โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘EIC-วิจัยกสิกร’ เกาะติดสงคราม หวั่นยืดเยื้อทุบเอสเอ็มอี-กระทบจ้างงาน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 มี.ค. เวลา 07.03 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. เวลา 07.03 น.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน ดำเนินมาเกือบ 1 เดือนแล้ว และยังหาจุดจบไม่ได้ ซึ่งสถานการณ์ที่ยืดเยื้อขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและธุรกิจมากขึ้น

EIC หนุนลอยตัวราคาน้ำมัน

“ดร.ยรรยง ไทยเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า สถานการณ์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ทำให้สุดท้ายแล้วแม้ว่าสงครามจะยุติ แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง

ดังนั้น การตรึงราคาน้ำมันไว้ในระดับต่ำแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ 66% ของ GDP ถือว่าค่อนข้างสูง โดยหนี้อาจจะแตะเพดาน 70% เร็วขึ้น จากเดิมคาดว่าหนี้จะแตะเพดาน 70% ภายในปี 2570 ซึ่งจะมีประเด็นเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ต้องระมัดระวัง

“ภาครัฐอาจจะต้องมีการสื่อสารว่าในระยะสั้นหนี้สาธารณะมีความเสี่ยงขยับขึ้น แต่ในระยะกลางมีแผนบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบ เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับเครดิตลง (Down Grade) ของประเทศ”

แนะอุดหนุนแบบเฉพาะเจาะจง

ดังนั้น ทิศทางนโยบายของภาครัฐในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีก จากการช่วยเหลือแบบ “ถ้วนหน้า” (Broad-based Subsidy) มาเป็นการบริหารจัดการแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” (Managed Float) ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

“ในความเป็นจริง ราคาน้ำมันที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึง 60 บาทต่อลิตรหรือมากกว่านั้น หากรัฐบาลปล่อยลอยตัวในทันที”

นอกจากนี้ การอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด คือ กลุ่มผู้มีรายได้สูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการใช้พลังงานต่อบุคคลมากกว่า ทั้งในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและการดำเนินธุรกิจ

“ข้อเสนอ คือ รัฐควรอุดหนุนแบบเฉพาะจุด (Targeted Subsidy) ภาครัฐควรเปลี่ยนมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะ แทนการอุดหนุนถ้วนหน้า”

รัฐบาลต้องสื่อสารตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารความจริงเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานโลกให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว ควรใช้โอกาสนี้เร่งการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว (Green Investment) เช่น พลังงานหมุนเวียน โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

มองผลกระทบ 3 ฉากทัศน์

“ดร.ยรรยง” กล่าวว่า EIC ได้ประเมินผลกระทบเศรษฐกิจไทยไว้ 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ 1.กรณีฐาน (Baseline) โอกาสเกิดขึ้นประมาณ 50% โดยความขัดแย้งยุติภายใน 2 เดือน คาดการณ์ GDP จะขยายตัว 1.4% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.2% ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2.กรณีเลวร้าย (Worst Case) โอกาสเกิดขึ้น 40% โดยความขัดแย้งยืดเยื้อถึง 4 เดือน มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP ลดลงเหลือ 0.8-1.1% และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4-5%

และ 3.กรณีรุนแรง (Severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดย GDP อาจติดลบ -0.5 ถึง 1% และเงินเฟ้อมากกว่า 5%

“แม้ไทยจะเผชิญความท้าทาย แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้านฐานะการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยปัจจุบันมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.84 แสนล้านดอลลาร์ และมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งเป็นกันชน (Cushion) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการค่าเงินและดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจได้อย่างเป็นขั้นตอน และลดโอกาสที่จะเกิดวิกฤตรุนแรงซ้ำรอยปี 2540

ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินอาจจะมีความท้าทายมากขึ้น แต่ในระยะสั้น ธปท.อาจจะยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น”

คาด กนง. เก็บกระสุนไม่ลดดอกเบี้ย

ทั้งนี้ EIC มองว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา

ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปลายปีนี้หรือต้นปี 2570 ได้

“ตอนนี้ทุกประเทศเกิดภาวะ Stagflation เพราะเศรษฐกิจโตลดลง และเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งในตลาดเกิดใหม่เหมือนกันหมด เพราะในเอเชียพึ่งพาน้ำมันสูง โดยไทยเรานำเข้าถึง 8% ของ GDP ดังนั้น การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation Targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติมได้ กนง.จึงน่าจะเก็บ Policy Space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็น”

หวั่นธุรกิจเอสเอ็มอีกระทบหนัก

“ดร.ยรรยง” กล่าวด้วยว่า ภาคธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้นและปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีความเปราะบางสูง โดยเอสเอ็มอีมีสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2) และหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รวมกันเกือบ 20% อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังคงพร้อมสนับสนุนผ่านมาตรการเฉพาะจุด เช่น Soft Loan หรือ Credit Boost เพื่อช่วยเหลือลูกค้ายามวิกฤต

“วิจัยกสิกร” เตือนเสี่ยงกระทบจ้างงาน

ขณะที่ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้ว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจให้เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน และการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาพลังงาน-ขนส่ง-ปุ๋ย-พลาสติกสูง เช่น ภาคไฟฟ้า ยางและพลาสติก ขนส่ง ที่มีสัดส่วนต้นทุนทั้ง 4 กลุ่ม มากกว่า 30%

โดยต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น จะยิ่งส่งผลกดดันผลประกอบการธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ในอุตสาหกรรมเหล่านี้กว่า 2 ล้านราย หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 61% ของจำนวน SMEs ทั้งหมด และเสี่ยงกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงานแรงงานกว่า 7.1 ล้านราย

ทั้งนี้ กลุ่ม SMEs ที่มี Gross Profit Margin ต่ำ เช่น เกษตร ประมง ค้าส่ง/ปลีก สิ่งทอ และพลาสติก ซึ่งเฉลี่ยต่ำกว่า 20% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ SMEs ทุกอุตสาหกรรมที่ราว 28% จะยิ่งเผชิญความลำบาก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘EIC-วิจัยกสิกร’ เกาะติดสงคราม หวั่นยืดเยื้อทุบเอสเอ็มอี-กระทบจ้างงาน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...