โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

ทันหุ้น

อัพเดต 08 เม.ย. เวลา 02.42 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. เวลา 02.42 น.

#ทันหุ้น #2026 #SET เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าที่เราประเมิน ปิดบวก 10.43 จุด ที่ระดับ 1,464.43 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.5 หมื่นลบ. โดยได้แรงหนุนจาก DELTA รวมถึงกลุ่มน้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี เป็นหลักจากสงครามที่ยังไม่แน่นอนก่อนเส้นตายโจมตีของสหรัฐฯ สถาบันในประเทศยังขายสุทธิในตลาดหุ้นอีก 1.3 พันลบ. ขณะที่นักลงทุนต่างชาติพลิกมาซื้อสุทธิ 2.7 พันลบ. (และ Long สุทธิ Index Futures หนาแน่นถึง 1.56 หมื่นสัญญา)

แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,480-1,500 จุด หนุนจาก Sentiment บวกหลังสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ได้ตอบรับข้อเสนอหยุดยิงของปากีสถาน 14 วันแล้ว และเปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว รวมถึงเตรียมเจรจาในวันที่ 10 เม.ย. ที่ปากีสถาน ทำให้บรรยากาศการลงทุนผ่อนคลายมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบร่วงแรง โดยล่าสุด WTI ปรับตัวลงกว่า 15% สู่ระดับ US$95 ต่อบาร์เรล เม็ดเงินไหลกลับเข้าหาทุกสินทรัพย์ทั้งหุ้น คริปโตฯ พันธบัตร รวมถึงทองคำ

โดยระยะถัดไปจับตาดูการเจรจาว่าจะเห็นพัฒนาการเชิงบวกต่อเนื่องเพื่อยุติสงครามได้หรือไม่ ส่วนปัจจัยในประเทศวานนี้กบน.ใช้อำนาจตามพ.ร.ก.แก้ไจและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน ลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งต้องติดตามว่าจะปรับลดราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันลงเมื่อใด เรามองว่าจะช่วยหนุน Sentiment ให้แรงกดดันด้านกำลังซื้อผ่อนคลายลงได้บ้าง อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง

เราประเมินว่าระยะสั้นหุ้นในกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย เช่น ขนส่ง ไฟแนนซ์ โรงไฟฟ้า SPP ท่องเที่ยว เป็นต้น จะฟื้นตัวได้แข็งแรงในระยะสั้น ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่มีโอกาสได้แรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า

กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย

หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM

FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : BA

  • แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 19.91 บาท
  • คาดได้ Sentiment หนุนจากการหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวร่วงแรง ขณะที่ Forward Booking รายเดือนของเที่ยวบินสมุยยังเติบโตเฉลี่ย 14% y-y ใน 2Q-3Q26
  • Consensus คาดกำไรปี 2026 ที่ 3.6-3.7 พันลบ. ทรงตัวจากปีก่อน ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงสุดในกลุ่มสายการบิน -27% นับตั้งแต่เกิดสงคราม ทำให้ Valuation น่าสนใจอย่างมาก ปัจจุบันเทรด PER เพียง 7 เท่าและคาดให้ Dividend Yield สูงถึง 7-8%
  • แนวรับ 12.80-12.70//12 บาท แนวต้าน 13.50//14//14.50 บาท

บล.ดาโอ SET Outlook & Strategy ทิศทางตลาดหุ้นไทย มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลัง Trump ประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ 2 สัปดาห์

ปัจจัยในประเทศ

• แนวทางลดค่าการกลั่นน้ำมัน : EPPO ใช้ พ.ร.ก.2516 กำหนดให้โรงกลั่นลดราคาหน้าโรงกลั่นลง Bt2.00/litre สำหรับน้ำมันดีเซล B7 และไบโอดีเซล 20 แทนการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนราคา เบื้องต้นราคาดีเซล B7 หน้าปั๊มคาดว่าจะลดลง Bt2.14/litre (รวมภาษี) และดีเซล B20 อาจปรับลดลงมากกว่า Bt2.00/litre เพื่อจูงใจให้เกิดการใช้ B20 มากขึ้น เรามีมุมมองเป็นลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นจากข่าวนี้ แต่เชื่อว่าผลกระทบจะค่อนข้างจำกัด

