โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อนักเขียนก่อกบฏล้มรัฐบาล ปริศนาความตายของยูกิโอะ มิชิมา

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

1

“หยุดนะ อย่าตัดหัวเขา อย่าให้เขาตายแบบนี้”

นี่คือเสียงอ้อนวอนจาก พลโท คาเนโตชิ มาชิตะ (Kanetoshi Mashida) เขาเคยเห็นพิธีกรรมนี้มาก่อน คนทั่วไปมักเรียกมันลวกๆ ว่า ‘ฮาราคีรี’ แต่หากพูดด้วยภาษาทางการ นี่คือ ‘เซปปุกุ’

นายพลมาชิตะไม่มีวันลืมพิธีกรรมสุดสะพรึงนี้ เขามีโอกาสเห็นเพื่อนทหารหลายคนใช้ดาบซามูไรแทงเข้าไปที่ท้อง แล้วกรีดไปข้างๆ หลังจากนั้น จะมีผู้ได้รับเกียรติยืนอยู่ข้างหลัง ถือดาบ เฝ้ามองอยู่ไม่ไกล เมื่อได้จังหวะ ก็จะฟันคอผู้ประกอบพิธีให้ขาด ถวายความตายอันล้ำค่านี้ให้ เป็นอันจบพิธี

กระนั้นวาระศักดิ์สิทธิ์ที่เพื่อนมาชิตะเลือกใช้นั้น เกิดขึ้นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาทำพิธีเซปปุกุ เพราะไม่อาจทนรับความพ่ายแพ้ ที่ถูกถือว่าเสื่อมเกียรติ จนมีชีวิตต่อไปไม่ได้

นายทหารเห็นภาพความเลวร้ายจากสงคราม ที่ญี่ปุ่นสร้างมันขึ้นมาด้วยความโหดเหี้ยมรุนแรง มีคนตายนับล้าน และทำให้ประเทศตัวเองพังพินาศแหลกสลายในปี 1945

ผ่านมากว่า 25 ปี พลโทมาชิตะต้องมาเห็นความอัปยศเครื่องย้ำเตือนถึงความบ้าคลั่งในการฆ่าฟันที่ทำลายหลายชีวิตอีกครั้ง

สิ่งนี้จะกระทบจิตใจเขาไปจนวันตาย ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เจ้าตัวพยายามอย่างถึงที่สุดอ้อนวอนชายหนุ่มวัยรุ่น ที่ยืนอยู่ข้างหลังบุรุษผู้มากชื่อเสียงในวงการนักเขียนของโลก ยอดนักประพันธ์ตัดสินใจประกอบพิธีเซปปุกุ โดยมอบหน้าที่บั่นศีรษะแก่ผู้ที่ยังไร้เดียงสาต่อโลกใบนี้ และเพราะไม่เคยทำมันมาก่อน เขาจึงสั่นสะท้าน และไม่สามารถตัดคอผู้ที่เขาเรียกว่าอาจารย์ได้ทันที

2 ครั้งที่คมดาบชำแรกเนื้อของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ประสบความสำเร็จ ศิษย์ผู้อ่อนหัด มีแต่ทำให้อาจารย์สาหัสมากยิ่งขึ้น

“ฟันอาจารย์อีกครั้งสิ” เพื่อนของเด็กหนุ่มเร้า

กระนั้นพลโทคัดค้าน เขาไม่อยากเห็นเหตุการณ์เลวร้ายนี้อีกแล้ว ญี่ปุ่นมาไกลเกินกว่าจะกลับไปเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ทว่าดาบซามูไรตวัดอย่างฉับไว หลังพลาดมา 2 ครา ครั้งที่ 3 เป็นไปอย่างมั่นใจขึ้น

เด็กหนุ่มทำมันสำเร็จ

หัวของนักเขียนดังขาดจากร่าง วิญญาณเขาหลุดลอยไปพร้อมกับชีวิต

พลโทมาชิตะมีสติ แล้วพยายามขอร้องให้เด็กหนุ่มอย่าทำเซปปุกุตามไป แต่ล้มเหลว ชายที่ถือดาบ ตัดสินใจคว้านท้อง และให้เพื่อนตัดหัว เพื่อตามอาจารย์ของตัวเองไปยังปรโลก

