โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ในวันที่โลกวุ่นวายเพราะไร้น้ำมัน จีนเผยนวัตกรรมพลังงานใหม่และโดรนใหญ่ที่โลกไม่เคยเห็น

The Better

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

เราพูดถึงการปฏิวัติพลังงานในจีนไปแล้วและยังพูดถึงความนิ่งของจีนในช่วงโกลาหลด้านพลังงานจนทำให้นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่านี่แสดงถึงคุณสมบัติอย่างแท้จริงของประเทศมหาอำนาจ

ครับ การเป็นประเทศมหาอำนาจได้อย่างแรกก็คือ ต้องไม่พึ่งคนอื่น ยืนด้วยลำแข้งตัวเอง

มันยังมีเงื่อนไขปลีกย่อยของการเป็นใหญ่อีกมากมาย แต่เอาแค่นี้ก่อน เพราะเป็นเสาหลักสำคัญของการเป็นประเทศใหญ่

ประเทศไทยไม่ต้องคิดเทียบชั้นจีนหรอกครับ เอาแค่ไม่ต้องบากหน้าไปขอน้ำมันใคร หรือไม่ต้องพินอบพิเทาขอเอาเรือน้ำมันออกจากช่องแคบก็พอ

แค่นี้ก็ถือเป็นประเทศที่มีศักดิ์ศรีควรค่าแก่การยืนบนเวทีโลกแล้ว

แต่ผมเห็นว่าศักดิ์ศรียังเป็นรองว่าสวัสดิภาพชีวิตของประชาชน หากประชาชนไม่ต้องตาเหลือกกับราคาน้ำมัน หรือลุ้นกับของแพงเพราะค่าแก๊สพุ่ง เท่านี้ก็ถือว่าดีถมแล้ว เพราะเมื่อประชาชนอยู่อย่างมั่นอกมั่นใจว่าเราจะไม่เป็นยาจกหรืออดตาย ความมีศักดิ์ศรีในชีวิตก็จะเพิ่มพูนขึ้นมาเอง

ประเทศจีนเขาเอาเรื่องพึ่งพาตัวเองกับเรื่องการให้ประชาชนไม่ต้องเป็นยาจกเป็นภารกิจอันดับต้นๆ เมื่อมีเป้าหมายเอาไว้พุ่งชนแบบนี้ การเอาชนะเป้าหมายจึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ

หนึ่งในการเอาชนะเป้าหมายนั้นก็คือ การพึ่งพาตัวเองด้านพลังงาน หาแหล่งพลังงานที่ผลิตในประเทศได้

ในขณะที่คนไทยยังมืดแปดด้านว่าจะไปพึ่งพาพลังงานจากที่ไหนดี สัปดาห์นี้ประเทศจีนประกาศความสำเร็จด้านพลังงานครั้งใหม่

นั่นคือ ความสำเร็จในการบินทดสอบครั้งแรกของโลกของเครื่องยนต์เทอร์โบพร็อปเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนระดับเมกะวัตต์ (兆瓦级氢燃料航空涡桨发动机)

สำนักข่าว 央视新闻 หรือ CCTV-13 รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน เครื่องยนต์เทอร์โบพร็อปเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน AEP100 เมกะวัตต์ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยอิสระโดยสถาบันวิจัยเครื่องจักรกลพลังงานหูหนานของสถาบันวิจัยเครื่องจักรกลพลังงานหูหนานของกลุ่มบริษัทเครื่องยนต์อากาศยานของจีน (中国航发集团) ประสบความสำเร็จในการบินทดสอบครั้งแรกที่สนามบินจูโจวหลูซง โดยติดตั้งกับเครื่องบินขนส่งไร้คนขับขนาด 7.5 ตัน

รายงานระบุว่านี่คือการทดสอบบินครั้งแรกของโลกสำหรับเครื่องยนต์เทอร์โบพร็อปเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนระดับเมกะวัตต์ เครื่องยนต์ทำงานได้ตามปกติและอยู่ในสภาพดีตลอดการบิน ซึ่งกินเวลา 16 นาที ครอบคลุมระยะทาง 36 กิโลเมตร ทำความเร็วได้ 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และระดับความสูง 300 เมตร หลังจากเสร็จสิ้นการบินตามแผน เครื่องยนต์ก็กลับสู่สภาวะปกติอย่างราบรื่น ซึ่งถือเป็นการบินทดสอบครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จ

ผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มบริษัทเครื่องยนต์อากาศยานของจีน กล่าวว่า การบินทดสอบครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเครื่องยนต์อากาศยานพลังงานไฮโดรเจนขนาดเมกะวัตต์อย่างอิสระ ตั้งแต่ด้านเทคโนโลยีไปจนถึงด้านวิศวกรรม แสดงให้เห็นว่าประเทศจีนได้สร้างห่วงโซ่เทคโนโลยีที่สมบูรณ์ในด้านเครื่องยนต์อากาศยานพลังงานไฮโดรเจน ตั้งแต่ส่วนประกอบหลักไปจนถึงการบูรณาการเครื่องยนต์โดยรวม การบินทดสอบที่ประสบความสำเร็จยังเป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรมของการจับคู่ระหว่างระบบพลังงานไฮโดรเจนกับแพลตฟอร์มการบิน ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการประยุกต์ใช้พลังงานไฮโดรเจนในอุตสาหกรรมการบินในอนาคต นี่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนาพลังงานสีเขียวสำหรับการบินของประเทศจีน โดยก้าวจากขั้นตอนการสำรวจทางเทคโนโลยีไปสู่การปฏิบัติทางวิศวกรรม

ผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มบริษัทเครื่องยนต์อากาศยานของจีนระบุว่า เมื่อต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวลดลงเรื่อยๆ ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของการบินที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจนจะค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น เทคโนโลยีเครื่องยนต์อากาศยานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนคาดว่าจะถูกนำไปใช้ในภาคเศรษฐกิจระดับความสูงต่ำก่อน เช่น การขนส่งสินค้าทางอากาศไร้คนขับและการขนส่งทางบกไปยังเกาะต่างๆ และจะค่อยๆ ขยายไปยังเครื่องบินโดยสารประจำภูมิภาคและเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ เทคโนโลยีนี้จะผลักดันการยกระดับอย่างเป็นระบบของการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวต้นน้ำ โครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บและการเติมเชื้อเพลิงกลางน้ำ และอุตสาหกรรมอุปกรณ์ระดับสูงและวัสดุใหม่ปลายน้ำ ส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คาร์บอนต่ำ และมีคุณภาพสูงของอุตสาหกรรมการบินของประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง

จบการรายงานข่าวจาก CCTV

จากรายงานข่าวนี้บอกอะไรกับเราบ้าง?

หนึ่ง นี่คือการผลิตเครื่องยนต์อากาศยานพลังงานไฮโดรเจนขนาดเมกะวัตต์อย่างอิสระ หมายความว่า นี่คือเทคโนโลยีที่จีนสรัางขึ้นมาเองโดยไม่ได้พึ่งพาใคร ถือเป็นความสำเร็จด้านพลังงานด้วยและเป็นการการยกระดับด้านเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมในบ้านของตัวเอง เท่ากับเป็นชัยชนะสองต่อ

สอง เมื่อจีนพึ่งพาตัวเองได้แล้วด้านพลังงานและเทคโนโลยี ก็เท่ากับประสบความสำเร็จในการสร้างวงจรที่สมบูรณ์แบบ อย่างที่รายงานข่าวชี้ว่า "ประเทศจีนได้สร้างห่วงโซ่เทคโนโลยีที่สมบูรณ์" โดยเฉพาะการสร้างระบบและวิธีการใช้พลังงานหมุนเวียน

สาม ขั้นตอนต่อมาก็คือการทำให้ต้นทุนการใช้พลังงานสีเขียวลดต่ำลงเรื่อยๆ และหลังจากนั้นจีนจะไม่ต้องกังวลเรื่องพลังงานขาดแคลนอีกต่อไป และยังไม่ต้องกังวลว่าประเทศอื่นจะกล่าวหาว่าจีนปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมลภาวะอื่นๆ มากที่สุดในโลก เพราะจีนจะมุ่งพลังสีเขียวเป็นหลัก

