ทำไม ‘อาเซียน’ รวยแดด ลม น้ำ ถึงจำนนต่อ 'ราคาน้ำมัน' ที่กำหนดเองไม่ได้?
วิกฤตการณ์สงครามในอิหร่านที่ปะทุขึ้นได้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่บีบให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเร่งปัดฝุ่นแผน "โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน" (ASEAN Power Grid) อีกครั้ง
หลังจากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจนการใช้เงินอุดหนุนราคาพลังงานแบบเดิมเริ่มแบกรับไม่ไหว ที่เผยให้เห็นความเปราะบางของอาเซียนที่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงผ่านเส้นทางเดินเรือที่ควบคุมไม่ได้ จนนำไปสู่การกลับไปใช้ถ่านหินและการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในหลายประเทศ
วิกฤติราคาน้ำมัน สู่การ ‘เผาเงินสด’
เมื่อสงครามดำเนินผ่านไปเพียง 1 เดือน ผลกระทบเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้ประชาชนต้องเข้าแถวรอคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด
รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะอีก 2 หน่วย เพื่อเพิ่มกำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ เข้าสู่ระบบที่มีความจุรวม 56 กิกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นการสวนทางกับเป้าหมายพลังงานสะอาดอย่างเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากสภาวะขาดแคลนพลังงาน
อันโตเนีย ไวท์เซอร์ จากบริษัท เซาท์ โพล (South Pole) ระบุว่าวิกฤตินี้ส่งผลกระทบต่อสมาชิกทั้ง 11 ประเทศต่างกันไป โดยสิงคโปร์และไทยเจ็บหนักที่สุดจากการนำเขาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ราคากระโดดจาก 330 บาท ไปเป็นกว่า 825 บาท ต่อล้านบีทียู
ดังนั้น การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนจึงเป็นคำตอบ เพราะจะช่วยให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดข้ามพรมแดน เช่น พลังงานน้ำจากลาว พลังงานแสงอาทิตย์จากฟิลิปปินส์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพจากอินโดนีเซีย แทนการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ราคาผันผวน
ขณะที่ฟิลิปปินส์ภายใต้ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเนื่องจากพลังงานสำรองต่ำขั้นวิกฤติ
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เรื่องพลังงานอาเซียน
คาร์ลอส ปาเชโก (Carlos Pacheco) จากออโรร่า อินไซท์ส (Aurora Insights) ชี้ให้เห็นว่าสงครามในอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ คือ "จุดเปลี่ยน" ที่ทำให้การคุยเรื่องพลังงานในอาเซียนข้ามพ้นจากเรื่องการค้าไปสู่เรื่อง "ความมั่นคงแห่งชาติ" เพราะการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซส่งผลโดยตรงต่อการค้าน้ำมันทางเรือกว่า 25% ของโลก ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 80% มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เอเชีย
ผลกระทบนี้ลามไปถึงภาคอุตสาหกรรม ฌอน โฮ (Shaun Ho) เจ้าของโรงงานพลาสติกในมาเลเซีย สะท้อนภาพความเดือดร้อนว่า ต้นทุนเม็ดพลาสติกพุ่งสูงขึ้นถึง 70% หรือแตะระดับเกือบ 100,000 บาท (3,000 ริงกิต) ต่อตัน ทำให้เขาต้องยอม "เผาเงินสด" หรือแบกรับภาวะขาดทุนเพื่อรักษาการผลิตไว้
ขณะที่สมาคมผู้ผลิตพลาสติกเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ อุตสาหกรรมนี้อาจล่มสลายในไม่กี่เดือนเพราะแบกรับค่าขนส่งและค่าไฟไม่ไหว สอดคล้องกับความเห็นของ คารัมบีร์ อานันด์ (Karambir Anand) จาก YCP ที่ชี้ว่าอาเซียนพึ่งพาฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 80% ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง
เรื่องนี้ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า “เหตุใดอาเซียนที่รวยทั้งแดด ลม และน้ำ ถึงยังต้องยอมจำนนต่อราคาพลังงานที่เรากำหนดเองไม่ได้”
รวมกลุ่มเพื่อ ‘อำนาจต่อรอง’
ที่ผ่านมา รัฐบาลในอาเซียนมักมองโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานผ่านมุมมองเชิงพาณิชย์ เช่น การกระจายแหล่งพลังงานตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม หรือการให้คำมั่นด้านพลังงานสะอาดเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
แต่สงครามครั้งนี้ได้บีบให้ทุกประเทศต้องมองลึกไปถึงการอยู่รอดของชาติ อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้มี "โครงการต้นแบบ" ที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง นั่นคือโครงการเชื่อมโยงไฟฟ้า ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ซึ่งเป็นสายส่งไฟฟ้าระหว่างรัฐสายแรกในประวัติศาสตร์อาเซียน
โครงการนี้เริ่มดำเนินการในปี 2018 โดยส่งไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวไปยังมาเลเซีย ก่อนจะขยายเส้นทางไปถึงสิงคโปร์ในปี 2022
ปัจจุบันสายส่งนี้มีการซื้อขายพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 200 เมกะวัตต์ ผ่านสายส่งไฟฟ้าที่มีความยาวประมาณ 1,000 กิโลเมตร (620 ไมล์) ซึ่งปริมาณไฟฟ้านี้มากพอที่จะจ่ายไฟให้กับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่จำนวน 20 แห่งได้ตลอดทั้งปี แม้จะเป็นโครงการเริ่มต้นที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าระบบนี้ใช้งานได้จริง
อัลลอยซิอุส โจโก ปูร์วันโต (Alloysius Joko Purwanto) นักเศรษฐศาสตร์พลังงานจาก ERIAเสนอว่าอาเซียนควรเลิกแยกกันซื้อและหันมาใช้อำนาจต่อรองในฐานะ "ผู้ซื้อรายเดียว" เพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดโลก และสร้างคลังสำรองพลังงานร่วมกัน
ขณะที่ ไมเคิล โอ. ซิโนครูซ (Michael O. Sinocruz) จากกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ย้ำว่า ต่อให้สงครามจบลงในวันพรุ่งนี้ แต่อาเซียนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินหน้าโครงข่ายไฟฟ้านี้อย่างเร่งด่วน เพราะมันคือทางรอดเดียวที่ยั่งยืนกว่าการควักเงินภาษีวันละหลายสิบล้านดอลลาร์มาเผาทิ้งเพื่อพยุงราคาน้ำมันไปวัน ๆ
อ้างอิง SCMP