ในวันที่โลกวุ่นวายเพราะไร้น้ำมัน จีนเผยนวัตกรรมพลังงานใหม่และโดรนใหญ่ที่โลกไม่เคยเห็น
เราพูดถึงการปฏิวัติพลังงานในจีนไปแล้วและยังพูดถึงความนิ่งของจีนในช่วงโกลาหลด้านพลังงานจนทำให้นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่านี่แสดงถึงคุณสมบัติอย่างแท้จริงของประเทศมหาอำนาจ
ครับ การเป็นประเทศมหาอำนาจได้อย่างแรกก็คือ ต้องไม่พึ่งคนอื่น ยืนด้วยลำแข้งตัวเอง
มันยังมีเงื่อนไขปลีกย่อยของการเป็นใหญ่อีกมากมาย แต่เอาแค่นี้ก่อน เพราะเป็นเสาหลักสำคัญของการเป็นประเทศใหญ่
ประเทศไทยไม่ต้องคิดเทียบชั้นจีนหรอกครับ เอาแค่ไม่ต้องบากหน้าไปขอน้ำมันใคร หรือไม่ต้องพินอบพิเทาขอเอาเรือน้ำมันออกจากช่องแคบก็พอ
แค่นี้ก็ถือเป็นประเทศที่มีศักดิ์ศรีควรค่าแก่การยืนบนเวทีโลกแล้ว
แต่ผมเห็นว่าศักดิ์ศรียังเป็นรองว่าสวัสดิภาพชีวิตของประชาชน หากประชาชนไม่ต้องตาเหลือกกับราคาน้ำมัน หรือลุ้นกับของแพงเพราะค่าแก๊สพุ่ง เท่านี้ก็ถือว่าดีถมแล้ว เพราะเมื่อประชาชนอยู่อย่างมั่นอกมั่นใจว่าเราจะไม่เป็นยาจกหรืออดตาย ความมีศักดิ์ศรีในชีวิตก็จะเพิ่มพูนขึ้นมาเอง
ประเทศจีนเขาเอาเรื่องพึ่งพาตัวเองกับเรื่องการให้ประชาชนไม่ต้องเป็นยาจกเป็นภารกิจอันดับต้นๆ เมื่อมีเป้าหมายเอาไว้พุ่งชนแบบนี้ การเอาชนะเป้าหมายจึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ
หนึ่งในการเอาชนะเป้าหมายนั้นก็คือ การพึ่งพาตัวเองด้านพลังงาน หาแหล่งพลังงานที่ผลิตในประเทศได้
ในขณะที่คนไทยยังมืดแปดด้านว่าจะไปพึ่งพาพลังงานจากที่ไหนดี สัปดาห์นี้ประเทศจีนประกาศความสำเร็จด้านพลังงานครั้งใหม่
นั่นคือ ความสำเร็จในการบินทดสอบครั้งแรกของโลกของเครื่องยนต์เทอร์โบพร็อปเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนระดับเมกะวัตต์ (兆瓦级氢燃料航空涡桨发动机)
สำนักข่าว 央视新闻 หรือ CCTV-13 รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน เครื่องยนต์เทอร์โบพร็อปเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน AEP100 เมกะวัตต์ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยอิสระโดยสถาบันวิจัยเครื่องจักรกลพลังงานหูหนานของสถาบันวิจัยเครื่องจักรกลพลังงานหูหนานของกลุ่มบริษัทเครื่องยนต์อากาศยานของจีน (中国航发集团) ประสบความสำเร็จในการบินทดสอบครั้งแรกที่สนามบินจูโจวหลูซง โดยติดตั้งกับเครื่องบินขนส่งไร้คนขับขนาด 7.5 ตัน
รายงานระบุว่านี่คือการทดสอบบินครั้งแรกของโลกสำหรับเครื่องยนต์เทอร์โบพร็อปเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนระดับเมกะวัตต์ เครื่องยนต์ทำงานได้ตามปกติและอยู่ในสภาพดีตลอดการบิน ซึ่งกินเวลา 16 นาที ครอบคลุมระยะทาง 36 กิโลเมตร ทำความเร็วได้ 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และระดับความสูง 300 เมตร หลังจากเสร็จสิ้นการบินตามแผน เครื่องยนต์ก็กลับสู่สภาวะปกติอย่างราบรื่น ซึ่งถือเป็นการบินทดสอบครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จ
ผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มบริษัทเครื่องยนต์อากาศยานของจีน กล่าวว่า การบินทดสอบครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเครื่องยนต์อากาศยานพลังงานไฮโดรเจนขนาดเมกะวัตต์อย่างอิสระ ตั้งแต่ด้านเทคโนโลยีไปจนถึงด้านวิศวกรรม แสดงให้เห็นว่าประเทศจีนได้สร้างห่วงโซ่เทคโนโลยีที่สมบูรณ์ในด้านเครื่องยนต์อากาศยานพลังงานไฮโดรเจน ตั้งแต่ส่วนประกอบหลักไปจนถึงการบูรณาการเครื่องยนต์โดยรวม การบินทดสอบที่ประสบความสำเร็จยังเป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรมของการจับคู่ระหว่างระบบพลังงานไฮโดรเจนกับแพลตฟอร์มการบิน ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการประยุกต์ใช้พลังงานไฮโดรเจนในอุตสาหกรรมการบินในอนาคต นี่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนาพลังงานสีเขียวสำหรับการบินของประเทศจีน โดยก้าวจากขั้นตอนการสำรวจทางเทคโนโลยีไปสู่การปฏิบัติทางวิศวกรรม
ผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มบริษัทเครื่องยนต์อากาศยานของจีนระบุว่า เมื่อต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวลดลงเรื่อยๆ ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของการบินที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจนจะค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น เทคโนโลยีเครื่องยนต์อากาศยานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนคาดว่าจะถูกนำไปใช้ในภาคเศรษฐกิจระดับความสูงต่ำก่อน เช่น การขนส่งสินค้าทางอากาศไร้คนขับและการขนส่งทางบกไปยังเกาะต่างๆ และจะค่อยๆ ขยายไปยังเครื่องบินโดยสารประจำภูมิภาคและเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ เทคโนโลยีนี้จะผลักดันการยกระดับอย่างเป็นระบบของการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวต้นน้ำ โครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บและการเติมเชื้อเพลิงกลางน้ำ และอุตสาหกรรมอุปกรณ์ระดับสูงและวัสดุใหม่ปลายน้ำ ส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คาร์บอนต่ำ และมีคุณภาพสูงของอุตสาหกรรมการบินของประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง
จบการรายงานข่าวจาก CCTV
จากรายงานข่าวนี้บอกอะไรกับเราบ้าง?
หนึ่ง นี่คือการผลิตเครื่องยนต์อากาศยานพลังงานไฮโดรเจนขนาดเมกะวัตต์อย่างอิสระ หมายความว่า นี่คือเทคโนโลยีที่จีนสรัางขึ้นมาเองโดยไม่ได้พึ่งพาใคร ถือเป็นความสำเร็จด้านพลังงานด้วยและเป็นการการยกระดับด้านเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมในบ้านของตัวเอง เท่ากับเป็นชัยชนะสองต่อ
สอง เมื่อจีนพึ่งพาตัวเองได้แล้วด้านพลังงานและเทคโนโลยี ก็เท่ากับประสบความสำเร็จในการสร้างวงจรที่สมบูรณ์แบบ อย่างที่รายงานข่าวชี้ว่า "ประเทศจีนได้สร้างห่วงโซ่เทคโนโลยีที่สมบูรณ์" โดยเฉพาะการสร้างระบบและวิธีการใช้พลังงานหมุนเวียน
สาม ขั้นตอนต่อมาก็คือการทำให้ต้นทุนการใช้พลังงานสีเขียวลดต่ำลงเรื่อยๆ และหลังจากนั้นจีนจะไม่ต้องกังวลเรื่องพลังงานขาดแคลนอีกต่อไป และยังไม่ต้องกังวลว่าประเทศอื่นจะกล่าวหาว่าจีนปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมลภาวะอื่นๆ มากที่สุดในโลก เพราะจีนจะมุ่งพลังสีเขียวเป็นหลัก
สี่ เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ การที่จีนผลิตเครื่องเทอร์โบพลังไฮโดรเจนขนาดใหญ่ได้ เท่ากับว่าในอนาคตมันจะนำไปใช้กับอากาศยานขนาดใหญ่ได้ เท่ากับตัดปัญหาเรื่องการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ใช้กับเครื่องบินในตอนนี้ และทำให้อุตสาหกรรมการบินติดขัดเพราะวิกฤตการณ์น้ำมัน
นี่คือการแก้ปัญหาแบบเป็นห่วงโซ๋ของจีนในด้านพลังงาน ซึ่งผมกล่าวถึงการปฏิวัติพลังงานของจีนในเชิงหลักกการไปแล้วในบทความเรื่อง "ถ้าปฏิวัติพลังงานแบบจีนเสียแต่เนิ่นๆ ประชาชนก็คงไม่ต้องรอความเมตตาจากการนำเข้าน้ำมัน" แต่นี่คือภาคปฏิบัติของการปฏิวัติเชิงหลักการนั้น
นี่เป็นตัวอย่างของการปฏิวัติพลังงานแบบครบวงจร
เมื่อพูดถึงโดรน สัปดาห์นี้ยังมีความก้าวหน้าจากจีนอีกเรื่อง คือ ความสำเร็จในการบินครั้งแรกของอากาศไร้คนขับเพื่อการขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ โดรนรุ่นฉางอิง-8 (长鹰-8) เจ้าของฉายา "ยานบรรทุกหนักทางอากาศไร้คนขับ" ซึ่งสามารถแบกน้ำหนักได้ถึง 3.5 ตัน สามารถบินได้ไกล 3,000 เมตร สามารถเทคออฟได้บนรันเวย์ยาว 500 เมตร
นี่ถือเป็นกความก้าวหน้าใหม่ด้านเทคโนโลยีโดรน
มันมาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีเครื่องยนต์เทอร์โบพร็อปเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่เพิ่งเปิดตัวไป ซึ่งใช้กับโดรนได้เช่นกันอย่าวที่บริษัทผู้ผลิตบอกว่า "เทคโนโลยีเครื่องยนต์อากาศยานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนคาดว่าจะถูกนำไปใช้ในภาคเศรษฐกิจระดับความสูงต่ำก่อน เช่น การขนส่งสินค้าทางอากาศไร้คนขับ"
โดรนบรรทุกยักษ์กับเครื่องยนต์อากาศยานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงเสียทีเดียว แต่ทั้งหมดเป็นการพัฒนาอย่างครบวงจรของจีน บางคนมองว่าโดรนฉางอิง-8 สามารถนำไปใช้งานในยุทธการต่างๆ ได้ เช่น การบรรทุกระเบิดขนาดใหญ่เพื่อใช้โจมตีเรือบรรทุกเครื่องบิน
แต่เราอย่าเพิ่งไปมองถึงเป้าหมายนั้น เป้าหมายเฉพาะหน้าก็คือ การมองจีนเป็นโมเดลในการปฏิบัติพลังงานและการขนส่งแบบครบวงจรจะดีกว่า
อย่างที่ผมบอกไว้ว่า สำหรับประเทศที่ไม่สามารถแม้แต่จะคิดเป็นมหาอำนาจได้อย่างไทย สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การหมกมุ่นอยู่กับความหลงไหลในอุปกรณ์การทำสงคราม (ที่เป็นของประเทศอื่นด้วยซ้ำ) แต่ควรจะขวนขวายการปฏิวัติพลังงานและสร้างห่วงโซ่นวัตกรรมที่ครอบคลุมมารองรับการปฏิวัติพลังงานแบบจีน
หากไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ต่อไปเมื่อสถานการณ์สงครามรุนแรงขึ้นแล้วไทยยังคงพึ่งพาโลกภายนอกอยู่แบบนี้ สภาพเศรษฐกิจของเราคงจะดูไม่จืดอย่างแน่นอน
