โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

20 ปีไฟใต้ที่ไม่เคยดับ จากกระสุนสังหาร ส.ว.ฟัครุดดีน ถึงเสียงปืนหน้าบ้าน ส.ส.กมลศักดิ์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 09.17 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 02.36 น.

รายงานพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ประวัติศาสตร์บาดแผลของจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกขีดเขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยคราบน้ำตาและวงจรการ “ลอยนวลพ้นผิด” (Impunity) ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น

จากเหตุการณ์ลอบสังหาร ส.ว.ฟัครุดดีน บอตอ ในปี 2549 จวบจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 เมื่อกระสุนปืนสงครามแผดเสียงขึ้นอีกครั้งหน้าบ้านพักของ ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ (ทนายแวยูแฮ) ณ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การปองร้ายนักการเมืองระดับชาติ

แต่มันคือเครื่องหมายคำถามตัวโตที่ตอกย้ำว่า “ระบบรักษาความปลอดภัยแบบกายภาพ” ที่รัฐทุ่มงบประมาณมหาศาลตลอดสองทศวรรษ

อาจกำลังมาถึงทางตัน

สถิติที่น่าเศร้า
: นราธิวาสกับชะตากรรมนักการเมืองมุสลิม

นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ นักการเมืองอาวุโส สะท้อนภาพความโหดร้ายที่กัดกินพื้นที่นราธิวาสไว้อย่างน่าสนใจว่า นี่คือจังหวัดเดียวที่นักการเมืองระดับชาติถูกกระทำอย่างเป็นระบบ :

นายสมรรถ เอี่ยมวิโรจน์ (2498) ถูกยิงเสียชีวิตหน้าบ้านพักหลังไปส่งชาวบ้านขึ้นเรือไปมักกะฮ์-ผลคดี : ศาลยกฟ้อง

ส.ว.ฟัครุดดีน บอตอ (2549) ถูกยิงกลางวันแสกๆ จนพิการเดินไม่ได้-ผลคดี : ศาลยกฟ้อง

ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ (2569) ถูกซุ่มยิงด้วยอาวุธสงครามขณะเดินทางกลับบ้าน แม้ตัวจะปลอดภัยแต่คนติดตามบาดเจ็บสาหัส-ผลคดี : อยู่ระหว่างสืบสวน

นอกจากนี้ยังมีอดีตนักการเมืองอีกหลายท่านที่ต้องเผชิญกับคดีความมั่นคงซึ่งท้ายที่สุดศาลก็ยกฟ้องทั้งหมด สิ่งเหล่านี้สร้างสภาวะ “สุญญากาศความเชื่อมั่น”

และอาจทำให้คนดีมีอุดมการณ์หายไปจากวงจรการเมืองนราธิวาสในที่สุด

มาตรการ “ปิดเมือง” ที่ไร้ผล
: ทำไมด่านตรวจจึงสกัดคนร้ายไม่ได้?
มีด่านไว้ทำไม?

ความลักลั่นที่น่าตกใจที่สุดในกรณี ส.ส.กมลศักดิ์ คือเหตุเกิดเพียง 4 ชั่วโมงหลังจากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสประกาศใช้“แผนเผชิญเหตุปิดเมืองขั้นสูงสุด”

คำถามจากสังคมและภาคประชาชนดังก้องว่า ในพื้นที่ที่มีด่านตรวจทุกหัวระแหง คนร้ายขนอาวุธสงครามมากราดยิงหน้าบ้าน ส.ส. แล้วหลบหนีไปได้อย่างไร? มีด่านไว้ทำไม?