นี่คือโศกนาฏกรรมที่แสนช็อก ญี่ปุ่นที่ฟื้นตัวเองจากซากปรักหักพังและความเลวร้ายของสงคราม บัดนี้ในกองบัญชาการป้องกันตัวเอง กรุงโตเกียว กลับมีความพยายามยึดอำนาจ ก่อรัฐประหาร ดึงเข็มนาฬิกาหวนคืนไปสู่ยุคทมิฬอีกครั้ง

แถมสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ชายที่เป็นหัวโจกทำเรื่องนี้ เป็นถึงนักเขียนหนุ่มที่มีผลงานชื่อเสียงระบือโลก ชื่อของเขาจะถูกนำไปตั้งชื่อเหตุขบถครั้งนี้ว่า

‘การก่อกบฏมิชิมา’

2

ยูกิโอะ มิชิมา (Yukio Mishima) เกิดในปี 1925 ช่วงเวลานั้น ญี่ปุ่นกลายเป็นจักรวรรดิที่กำลังรวบรวมสรรพกำลัง เตรียมทำสงครามรุกรานโลกใบนี้

แม้เขาจะชอบศิลปะ และฉายแววความสามารถในงานเขียนตั้งแต่เด็ก กระนั้นเจ้าตัวกลับมีความต้องการเข้าร่วมกองทัพ เป็นทหารของสมเด็จพระจักรพรรดิ และมองว่าความตายในสนามรบเป็นเรื่องทรงเกียรติ ตรงกับโฆษณาชวนเชื่อในยุคนั้น ที่ปลุกเร้าคนหนุ่มให้ตายเพื่อชาติ รบเพื่อชนะ หากแพ้พ่าย ก็ต้องปลิดชีพ ดีกว่าทนอยู่อย่างอับอาย

ทว่าร่างกายของมิชิมาไม่ผ่านคุณสมบัติเป็นทหาร นี่คือความเสียใจที่จะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต ที่ไม่สามารถไปรบให้ญี่ปุ่นได้

หลังประเทศพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มิชิมาเขียนวรรณกรรมออกมา จนได้รับความนิยมสูงมาก มีชื่อเสียงเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศ และงานหลายชิ้น ยังคงได้รับการแปลและมีคนอ่านจนถึงปัจจุบัน

ทว่าสิ่งที่อยู่ในใจชายหนุ่มตลอดมา คือความรักชาติแบบสุดโต่ง เขาไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นที่เขียนขึ้นหลังสงครามโดยสหรัฐอเมริกา ผู้พิชิตที่เน้นสันติภาพ กองทัพกลายเป็นกองกำลังป้องกันตัวเอง ไม่มีหน้าที่รุกราน ทำได้แค่ป้องกันเท่านั้น มิเท่านั้นเขายังต้องการถวายคืนพระราชอำนาจสู่สมเด็จพระจักพรรดิ อันเป็นบทบาทของรัฐบาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการอีกแล้ว

แต่มิชิมาไม่เชื่อแบบนั้น เขาดูแลรูปร่าง มีมัดกล้ามเนื้อ งดงาม แม้จะอยู่ในวัยหลักสี่ แต่ยังคงสง่า และพยายามยึดมั่นวิถีชีวิตตามแบบซามูไรอย่างชัดเจน แนวคิดของเขาไปสอดคล้องกับกลุ่มฝ่ายขวาจัด ที่ยังต้องการความรุ่งโรจน์ในอดีต

4 ปีก่อนจะก่อกบฏ มิชิมาตั้งกลุ่มทหารชื่อว่า ‘กลุ่มโล่ปกป้องสังคม’ โดยมีนักศึกษาวัย 21 ปี ที่กำลังเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แต่ชิงชังในลัทธิคอมมิวนิสม์เข้าร่วมด้วย นามว่า โมริตะ มาซาคัทซุ (Morita Masakatsu)

กลุ่มขวาจัดนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะบารมีและเสน่ห์ของมิชิมา ทำให้มีคนหนุ่มเข้าร่วมเกือบร้อย พวกเขาได้รับการฝึกทหารกับกองกำลังป้องกันตัวเองถึง 2 ครั้งต่อปีด้วย

เมื่อองค์กรเริ่มสุกงอม ความฝันเฟื่องของนักเขียนหนุ่ม ก็บรรเจิดขึ้น เขาเลือกปี 1970 อันเป็นปีที่สนธิสัญญาที่ทำระหว่างญี่ปุ่นกับชาติสัมพันธมิตรจะถูกพิจารณาอีกครั้งว่า ควรต่ออายุอีกหรือไม่ แน่นอนมิชิมา ต้องการอย่างหลัง เขาอยากพาประเทศกลับสู่สิ่งที่เขาคิดว่าความรุ่งโรจน์ในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