จีนเองก็ไม่ได้มุ่งที่จะใช้โดรนยักษ์ดังกล่าวเพื่อการสงคราม อย่างที่แถลงข่าวของคณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารสินทรัพย์ของรัฐแห่งสภาแห่งรัฐ (国务院国有资产监督管理委员会) กล่าวถึงโดรนตัวนี้ว่า "โดรนขนส่ง ฉางอิง-8 ประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การปรับตัวที่ยืดหยุ่น และการปฏิบัติงานในทุกสภาพแวดล้อม สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การขนส่งสินค้าทางไกล การช่วยเหลือฉุกเฉิน การจัดส่งวัสดุบริเวณชายแดน และการปฏิบัติงานในพื้นที่ซับซ้อน โดยให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจระดับต่ำและการสร้างระบบสนับสนุนฉุกเฉิน"
ดังนั้น ก่อนที่จะคิดไปไกลว่านวัตกรรรมทั้งหลายของจีนมุ่งรับใช้สงคราม (เหมือนระบบอุตสาหกรรมสงครามอเมริกัน หรือ Military–industrial complex) ควรจะตระหนักก่อนว่าจีนมุ่งแก้ไขเรื่องการพึ่งพาคนอื่น เช่น การไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง และแก้ไขเรื่องการจัดหาสิ่งจำเป็นให้ประชาชนโดยไม่ขาดสาย นั่นคือ พลังงานที่ผลิตได้เองในประเทศ
ผมทราบว่าคนไทยบางคนสิ้นหวังถึงขนาดมองว่าการปฏิวัติพลังงานแบบจีนคงเป็นไปไม่ได้ แต่ขอให้ทราบว่าหากไม่ลงมือทำวันนี้ ไทยก็ต้องถูกบีบให้ทำในอนาคต เพราะสภาพการเมืองโลกไม่อนุญาตให้เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัฒน์ดำรงอยู่อย่างปลอดภัยต่อไปอีกแล้ว (คือการพึ่งพาเป็นโยงใยและอาศัยกันและกันอย่างขาดไม่ได้ของประเทศต่างๆ ต่อไปนี้จะไม่ราบรื่นอีกต่อไป ตัวใครตัวมันจะมาก่อน)
หากเราไม่ปรับตัวเอง สถานการณ์โลกก็จะบังคับให้เราปรับตัวในที่สุด แค่จะช้าหรือเร็วก็เท่านั้น
ป.ล.
วันเดียวกันนี้ สื่อในจีน คือ 长安街知事 เล่นข่าวเรื่องนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล "นายกรัฐมนตรีไทยเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนแล้ว" แม้จะเป็นข่าวมาระยะหนึ่งแล้ว แต่สื่อในจีนบางแห่งเพิ่งจะนำเสนอ สิ่งที่น่าสนใจก็คือความเห็นจากผู้อ่านจีน
คนหนึ่งชี้ว่า "นี่เป็นวิกฤตน้ำมันครั้งที่สามหรือสี่แล้ว และแม้แต่ญี่ปุ่นก็พยายามอย่างสุดกำลังที่จะบรรเทาวิกฤตนี้ด้วยพลังงานไฮโดรเจน ในขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงถกเถียงกันอย่างโง่เขลาอยู่"
ความเห็นนี้ต้องรับฟังอย่างยิ่ง จีนเองปรับตัวมานานนับสิบปีแล้ว ญี่ปุ่นที่ยังยึดมั่นกับรถยนต์พลังงานฟอสซิลในฉากหนเาก็ยังพยายามพัฒนาพลังงานใหม่ แล้วไทยเล่า จะใช้ชีวิตไปวันๆ ดดยไม่ปรับตัวระยัยาวเลยหรือ?
อีกความเห็นบอกว่า "หากประเทศไทยอนุญาตให้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเช่น Yadea (雅迪) ลวื่อหยวน (绿源) และไถหลิง (台铃) เข้ามาจำหน่าย ประชาชนทั่วไปก็จะสามารถเอาชนะวิกฤตพลังงานได้ แม้ว่าปัจจุบันพวกเขาจะพึ่งพารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซินเป็นหลัก แต่ถึงแม้การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ต้นทุนและราคาสูงขึ้น การผ่อนชำระก็น่าจะถูกกว่าการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเต็มราคา"
อีกรายหนึ่งบอกว่า "ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้กันอย่างแพร่หลาย และผู้ผลิตจากจีนสามารถจัดหาเทคโนโลยีบางส่วนได้"
ผมเองก็อยากเห็นการแลกเปลี่ยนอะไรแบบนี้เหมือนกัน
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - "我国首款7吨级运投无人机长鹰-8首飞成功", 国务院国有资产监督管理委员会.