จากข้อมูลผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนใต้ที่ศึกษาเรื่องนี้ ตอบว่า มีจุดอ่อน อย่างน้อย 4 ประการของระบบกายภาพ

ตาข่ายใยแมงมุม ถนนสายรองและเส้นทางสวนยางพาราที่ทะลุถึงกัน ทำให้การตั้งด่านบนถนนสายหลักมีค่าเท่ากับ “การปิดประตูแต่เปิดหน้าต่าง”

ทีมนำพา “ผู้ก่อเหตุ” มักใช้คนในพื้นที่ที่ไม่มีประวัติอาชญากรรม (กลุ่มหน้าขาว) เป็นผู้สำรวจเส้นทาง ทำให้ผ่านด่านตรวจไปได้อย่างง่ายดาย

การอำพรางยุทโธปกรณ์ อาวุธถูกแยกชิ้นส่วนหรือซุกซ่อนในจุดที่การตรวจค้นด้วยสายตามนุษย์มองไม่เห็น

ความได้เปรียบด้านข่าวสาร ในพื้นที่ที่ความเชื่อมั่นต่ำ ประชาชนมักไม่กล้าให้ข้อมูล หรือบางส่วนอาจกลายเป็นหูเป็นตาให้กลุ่มผู้ก่อเหตุเนื่องจากความกลัว

ผู้ใช้นามNoi Thammastian ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจในโลกโซเชียลมีเดียว่า เมื่อเกิดเหตุรุนแรง มักตามมาด้วยการสู้รบทางข้อมูลข่าวสาร (IO) ทันที ฝ่ายรัฐชี้ว่าเป็นฝีมือผู้ก่อเหตุเพื่อป้ายสีเจ้าหน้าที่ ส่วนประชาชนก็ตั้งคำถามถึงความละเลยหรือส่วนเกี่ยวข้องของรัฐ

หัวใจสำคัญในการยุติความขัดแย้งนี้ไม่ใช่การ “พูด” แต่คือการสร้าง “ระบบสืบสวนที่เป็นเอกเทศและโปร่งใส” ประชาชนไม่ได้ใจบอด แต่เขาต้องการหลักฐานที่ “Command Respect” หรือสร้างความยอมรับได้

หากกระบวนการยุติธรรมยังถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความยุติธรรมก็จะถูกแช่แข็ง

เหมือนกรณี ส.ว.ฟัครุดดีน ที่ต้องสู้คดีในศาลทหารนานนับทศวรรษและ ส.ส.กมลศักดิ์ก็จะเป็นรายต่อไป และไม่ใช่รายสุดท้าย ซึ่งไม่นับประชาชน ตำรวจ ทหาร ก่อนหน้านี้

ข้อเสนอเชิงนวัตกรรม
: “Cognitive Security Sandbox”

ถึงเวลาเปลี่ยนจาก “ด่านตรวจที่สร้างภาระ” เป็น “ระบบเฝ้าระวังที่สร้างความจริง” ด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก :

AI Predictive Analysis : แทนที่จะนั่งเฝ้าหน้าจอ AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมผิดปกติ เช่น ยานพาหนะที่ใช้ป้ายทะเบียนปลอม หรือวนเวียนผิดสังเกตในจุดยุทธศาสตร์ เพื่อส่งสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุ

Blockchain Evidence Storage : ข้อมูลจากกล้อง CCTV ต้องถูกบันทึกบนระบบ Blockchain เพื่อป้องกันปัญหา “กล้องเสีย” หรือ “ไฟล์หาย” ในช่วงเวลาสำคัญ ข้อมูลนี้จะกลายเป็นหลักฐานที่ใครก็แก้ไขไม่ได้ สร้างความโปร่งใสให้ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และผู้ถูกกล่าวหา

Acoustic Gunshot Detection : ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงปืนที่ระบุพิกัดได้ทันทีภายในไม่กี่วินาที ช่วยให้การปิดล้อมพื้นที่ทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ใช่การสุ่มตรวจแบบกวาดล้าง โดยอาจจะเริ่มที่ยะลาก่อน

เทคโนโลยีที่เสนอนั้นไม่ใช่การทดลองใหม่ที่ไม่มีรากฐาน แต่ได้พิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก :

Acoustic Gunshot Detection (ShotSpotter) ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเมืองที่มีอาชญากรรมซับซ้อนอย่าง Chicago และ New York ซึ่งช่วยลดเวลาการตอบสนองของเจ้าหน้าที่ได้ถึง 50% และระบุพิกัดการยิงได้แม่นยำในระยะไม่กี่เมตร แม้ในจุดที่ไม่มีพยานบุคคล

Predictive Policing & Blockchain ในประเทศเอสโตเนีย (Estonia) ระบบ e-Governance และการจัดเก็บข้อมูลบน Blockchain ทำให้การเข้าถึงข้อมูลของรัฐมีความโปร่งใสสูงสุด ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเข้าดูข้อมูลของตนเมื่อไหร่ ป้องกันการบิดเบือนหลักฐานในคดีอาญาได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยอาจจะเลือกที่เมืองยะลา

ทำไมต้อง “ยะลา Model”? และจะเริ่มอย่างไร?