นั่นทำให้เขารวบรวมสมัครพรรคพวกได้ 5 คน ต้องการบุกไปยังที่ทำการกองกำลังป้องกันตัวเอง ซึ่งอาคารแห่งนี้ เมื่อ 24 ปีก่อน คือสถานที่พิจารณาคดีอาชญากรสงครามระหว่างประเทศ มีผู้นำทหารของญี่ปุ่นหลายคนถูกตัดสินให้มีความผิด และต้องโทษประหารชีวิต

นี่คือการล้างอาย และปลุกใจนักรบทั้งชาติ ได้เวลาลุกขึ้นฉีกรัฐธรรมนูญสันติภาพนี้ทิ้งได้แล้ว

ปฏิบัติการนี้ไม่มีถอยหลัง ไม่มียอมแพ้ แม้จะต้องตาย ก็จะปลุกสังคมญี่ปุ่น ให้เห็นทางเลือกลือลั่นนี้อย่างแน่นอน

โมริตะลุ่มหลงและเชื่อศรัทธาในมิชิมาอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อได้ยินแผนการณ์นี้ขึ้น แทนที่จะตาสว่าง รู้สึกผิด เขากลับสนับสนุนโดยไม่ปฏิเสธ

“ชีวิตผมพร้อมจะอยู่เคียงข้างอาจารย์เสมอครับ”

3

วันที่ 25 พฤศจิกายน 1970 มิชิมา โมริตะ และเพื่อนร่วมอุดมการณ์ขวาจัดอีก 3 เดินทางไปยังกองกำลังป้องกันตัวเอง มีนัดพบกับพลโทมาชิตะ เพื่อรับคำชมในการฝึกภาคสนามของกลุ่มโล่ปกป้องสังคม

ทั้งห้าแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารและพกดาบซามูไร แม้ตามกฎจะไม่สามารถนำมันติดตัวเข้าไปยังกองบัญชาการได้ แต่สารวัตรทหารกลับปล่อยผ่าน เพราะมิชิมาโน้มน้าวว่า นี่เป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบการแต่งกายเท่านั้น ไม่ใช่อาวุธสังหาร

เมื่อถึงห้องนายพล นักเขียนดังยื่นดาบซามูไรที่ทำขึ้นโดยช่างตีดาบยุคเอโดะ พลโทมาชิตะพินิจมันอย่างชื่นชม

“ต้องใช้น้ำมันชโลม แล้วเช็ดมันออกด้วยผ้า”

นี่คือรหัสส่งสัญญาณให้ลงมือจี้นายพล แต่ปรากฏว่าลูกน้องของมิชิมาไม่ได้ยิน มีเพียงเป้าหมายเท่านั้นที่ฟังแล้ว พยายามจะหาผ้ามาให้จริงๆ เขาลุกออกไปหา แต่ไม่พบ จึงคืนดาบไป

จังหวะนั้นเอง สมาชิกกลุ่มโล่ปกป้องสังคมเห็นสัญญาณอาจารย์ที่บูชา จึงรีบชักดาบแล้วจี้นายพลทันที ก่อนจะมัดเขาไว้กับเก้าอี้

พลโทนายนี้ยังไม่ทันตั้งสติ เขาคิดว่าเป็นมุกตลกของมิชิมา จึงหัวเราะออกมา

“อย่าเล่นอะไรขำๆ แบบนี้เลย”

แต่เมื่อดาบของนักเขียนถูกชักแล้วจ่อไปที่ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตัวเอง ทุกฝ่ายจึงรู้ว่านี่คือเรื่องใหญ่แล้ว เสียงอึกทึกโต้เถียงดังก้อง ลูกน้องนายพลได้ยิน จึงรู้ว่ามีเหตุร้าย จึงพยายามเปิดประตูเข้ามา แต่ไม่สำเร็จ กินเวลาไม่นาน สารวัตรทหารจึงถูกระดม เพื่อพังประตูเข้าไป เผชิญหน้ากับกลุ่มของนักเขียน