• มาตรการประหยัดน้ำมัน : นายกรัฐมนตรีกำลังพิจารณามาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอใช้ในประเทศ โดยหากมีการใช้มาตรการปิดสถานีบริการน้ำมันในช่วง 22.00-05.00 น. คาดว่าจะเริ่มดำเนินการหลังวันที่ 20 เม.ย. เป็นต้นไป

• กระแส Fund Flow: มีกระแสเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้าอย่างชัดเจน นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิรวม 2,714 ล้านบาท ด้านตลาดตราสารหนี้ เงินทุนไหลออกสุทธิ (Net Outflow) รวม 450 ล้านบาท

• ค่าเงินบาท : เงินบาทปิดตลาดแข็งค่าที่ระดับ 32.50/55 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างวันเคลื่อนไหวในกรอบ 32.49 – 32.70 บาท/ดอลลาร์ สำหรับวันนี้ (8 เม.ย.) ตลาดรอดูความชัดเจนของเส้นตายระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ปัจจัยต่างประเทศ:

• สถานการณ์ตะวันออกกลาง(อิหร่าน) : แม้วานนี้ สหรัฐฯจะเปิดฉากถล่ม “เกาะคาร์ก” (Kharg Island) ซึ่งเป็นพื้นที่จัดการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน ก่อนถึงกำหนด deadline แต่เช้าวันนี้ (6.00 น.) Trump ออกมาประกาศว่าสหรัฐฯและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งคาดว่าจะยุติปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลชั่วคราว แลกกับการที่เตหะรานยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุสอย่าง “สมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย” ข่าวนี้ จะกลายเป็นข่าวที่ทำให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อหุ้นที่ราคาลงมาก่อนหน้านี้ (27 ก.พ. – 7 เม.ย.69) และขายหุ้นที่ขึ้นมามากๆ อาทิ PTTEP, PTTGC

• Fed / ทิศทางเงินเฟ้อ : John Williams ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก เชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนักและอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แม้ว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นก็ตาม และระบุว่านโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในจุดที่เหมาะสมแล้วในการรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event

• ตัวเลขเงินเฟ้อไทย : อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของไทยเดือน มี.ค. ลดลง 0.08% (YoY) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 0.74% (YoY) อย่างไรก็ตาม สนค. ได้ปรับเพิ่มประมาณการเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปี 2569 เป็น 1.5-2.5% (จากเดิม 0-1%) จากผลกระทบของสงครามและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

• ครบกำหนดเส้นตายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขีดเส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะครบกำหนดในเวลา 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย (หรือ 20.00 น. ของวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ)

Technical : BCH, KAMART

Strategy

• เช้าวันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเกมส์ที่ชัดเจนที่สุดในรอบเดือน ตลาดที่เคยอึดอัดกับความเสี่ยงการเกิดสงครามเต็มรูปแบบ ได้รับการปลดล็อกอย่างเป็นทางการจากข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์นี้ (ยืนยันว่า Trump ไม่ได้อยากใช้ความรุนแรงต่ออิหร่าน) การที่อิสราเอลตอบรับข้อตกลงด้วย ถือเป็นนัยสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับ Ceasefire รอบนี้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม นี่คือ “นี่คือการพักรบ ไม่ใช่การจบสงคราม”

• กลยุทธ์ลงทุน ตลาดพลิกเกมส์มาดี นักลงทุนสามารถเข้าเก็งกำไรช่วงสั้นๆได้ (อย่าเพิ่งมองยาวถ้าสงครามยังไม่จบ)

• หุ้นได้ประโยชน์จากสงครามจะถูกทิ้งดิ่ง : PTTEP และ หุ้นปิโตรเคมีบางตัว (PTTGC, IVL, IRPC) จัดเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์ทางตรงจากสงครามครั้งนี้ จากการหยุดยิงวันนี้ จะกลายเป็นลบต่อหุ้นเหล่านี้ทันที