การเลือก เทศบาลนครยะลา เป็นจุดยุทธศาสตร์เริ่มต้น (Sandbox) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากความพร้อม 3 ด้าน :

Digital Infrastructure : ยะลาเป็นเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐาน “Smart City” ที่เข้มแข็งที่สุดในภูมิภาค มีโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกและกล้อง CCTV กระจายตัวหนาแน่นอยู่แล้ว ง่ายต่อการ “Plug-in” ระบบ AI เข้าไปเสริม

Urban Geometry : ผังเมืองยะลาเป็นแบบใยแมงมุมที่มีความเป็นระเบียบ (Grid System) ซึ่งเหมาะแก่การวางระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงและวิเคราะห์ทิศทางการหลบหนีได้แม่นยำกว่าพื้นที่ป่าเขา

Social Trust : ภาคประชาสังคมในยะลามีส่วนร่วมสูง การเริ่มที่นี่จะช่วยสร้าง “มาตรฐานจริยธรรม AI” โดยให้คนในพื้นที่ร่วมกำหนดเกณฑ์การเข้าถึงข้อมูล เพื่อลบข้อครหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หาก “ยะลา Model” ผ่านเกณฑ์ประเมินภายใน 1 ปี แผนการขยายผลอาจจะถูกขับเคลื่อนตามลำดับความสำคัญของเหตุการณ์

โดย Phase 2 : อ.บาเจาะ (นราธิวาส) และ อ.เมือง (ปัตตานี) – นำระบบไปใช้ในพื้นที่รอยต่อเมืองและพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท เพื่อทดสอบการทำงานของ AI ในภูมิประเทศที่ซับซ้อนขึ้น (เหมือนกรณีหน้าบ้าน ส.ส.กมลศักดิ์)

Phase 3 : ระเบียงเศรษฐกิจชายแดน (สุไหงโก-ลก, สะเดา, เบตง) – มุ่งเน้นการตรวจจับการลักลอบขนอาวุธและยุทโธปกรณ์ผ่านด่านชายแดนด้วย AI สแกนอัตโนมัติ

Phase 4 : Full Coverage (2571) – เชื่อมโยงทุก “โหนด” ข้อมูลเข้าด้วยกันเป็น “National Security Data Cloud” ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้โดยประชาชน

ครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้

บทสรุปเพิ่มเติม

การขยายผลนี้ไม่ใช่การเพิ่ม “อำนาจรัฐ” แต่เป็นการเพิ่ม “อำนาจของความจริง” หากระบบนี้สำเร็จ ความปลอดภัยจะไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หรือขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นพวกใคร แต่จะเป็นเรื่องของระบบที่ยุติธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

กระสุนอาจฆ่าคนได้ แต่ต้องไม่ยอมให้มันฆ่า “ความจริง” การนำ AI มาใช้ในชายแดนใต้ไม่ใช่เพื่อการสอดแนม แต่เพื่อสร้าง “Systemic Truth” (ความจริงที่เป็นระบบ) ที่จะปกป้องทั้งชีวิตของผู้แทนราษฎรและประชาชนคนธรรมดา หากเรากล้าที่จะเปลี่ยนระบบจากความระแวงเป็นความโปร่งใส

ความยุติธรรมที่รอคอยมา 20 ปี อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 20 ปีไฟใต้ที่ไม่เคยดับ จากกระสุนสังหาร ส.ว.ฟัครุดดีน ถึงเสียงปืนหน้าบ้าน ส.ส.กมลศักดิ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...