สี่ เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ การที่จีนผลิตเครื่องเทอร์โบพลังไฮโดรเจนขนาดใหญ่ได้ เท่ากับว่าในอนาคตมันจะนำไปใช้กับอากาศยานขนาดใหญ่ได้ เท่ากับตัดปัญหาเรื่องการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ใช้กับเครื่องบินในตอนนี้ และทำให้อุตสาหกรรมการบินติดขัดเพราะวิกฤตการณ์น้ำมัน

นี่คือการแก้ปัญหาแบบเป็นห่วงโซ๋ของจีนในด้านพลังงาน ซึ่งผมกล่าวถึงการปฏิวัติพลังงานของจีนในเชิงหลักกการไปแล้วในบทความเรื่อง "ถ้าปฏิวัติพลังงานแบบจีนเสียแต่เนิ่นๆ ประชาชนก็คงไม่ต้องรอความเมตตาจากการนำเข้าน้ำมัน" แต่นี่คือภาคปฏิบัติของการปฏิวัติเชิงหลักการนั้น

นี่เป็นตัวอย่างของการปฏิวัติพลังงานแบบครบวงจร

เมื่อพูดถึงโดรน สัปดาห์นี้ยังมีความก้าวหน้าจากจีนอีกเรื่อง คือ ความสำเร็จในการบินครั้งแรกของอากาศไร้คนขับเพื่อการขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ โดรนรุ่นฉางอิง-8 (长鹰-8) เจ้าของฉายา "ยานบรรทุกหนักทางอากาศไร้คนขับ" ซึ่งสามารถแบกน้ำหนักได้ถึง 3.5 ตัน สามารถบินได้ไกล 3,000 เมตร สามารถเทคออฟได้บนรันเวย์ยาว 500 เมตร

นี่ถือเป็นกความก้าวหน้าใหม่ด้านเทคโนโลยีโดรน

มันมาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีเครื่องยนต์เทอร์โบพร็อปเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่เพิ่งเปิดตัวไป ซึ่งใช้กับโดรนได้เช่นกันอย่าวที่บริษัทผู้ผลิตบอกว่า "เทคโนโลยีเครื่องยนต์อากาศยานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนคาดว่าจะถูกนำไปใช้ในภาคเศรษฐกิจระดับความสูงต่ำก่อน เช่น การขนส่งสินค้าทางอากาศไร้คนขับ"

โดรนบรรทุกยักษ์กับเครื่องยนต์อากาศยานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงเสียทีเดียว แต่ทั้งหมดเป็นการพัฒนาอย่างครบวงจรของจีน บางคนมองว่าโดรนฉางอิง-8 สามารถนำไปใช้งานในยุทธการต่างๆ ได้ เช่น การบรรทุกระเบิดขนาดใหญ่เพื่อใช้โจมตีเรือบรรทุกเครื่องบิน

แต่เราอย่าเพิ่งไปมองถึงเป้าหมายนั้น เป้าหมายเฉพาะหน้าก็คือ การมองจีนเป็นโมเดลในการปฏิบัติพลังงานและการขนส่งแบบครบวงจรจะดีกว่า

อย่างที่ผมบอกไว้ว่า สำหรับประเทศที่ไม่สามารถแม้แต่จะคิดเป็นมหาอำนาจได้อย่างไทย สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การหมกมุ่นอยู่กับความหลงไหลในอุปกรณ์การทำสงคราม (ที่เป็นของประเทศอื่นด้วยซ้ำ) แต่ควรจะขวนขวายการปฏิวัติพลังงานและสร้างห่วงโซ่นวัตกรรมที่ครอบคลุมมารองรับการปฏิวัติพลังงานแบบจีน

หากไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ต่อไปเมื่อสถานการณ์สงครามรุนแรงขึ้นแล้วไทยยังคงพึ่งพาโลกภายนอกอยู่แบบนี้ สภาพเศรษฐกิจของเราคงจะดูไม่จืดอย่างแน่นอน

จีนเองก็ไม่ได้มุ่งที่จะใช้โดรนยักษ์ดังกล่าวเพื่อการสงคราม อย่างที่แถลงข่าวของคณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารสินทรัพย์ของรัฐแห่งสภาแห่งรัฐ (国务院国有资产监督管理委员会) กล่าวถึงโดรนตัวนี้ว่า "โดรนขนส่ง ฉางอิง-8 ประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การปรับตัวที่ยืดหยุ่น และการปฏิบัติงานในทุกสภาพแวดล้อม สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การขนส่งสินค้าทางไกล การช่วยเหลือฉุกเฉิน การจัดส่งวัสดุบริเวณชายแดน และการปฏิบัติงานในพื้นที่ซับซ้อน โดยให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจระดับต่ำและการสร้างระบบสนับสนุนฉุกเฉิน"

