที ฝ่ายรัฐชี้ว่าเป็นฝีมือผู้ก่อเหตุเพื่อป้ายสีเจ้าหน้าที่ ส่วนประชาชนก็ตั้งคำถามถึงความละเลยหรือส่วนเกี่ยวข้องของรัฐ
หัวใจสำคัญในการยุติความขัดแย้งนี้ไม่ใช่การ “พูด” แต่คือการสร้าง “ระบบสืบสวนที่เป็นเอกเทศและโปร่งใส” ประชาชนไม่ได้ใจบอด แต่เขาต้องการหลักฐานที่ “Command Respect” หรือสร้างความยอมรับได้
หากกระบวนการยุติธรรมยังถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความยุติธรรมก็จะถูกแช่แข็ง
เหมือนกรณี ส.ว.ฟัครุดดีน ที่ต้องสู้คดีในศาลทหารนานนับทศวรรษและ ส.ส.กมลศักดิ์ก็จะเป็นรายต่อไป และไม่ใช่รายสุดท้าย ซึ่งไม่นับประชาชน ตำรวจ ทหาร ก่อนหน้านี้
ข้อเสนอเชิงนวัตกรรม
: “Cognitive Security Sandbox”
ถึงเวลาเปลี่ยนจาก “ด่านตรวจที่สร้างภาระ” เป็น “ระบบเฝ้าระวังที่สร้างความจริง” ด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก :
AI Predictive Analysis : แทนที่จะนั่งเฝ้าหน้าจอ AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมผิดปกติ เช่น ยานพาหนะที่ใช้ป้ายทะเบียนปลอม หรือวนเวียนผิดสังเกตในจุดยุทธศาสตร์ เพื่อส่งสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุ
Blockchain Evidence Storage : ข้อมูลจากกล้อง CCTV ต้องถูกบันทึกบนระบบ Blockchain เพื่อป้องกันปัญหา “กล้องเสีย” หรือ “ไฟล์หาย” ในช่วงเวลาสำคัญ ข้อมูลนี้จะกลายเป็นหลักฐานที่ใครก็แก้ไขไม่ได้ สร้างความโปร่งใสให้ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และผู้ถูกกล่าวหา
Acoustic Gunshot Detection : ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงปืนที่ระบุพิกัดได้ทันทีภายในไม่กี่วินาที ช่วยให้การปิดล้อมพื้นที่ทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ใช่การสุ่มตรวจแบบกวาดล้าง โดยอาจจะเริ่มที่ยะลาก่อน
เทคโนโลยีที่เสนอนั้นไม่ใช่การทดลองใหม่ที่ไม่มีรากฐาน แต่ได้พิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก :
Acoustic Gunshot Detection (ShotSpotter) ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเมืองที่มีอาชญากรรมซับซ้อนอย่าง Chicago และ New York ซึ่งช่วยลดเวลาการตอบสนองของเจ้าหน้าที่ได้ถึง 50% และระบุพิกัดการยิงได้แม่นยำในระยะไม่กี่เมตร แม้ในจุดที่ไม่มีพยานบุคคล
Predictive Policing & Blockchain ในประเทศเอสโตเนีย (Estonia) ระบบ e-Governance และการจัดเก็บข้อมูลบน Blockchain ทำให้การเข้าถึงข้อมูลของรัฐมีความโปร่งใสสูงสุด ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเข้าดูข้อมูลของตนเมื่อไหร่ ป้องกันการบิดเบือนหลักฐานในคดีอาญาได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยอาจจะเลือกที่เมืองยะลา
ทำไมต้อง “ยะลา Model”? และจะเริ่มอย่างไร?
การเลือก เทศบาลนครยะลา เป็นจุดยุทธศาสตร์เริ่มต้น (Sandbox) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากความพร้อม 3 ด้าน :
Digital Infrastructure : ยะลาเป็นเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐาน “Smart City” ที่เข้มแข็งที่สุดในภูมิภาค มีโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกและกล้อง CCTV กระจายตัวหนาแน่นอยู่แล้ว ง่ายต่อการ “Plug-in” ระบบ AI เข้าไปเสริม
Urban Geometry : ผังเมืองยะลาเป็นแบบใยแมงมุมที่มีความเป็นระเบียบ (Grid System) ซึ่งเหมาะแก่การวางระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงและวิเคราะห์ทิศทางการหลบหนีได้แม่นยำกว่าพื้นที่ป่าเขา
Social Trust : ภาคประชาสังคมในยะลามีส่วนร่วมสูง การเริ่มที่นี่จะช่วยสร้าง “มาตรฐานจริยธรรม AI” โดยให้คนในพื้นที่ร่วมกำหนดเกณฑ์การเข้าถึงข้อมูล เพื่อลบข้อครหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน
หาก “ยะลา Model” ผ่านเกณฑ์ประเมินภายใน 1 ปี แผนการขยายผลอาจจะถูกขับเคลื่อนตามลำดับความสำคัญของเหตุการณ์
โดย Phase 2 : อ.บาเจาะ (นราธิวาส) และ อ.เมือง (ปัตตานี) – นำระบบไปใช้ในพื้นที่รอยต่อเมืองและพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท เพื่อทดสอบการทำงานของ AI ในภูมิประเทศที่ซับซ้อนขึ้น (เหมือนกรณีหน้าบ้าน ส.ส.กมลศักดิ์)
Phase 3 : ระเบียงเศรษฐกิจชายแดน (สุไหงโก-ลก, สะเดา, เบตง) – มุ่งเน้นการตรวจจับการลักลอบขนอาวุธและยุทโธปกรณ์ผ่านด่านชายแดนด้วย AI สแกนอัตโนมัติ
Phase 4 : Full Coverage (2571) – เชื่อมโยงทุก “โหนด” ข้อมูลเข้าด้วยกันเป็น “National Security Data Cloud” ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้โดยประชาชน
ครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้
บทสรุปเพิ่มเติม
การขยายผลนี้ไม่ใช่การเพิ่ม “อำนาจรัฐ” แต่เป็นการเพิ่ม “อำนาจของความจริง” หากระบบนี้สำเร็จ ความปลอดภัยจะไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หรือขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นพวกใคร แต่จะเป็นเรื่องของระบบที่ยุติธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
กระสุนอาจฆ่าคนได้ แต่ต้องไม่ยอมให้มันฆ่า “ความจริง” การนำ AI มาใช้ในชายแดนใต้ไม่ใช่เพื่อการสอดแนม แต่เพื่อสร้าง “Systemic Truth” (ความจริงที่เป็นระบบ) ที่จะปกป้องทั้งชีวิตของผู้แทนราษฎรและประชาชนคนธรรมดา หากเรากล้าที่จะเปลี่ยนระบบจากความระแวงเป็นความโปร่งใส
ความยุติธรรมที่รอคอยมา 20 ปี อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 20 ปีไฟใต้ที่ไม่เคยดับ จากกระสุนสังหาร ส.ว.ฟัครุดดีน ถึงเสียงปืนหน้าบ้าน ส.ส.กมลศักดิ์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly