โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไม ‘อาเซียน’ รวยแดด ลม น้ำ ถึงจำนนต่อ 'ราคาน้ำมัน' ที่กำหนดเองไม่ได้?

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิกฤตการณ์สงครามในอิหร่านที่ปะทุขึ้นได้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่บีบให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเร่งปัดฝุ่นแผน "โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน" (ASEAN Power Grid) อีกครั้ง

หลังจากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจนการใช้เงินอุดหนุนราคาพลังงานแบบเดิมเริ่มแบกรับไม่ไหว ที่เผยให้เห็นความเปราะบางของอาเซียนที่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงผ่านเส้นทางเดินเรือที่ควบคุมไม่ได้ จนนำไปสู่การกลับไปใช้ถ่านหินและการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในหลายประเทศ

วิกฤติราคาน้ำมัน สู่การ ‘เผาเงินสด’

เมื่อสงครามดำเนินผ่านไปเพียง 1 เดือน ผลกระทบเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้ประชาชนต้องเข้าแถวรอคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด

รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะอีก 2 หน่วย เพื่อเพิ่มกำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ เข้าสู่ระบบที่มีความจุรวม 56 กิกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นการสวนทางกับเป้าหมายพลังงานสะอาดอย่างเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากสภาวะขาดแคลนพลังงาน

อันโตเนีย ไวท์เซอร์ จากบริษัท เซาท์ โพล (South Pole) ระบุว่าวิกฤตินี้ส่งผลกระทบต่อสมาชิกทั้ง 11 ประเทศต่างกันไป โดยสิงคโปร์และไทยเจ็บหนักที่สุดจากการนำเขาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ราคากระโดดจาก 330 บาท ไปเป็นกว่า 825 บาท ต่อล้านบีทียู

ดังนั้น การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนจึงเป็นคำตอบ เพราะจะช่วยให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดข้ามพรมแดน เช่น พลังงานน้ำจากลาว พลังงานแสงอาทิตย์จากฟิลิปปินส์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพจากอินโดนีเซีย แทนการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ราคาผันผวน

ขณะที่ฟิลิปปินส์ภายใต้ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเนื่องจากพลังงานสำรองต่ำขั้นวิกฤติ

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เรื่องพลังงานอาเซียน

คาร์ลอส ปาเชโก (Carlos Pacheco) จากออโรร่า อินไซท์ส (Aurora Insights) ชี้ให้เห็นว่าสงครามในอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ คือ "จุดเปลี่ยน" ที่ทำให้การคุยเรื่องพลังงานในอาเซียนข้ามพ้นจากเรื่องการค้าไปสู่เรื่อง "ความมั่นคงแห่งชาติ" เพราะการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซส่งผลโดยตรงต่อการค้าน้ำมันทางเรือกว่า 25% ของโลก ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 80% มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เอเชีย

ผลกระทบนี้ลามไปถึงภาคอุตสาหกรรม ฌอน โฮ (Shaun Ho) เจ้าของโรงงานพลาสติกในมาเลเซีย สะท้อนภาพความเดือดร้อนว่า ต้นทุนเม็ดพลาสติกพุ่งสูงขึ้นถึง 70% หรือแตะระดับเกือบ 100,000 บาท (3,000 ริงกิต) ต่อตัน ทำให้เขาต้องยอม "เผาเงินสด" หรือแบกรับภาวะขาดทุนเพื่อรักษาการผลิตไว้

ขณะที่สมาคมผู้ผลิตพลาสติกเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ อุตสาหกรรมนี้อาจล่มสลายในไม่กี่เดือนเพราะแบกรับค่าขนส่งและค่าไฟไม่ไหว สอดคล้องกับความเห็นของ คารัมบีร์ อานันด์ (Karambir Anand) จาก YCP ที่ชี้ว่าอาเซียนพึ่งพาฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 80% ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง

เรื่องนี้ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า “เหตุใดอาเซียนที่รวยทั้งแดด ลม และน้ำ ถึงยังต้องยอมจำนนต่อราคาพลังงานที่เรากำหนดเองไม่ได้”

รวมกลุ่มเพื่อ ‘อำนาจต่อรอง’

ที่ผ่านมา รัฐบาลในอาเซียนมักมองโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานผ่านมุมมองเชิงพาณิชย์ เช่น การกระจายแหล่งพลังงานตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม หรือการให้คำมั่นด้านพลังงานสะอาดเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

แต่สงครามครั้งนี้ได้บีบให้ทุกประเทศต้องมองลึกไปถึงการอยู่รอดของชาติ อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้มี "โครงการต้นแบบ" ที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง นั่นคือโครงการเชื่อมโยงไฟฟ้า ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ซึ่งเป็นสายส่งไฟฟ้าระหว่างรัฐสายแรกในประวัติศาสตร์อาเซียน

โครงการนี้เริ่มดำเนินการในปี 2018 โดยส่งไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวไปยังมาเลเซีย ก่อนจะขยายเส้นทางไปถึงสิงคโปร์ในปี 2022

ปัจจุบันสายส่งนี้มีการซื้อขายพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 200 เมกะวัตต์ ผ่านสายส่งไฟฟ้าที่มีความยาวประมาณ 1,000 กิโลเมตร (620 ไมล์) ซึ่งปริมาณไฟฟ้านี้มากพอที่จะจ่ายไฟให้กับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่จำนวน 20 แห่งได้ตลอดทั้งปี แม้จะเป็นโครงการเริ่มต้นที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าระบบนี้ใช้งานได้จริง

อัลลอยซิอุส โจโก ปูร์วันโต (Alloysius Joko Purwanto) นักเศรษฐศาสตร์พลังงานจาก ERIAเสนอว่าอาเซียนควรเลิกแยกกันซื้อและหันมาใช้อำนาจต่อรองในฐานะ "ผู้ซื้อรายเดียว" เพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดโลก และสร้างคลังสำรองพลังงานร่วมกัน

ขณะที่ ไมเคิล โอ. ซิโนครูซ (Michael O. Sinocruz) จากกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ย้ำว่า ต่อให้สงครามจบลงในวันพรุ่งนี้ แต่อาเซียนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินหน้าโครงข่ายไฟฟ้านี้อย่างเร่งด่วน เพราะมันคือทางรอดเดียวที่ยั่งยืนกว่าการควักเงินภาษีวันละหลายสิบล้านดอลลาร์มาเผาทิ้งเพื่อพยุงราคาน้ำมันไปวัน ๆ

อ้างอิง SCMP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...