โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ASPS เผย 3 ฉากทัศน์ หากสงครามยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน กดจีดีพีโตไม่ถึง 0.7% แนะถือเงินสด 30% - 50% ของพอร์ต

efinanceThai

เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 02.44 น.

ASPS เผย 3 ฉากทัศน์ หากสงครามยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน กดจีดีพีโตไม่ถึง 0.7% แนะถือเงินสด 30% - 50% ของพอร์ต

ASPS เปิด 3 ฉากทัศน์ หากสงครามยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน กระทบจีดีพีไทยเติบโตไม่ถึง 0.7% แนะถือเงินสด 30% - 50% ของพอร์ต เลือกหุ้นเด่นอิงสินค้าจำเป็น CPAXT, CPF, TU, TRUE หุ้นส่งผ่านต้นทุนได้ BANPU, STA, PTTEP และ หุ้นมีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ BBL, KTB, SCB

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดและสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ขยายวงกว้างไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทย เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด

-นอกจากนี้ ไทยยังขาดดุลในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้ง ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังที่แคบลง โดยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในเดือน ม.ค.26 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66% (สูงกว่าในอดีตปี 2022 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่อยู่ระดับ 60%) ซึ่งตีความได้ว่า รัฐบาลมีขีดความสามารถและพื้นที่ทางการคลังในการใช้เงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน (เช่น ดีเซล หรือ แก๊สโซฮอล์) ได้น้อยลงกว่าในอดีต

-เมื่อรัฐบาลมีข้อจำกัดในการอุดหนุนราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศจึงมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และ ต้นทุนการผลิตสินค้าในทุกภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น และ กดดันกำลังซื้อของประชาชนทันที โดยในปี 2022 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครนราคาน้ำมันดิบ BRENT เคยแตะระดับ 120 เหรียญฯ/บาร์เรล ส่วนราคาแก๊สโซฮอล์ 95 และ ดีเซลในไทยเคยแตะระดับ 45 และ 35 บาท/ลิตร ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังมี ROOM ให้ราคายังขยับขึ้นได้อีก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจะรุนแรงเพียงใดขึ้นอยู่กับยืดเยื้อของสงคราม โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์(SCENARIOS) ดังนี้

-SCENARIO A : การลดความรุนแรงลงภายใน 1 เดือน (โอกาสเกิด 30%) หากสงครามยุติได้เร็ว (คล้ายสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1990) ราคาน้ำมันดิบ BRENT จะแกว่งตัวในกรอบ $95-$105 ผลกระทบต่อไทยจะมีจำกัด GDP ไทยปี 2026 จะยังเติบโตได้ราว 1.6% ภาคการท่องเที่ยว และ อสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวได้เร็ว เงินทุนไหลเข้า

-SCENARIO B : สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน (โอกาสเกิดสูงสุด 50% - BASE CASE) หากสถานการณ์ยืดเยื้อ (คล้ายช่วงรัสเซีย-ยูเครนปี 2022) ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งไปที่ $110-$120 ต้นทุนที่สูงขึ้น และ เงินเฟ้อที่กดดันจะทำให้ GDP ไทยเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.0-1.3% ภาคการท่องเที่ยวอาจชะลอตัว ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้น และ กำไรของภาคธุรกิจ (MARGIN) จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

-SCENARIO C : สงครามลุกลามและบานปลาย 3 เดือนขึ้นไป (โอกาสเกิด 20%) นี่ คือ กรณีเลวร้ายที่สุด (WORST CASE) ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับวิกฤต OIL SHOCK ในปี 1973-1974 ราคาน้ำมันดิบ BRENT อาจทะยานทะลุ $150-$200+ ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก GDP อาจเติบโตไม่ถึง 0.7% ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะหยุดนิ่ง นักลงทุนชะลอการลงทุน และ ที่สำคัญ คือ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะ STAGFLATION

สงครามยืดเยื้อ กำไรถูกกดดันจากต้นทุนสินค้า และ ต้นทุนการเงินเร่งขึ้น

-สงครามที่ยังอยู่และความเสี่ยงเข้ามาใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเรื่อยๆ กดดันต้นทุนพลังงานยืนระดับสูง พร้อมกับผลตอบแทนตราสารหนี้ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุด JUNK BOND YIELD สหรัฐเร่งขึ้นจาก 6.5% ช่วงต้นเดือน เป็น 7.2% ซึ่งสร้างความกลัวสุดๆ ให้กับนักลงทุน สะท้อนจากดัชนี FEAR &GREED INDEX เหลือแค่ 15

-กลยุทธ์ภายใต้ความไม่แน่นอน แนะนำถือเงินสด 30% - 50% ของพอร์ต ส่วนหุ้นเด่น แนะนำหุ้นอิงสินค้าจำเป็น CPAXT, CPF, TU, TRUE หุ้นส่งผ่านต้นทุนได้ BANPU, STA, PTTEP และ หุ้นมีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ BBL, KTB, SCB

เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...