ดังนั้น ก่อนที่จะคิดไปไกลว่านวัตกรรรมทั้งหลายของจีนมุ่งรับใช้สงคราม (เหมือนระบบอุตสาหกรรมสงครามอเมริกัน หรือ Military–industrial complex) ควรจะตระหนักก่อนว่าจีนมุ่งแก้ไขเรื่องการพึ่งพาคนอื่น เช่น การไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง และแก้ไขเรื่องการจัดหาสิ่งจำเป็นให้ประชาชนโดยไม่ขาดสาย นั่นคือ พลังงานที่ผลิตได้เองในประเทศ

ผมทราบว่าคนไทยบางคนสิ้นหวังถึงขนาดมองว่าการปฏิวัติพลังงานแบบจีนคงเป็นไปไม่ได้ แต่ขอให้ทราบว่าหากไม่ลงมือทำวันนี้ ไทยก็ต้องถูกบีบให้ทำในอนาคต เพราะสภาพการเมืองโลกไม่อนุญาตให้เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัฒน์ดำรงอยู่อย่างปลอดภัยต่อไปอีกแล้ว (คือการพึ่งพาเป็นโยงใยและอาศัยกันและกันอย่างขาดไม่ได้ของประเทศต่างๆ ต่อไปนี้จะไม่ราบรื่นอีกต่อไป ตัวใครตัวมันจะมาก่อน)

หากเราไม่ปรับตัวเอง สถานการณ์โลกก็จะบังคับให้เราปรับตัวในที่สุด แค่จะช้าหรือเร็วก็เท่านั้น

ป.ล.
วันเดียวกันนี้ สื่อในจีน คือ 长安街知事 เล่นข่าวเรื่องนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล "นายกรัฐมนตรีไทยเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนแล้ว" แม้จะเป็นข่าวมาระยะหนึ่งแล้ว แต่สื่อในจีนบางแห่งเพิ่งจะนำเสนอ สิ่งที่น่าสนใจก็คือความเห็นจากผู้อ่านจีน

คนหนึ่งชี้ว่า "นี่เป็นวิกฤตน้ำมันครั้งที่สามหรือสี่แล้ว และแม้แต่ญี่ปุ่นก็พยายามอย่างสุดกำลังที่จะบรรเทาวิกฤตนี้ด้วยพลังงานไฮโดรเจน ในขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงถกเถียงกันอย่างโง่เขลาอยู่"

ความเห็นนี้ต้องรับฟังอย่างยิ่ง จีนเองปรับตัวมานานนับสิบปีแล้ว ญี่ปุ่นที่ยังยึดมั่นกับรถยนต์พลังงานฟอสซิลในฉากหนเาก็ยังพยายามพัฒนาพลังงานใหม่ แล้วไทยเล่า จะใช้ชีวิตไปวันๆ ดดยไม่ปรับตัวระยัยาวเลยหรือ?

อีกความเห็นบอกว่า "หากประเทศไทยอนุญาตให้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเช่น Yadea (雅迪) ลวื่อหยวน (绿源) และไถหลิง (台铃) เข้ามาจำหน่าย ประชาชนทั่วไปก็จะสามารถเอาชนะวิกฤตพลังงานได้ แม้ว่าปัจจุบันพวกเขาจะพึ่งพารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซินเป็นหลัก แต่ถึงแม้การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ต้นทุนและราคาสูงขึ้น การผ่อนชำระก็น่าจะถูกกว่าการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเต็มราคา"

อีกรายหนึ่งบอกว่า "ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้กันอย่างแพร่หลาย และผู้ผลิตจากจีนสามารถจัดหาเทคโนโลยีบางส่วนได้"

ผมเองก็อยากเห็นการแลกเปลี่ยนอะไรแบบนี้เหมือนกัน

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - "我国首款7吨级运投无人机长鹰-8首飞成功", 国务院国有资产监督管理委员会.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...