มีการจี้นายพลเกิดขึ้น โดยยูกิโอะ มิชิมา

“ทุกคนถอยไปก่อน” พลโทมาชิตะสั่งการ การก่อกบฏด้วยสมาชิกกลุ่มโล่ปกป้องสังคม 5 คนเริ่มขึ้นแล้ว มิชิมาควักข้อเรียกร้องออกมา อันประกอบด้วย คำสั่งให้เรียกทหารนับพันมาที่ระเบียงหน้าห้องนายพล เพื่อฟังคำแถลงการณ์ของมิชิมา โดยระหว่างนั้นห้ามบุกเข้ามาเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นผู้ก่อการทั้งหมดจะปลิดชีพตัวเอง

ทั้งนี้พวกเขาขอเวลาแค่ 2 ชั่วโมง พอถึงตอนบ่ายสามก็จะปล่อยท่านนายพลกลับไป

แม้จะไม่พอใจ แต่สารวัตรทหารและเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตัวเอง ก็มาออกันตามคำร้องขอของมิชิมา ชายหนุ่มเดินออกมา ด้วยมาดองอาจ และประกาศปลุกระดมแบบขวาจัด ทั้งเรียกร้องให้ทหารฉีกรัฐธรรมนูญ ทั้งประกาศรื้อฟื้นระบอบเผด็จการกองทัพ

ทุกคนที่ฟังเรื่องราวนี้ต่างส่ายหน้า มีบางส่วนเดินหนีไป ญี่ปุ่นมาไกลเกินกว่าจะย้อนไปแบบอดีตแล้ว

“ใครพร้อมจะยืนเคียงข้างผมบ้าง”

ความเงียบเปล่งดังกลับมา มีเพียงกลุ่มของเขาทั้งสี่เท่านั้นที่ยืนข้างมิชิมา

วินาทีนั้น ชายหนุ่มรู้ตัวแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ความพยายามฟื้นวันวาน จบลงด้วยความพินาศ ปัจจุบันไม่มีใครเห็นด้วยกับเขา และในอนาคตไม่กี่นาทีข้างหน้า

…มิชิมาได้ตัดสินใจฆ่าตัวตายทันที…

4

แท้จริงแล้ว นักเขียนรายนี้ เคยเขียนเรื่องสั้นเล่าชีวิตทหารที่ก่อรัฐประหารแล้วพ่ายแพ้ ต้องกลับมาบ้าน เพื่อเอาดาบคว้านท้องตายอย่างเสื่อมเกียรติ เพราะไม่มีใครตัดหัวให้

ไม่น่าเชื่อว่า เขากำลังเดินตามรอยเรื่องราวที่เคยประพันธ์ขึ้นมา

มิชิมาทำทุกอย่างในห้องของนายพล ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่าย โดยให้เด็กหนุ่มวัย 21 ปี อย่าง โมริตะ ถือดาบรอตัดคอ เมื่อเขาคว้านท้องตัวเองสำเร็จ

ตัวประกันตื่นตะลึงกับความบ้าบิ่นของชายหนุ่ม

“ผมพูดอยู่ 20 นาที แต่ไม่มีใครได้ยินมัน”

ก่อนหันมาสบตากับพลโทมาชิตะ “ผมไม่มีความเกลียดต่อตัวท่านนะ ทุกอย่างที่ทำลงไป เพื่อให้กองกำลังป้องกันตัวเองถวายอำนาจกลับไปสู่พระจักรพรรดิ ไม่มีทางเลือกอื่นอีก”

มิชิมาปลดกระดุมเครื่องแบบออก แล้วเอาดาบคว้านท้องทันที

โมริตะใช้ความพยายามไม่น้อยกว่าจะตัดคออาจารย์ได้ โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของนายทหาร หลังลงมือส่งอาจารย์สู่ความตายแล้ว เจ้าตัวก็คว้านท้องตาม คราวนี้เพื่อนลงดาบอย่างฉับไวครั้งเดียว ส่งเขาไปอยู่กับมิชิมาทันที

หลังจากนั้น สมาชิกที่เหลือทั้งสามตัดสินใจไม่ปลิดชีพตาม ทางพลโทมาชิตะสะท้านไปกับภาพตรงหน้า ทำได้เพียงสวดมนต์ให้คนตาย ก่อนเรียกให้สารวัตรทหารบุกเข้ามากลุ่มกบฏที่เหลืออยู่

ไม่กี่ชั่วโมง ตั้งแต่เช้าจรดบ่าย สถานการณ์ทุกอย่างก็จบสิ้นลงอย่างรวดเร็ว แต่เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั้งโลก ญี่ปุ่นมีความพยายามก่อรัฐประหารโดยนักเขียนนามอุโฆษ ที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยพิธีกรรมโบราณ

ผู้ก่อเหตุที่รอดชีวิตมีอายุเพียง 20 ต้นๆ พอถึงวันพิพากษา ศาลจึงสั่งจำคุกเพียงแค่ 4 ปี ทั้งสามอยู่ในเรือนจำไม่กี่เดือน ก็ถูกปล่อยตัวออกมา รายหนึ่งตัดสินใจบวชเป็นพระ โดยทิ้งตัวตนเดิมทั้งหมด

อีกรายตัดสินใจกลับไปทำงานการเมือง แม้จะยังเรียกมิชิมาว่าอาจารย์จนวันตาย แต่เขาตัดสินใจเลิกติดต่อกับเพื่อนที่ร่วมชะตากรรมวันนั้นทั้งหมด

คนสุดท้ายกลับไปเรียนมหาวิทยาลัย แต่งงาน และเก็บตัวเงียบๆ ทั้งชีวิต

ด้านพลโทมาชิตะตัดสินใจแสดงความรับผิดชอบ เขาพลาดที่ปล่อยให้มีการจับกุมนายทหารระดับสูงในกองบัญชาการป้องกันตัวเองและยังไม่อาจยับยั้งความพยายามก่อรัฐประหารได้ จึงตัดสินใจลาออกหลังเหตุการณ์นี้

ร่ำลือว่าภาพการจบชีวิตของมิชิมาและลูกศิษย์ ทำให้เขานึกถึงโศกนาฏกรรมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ 3 ปีต่อมา อดีตทหารผู้นี้ก็ตายจากโลกไป

การตัดสินใจลงมืออันอื้อฉาวของยูกิโอะ มิชิมา ยังเป็นที่ถกเถียงและสงสัยกันว่า ทำไมเขาถึงเลือกแบบนั้น ปมในใจ ความคลั่งชาติ หรืออาการลุ่มหลงป่วยทางจิต แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลอะไร ไม่มีคำตอบใดจะคลี่คลายปริศนานี้ได้

เพราะคนที่รู้ดีที่สุด คงจะเป็นมิชิมาเท่านั้น

และเขาไม่อาจลุกมาพูดความจริงได้อีกต่อไป

5

การก่อกบฏของมิชิมายังคงเป็นเรื่องพิศวงในญี่ปุ่น แม้ภายนอกจะมีการประณามเรื่องแนวคิดขวาจัด ทว่างานศพของเขากลับมีคนร่วมงานเกือบหมื่นคน สมาชิกกลุ่มโล่ปกป้องสังคมรายอื่นๆ ยังคงจัดงานรำลึกถึงยูกิโอะ มิชิมาเป็นประจำทุกปี

แนวคิดของนักเขียนผู้นี้ แม้จะถูกประณามจากทั้งประเทศ แต่กลับมีคนเห็นด้วยไม่ใช่น้อย ถึงจะล้าหลัง ทว่าก็มีคนชมชอบเป็นจำนวนมาก จนถึงปัจจุบัน ในยุคที่กระแสฝ่ายขวาคลั่งมาแรงในญี่ปุ่นและทั้งโลก

ดูเหมือนพวกหัวรุนแรงจะเล่นเกมเลือกตั้งเป็นมากขึ้น โดยไม่เห็นว่าการใช้ความดิบเถื่อนยึดอำนาจรัฐจะชอบธรรมหรือยั่งยืน แนวคิดของมิชิมาจึงยังมีคนบูชา แต่วิธีการของเขาไม่มีใครหยิบมาใช้อีกต่อไป

ทุกอย่างเป็นไปตามคำพูดนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาเกิดเรื่องอย่าง เอซากุ ซาโตะ (Eisaku Sato) ที่กล่าวถึงโศกนาฏกรรมของนักเขียนดังไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้าเขาอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันก็มีวิธีตั้งเยอะแยะที่ควรทำ

“ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะเข้าใจได้ว่า ทำไมมิชิมาถึงเลือกใช้หนทางความรุนแรงแบบนี้”

ข้อมูลอ้างอิง

https://allthatsinteresting.com/yukio-mishima

https://unseen-japan.com/mishima-incident-death-right-wing-nationalism/

https://archive.nytimes.com/www.nytimes.com/books/98/10/25/specials/mishima-suicide.html

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...