• หุ้น Most Active หรือหุ้นหลักๆ ของตลาด น่าเข้าซื้อ ได้แก่ GULF, ADVANC, TRUE*, CPALL, BDMS*, CPN*

• จากข้อมูลหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายมากพอควรของ SET ช่วงที่เกิดสงคราม (27 ก.พ. -7 เม.ย.69) เราเลือกหุ้นที่น่าสนใจหรือมีโอกาสดีดตัวกลับในวันนี้ ออกมา 5 ตัว ได้แก่ BA*, BGRIM*, ERW, GPSC*, AAV

• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ PTTEP ออก และนำ BA*, BGRIM*, ERW เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ต ประกอบด้วย BA*(15%), BGRIM*(15%), ERW(10%), DELTA*(10%), KTB(10%), SCB(10%), ADVANC*(10%)

Technical : PTG, ATLAS

Company Report

( + ) CPAXT (ซื้อ/เป้า 19.00 บาท) กำไร 1Q26E ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เทียบฐานสูงปีก่อน จาก SSSG เป็นบวก

บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,460 แนวต้าน 1,480 – 1,500 คาดดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นตามดัชนีภูมิภาค หลังสหรัฐ – อิหร่านตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และยอมให้เรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ แนะนำซื้อเก็งกำไรกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน & ก๊าซ ที่ปรับลดลง เช่น SCC, SCGP, GULF, GPSC, AOT, AAV, BA, ERW, CENTEL และกลุ่มค้าปลีก CPALL,CPAXT, CRC, BJC

  • ICHI* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 16.10 บาท) บริษัทวางเป้าหมายยอดขายในปี 69 เติบโตราว +12%YoY ด้วยแรงหนุนจากสินค้าในกลุ่มที่ไม่ใช่ชาเขียว และมองการฟื้นตัวของกลุ่ม OEM ได้ราว +20%YoY จากการขยายลูกค้ารายใหม่ โดยมีแผนเปิดตัวสินค้าที่ร่วมมือกับแบรนด์อื่น เช่น ICHITAN + Jian Cha / KUMAMON และ เย็นเย็น + Thai coco และวางเป้ากลุ่มน้ำด่างที่ 1 พันล้านบาท ส่วนการส่งออกหาตลาดใหม่ลาวและมาเลเซียทดแทนกัมพูชาตั้งเป้ามากกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนของรายได้ OEM ที่มี margin ต่ำกว่าและต้นทุนบรรจุภัณฑ์-พลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง อาจทำให้ภาพรวม GPM ปีนี้ลดลง อย่างไรก็ตามผลกระทบทางฝั่งต้นทุนในช่วง 1H69 ยังจำกัดเพราะได้มีการล็อกต้นทุนน้ำตาลและ PET เอาไว้แล้ว บริษัทมองกรอบ GPM ที่ 24% และ NPM 15% ระยะสั้นกำไรปกติ 1Q69-2Q69 น่าจะเติบโตได้ QoQ, YoY จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด และคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรสุทธิปี 69-70 ที่ 1.34 พันล้านบาท +1%YoY และ 1.45 พันล้านบาท +8%YoY พร้อมคาดการณ์ Div.Yield ที่ระดับ 6-7%
  • SKR (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 8.30 บาท) คาดหวังการดำเนินงาน 1Q69 จะสามารถบวกได้ QoQ จากฐานต่ำอุทกภัยภาคใต้ ขณะที่ภาพรวมปี69 เราคาดว่าการจ่ายเงินของ SSO จะเสถียรมากขึ้น และยังมีปัจจัยบวกจาก 1.โควต้า SSO ยังเหลือเยอะ(โควตา 6.67 แสนราย/ ณ สิ้น ปี68 มีผู้ประกันตน 3.75 แสนราย) 2.การขยาย Capacity 40 เตียงที่สมุทรปราการช่วง พ.ค.69 และ 3.มีความอ่อนไหวต่อผู้ป่วยต่างชาติน้อยและผู้ป่วยตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1%ของรายได้ ปัจจุบัน เราคาดกำไรสุทธิปี69 และ 70 ที่ 817 ลบ.(+9%YoY) และ 895 ลบ.(+10%YoY)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...