กรมศุลฯ จ่อขึ้นภาษีพัสดุนำเข้าสูงสุด 40% อุดช่องโหว่สินค้านอกทะลักเข้าไทย
กรมศุลกากร จ่อ ชงครม. เก็บภาษีพัสดุนำเข้าจากต่างประเทศสูงสุด 30-40% สร้างความเป็นธรรมให้ SME ไทย ป้องกันสินค้าราคาถูกทะลัก
30 มี.ค. 2569 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ปกติแล้วสินค้าแต่ละประเภทจะมี อัตราเพดานภาษีกำหนดไว้แต่ที่ผ่านมาภาครัฐได้ใช้อำนาจตาม มาตรา 12 แห่ง พ.ร.ก. พิกัดอัตราศุลกากร ในการประกาศลดอัตราภาษีลงมารวมถึงยกเว้นให้เป็นการทั่วไปสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท
“วันนี้พัสดุที่เข้ามาเป็นกล่องจากต่างประเทศทั้งที่ต่ำกว่า 1,500 บาท และเกิน 1,500 บาท ที่เข้ามาในประเทศก็ไม่ควรลดภาษีนำเข้าแล้ว แต่ที่ผ่านมาที่เราลดให้เพราะสมัยก่อนรูปแบบการค้ายังต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว มีการเช่าโกดังเก็บสินค้า และมีการจ้างงานด้านการขนส่งในไทย ซึ่งทำให้คนในประเทศยังได้รับประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้อยู่บ้าง แต่ปัจจุบันสินค้าถูกแพ็กเป็นกล่องมาจากต่างประเทศและส่งตรงถึงมือผู้ซื้อในไทยทันทีโดยไม่เสียภาษี ทำให้ไม่มีใครในประเทศไทยได้รับประโยชน์จากกระบวนการนี้เลย”
ทั้งนี้เพื่อเป็นการอุดช่องโหว่ดังกล่าวที่ผ่านมากรมศุลกากรได้เริ่มพิจารณาจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่ 1 บาทแรก ซึ่งไม่เพียงสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ค้าในประเทศ แต่ยังเพิ่มการจัดเก็บรายได้รัฐเฉลี่ยเดือนละ 300 ล้านบาท
นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้มีการประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ เช่น TikTok, Temu, Shopee และ Lazada ให้เข้ามาอยู่ในระบบ โดยบังคับต้องแสดงราคาสินค้าหน้ากล่องพัสดุให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเทียบเคียง ป้องกันการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลบเลี่ยงภาษี รวมทั้งจะเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าจากรายย่อยที่ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มหลักอีกด้วย
“จากมาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่ 1 บาทที่ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ผมเข้าไปดูก็เริ่มเห็นว่าราคาสินค้าที่ต่ำกว่า 1,500 บาทในแพลตฟอร์มออนไลน์ก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้น เช่น แว่นตาที่เคยมีราคา 300 บาท ขยับเป็น 500 บาท หรือสายนาฬิกาที่เคยราคา 60-70 บาท ปรับขึ้นเป็น 100 บาท ขณะที่การซื้อก็ชะลอตัวลง”
นายพันธ์ทอง เปิดเผยว่า นอกจากนี้กรมศุลกากรยังมีแนวคิดที่จะยกเลิกการลดหย่อนตามมาตรา 12 และปรับอัตราภาษีกลับขึ้นไปที่ อัตราเพดาน (Ceiling Rate) ของสินค้านั้นๆ เช่น ปรับขึ้นเป็น 30% หรือ 40% โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทพิกัดที่นำเข้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันและสร้างรายได้เข้าสู่รัฐ
“แต่ผมจะแก้ พ.ร.ก. พิกัดเพื่อให้เก็บภาษีได้ตามพิกัดของสินค้านั้นๆ ซึ่งตอนนี้สูงสุดอยู่ที่ 40% ยกตัวอย่างสินค้าที่ทำจากพลาสติก เช่น เคสโทรศัพท์มือถือที่เดิมอาจเคยเสียภาษีเพียง 5% ก็อาจจะถูกพิจารณาปรับขึ้นไปชนเพดานที่ระดับ 30% เพื่อให้ต้นทุนของสินค้านำเข้าสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น”
อย่างไรก็ตามการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน เนื่องจากกฎหมายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรปัจจุบันไม่อนุญาตให้จัดเก็บภาษีในอัตราเดียวครอบคลุมทุกสินค้า กรมศุลกากรจึงวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
โดยในระยะสั้นจะเลือกใช้กลไกและเครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่ เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบในการขยับเพดานภาษีก่อน จากนั้นจะทยอยขับเคลื่อนมาตรการในระยะต่อไป ควบคู่กับการศึกษาเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากรในระยะยาว
นายพันธ์ทอง เปิดเผยว่า นอกจากการคุมเข้มสินค้านำเข้าแล้ว กรมศุลกากรยังเตรียมดำเนินนโยบายภาพใหญ่ภายใต้แนวทาง 10 Plus ของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจไทย เช่น การผ่อนผันเอกสารสำหรับสินค้าไทยที่ส่งออกไปแล้วถูกตีกลับ เพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บและค่าใช้จ่ายที่ท่าเรือ เป็นต้น