โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พฤติกรรมมันฟ้อง เด็กแบบไหน ใช้ AI มากไป

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 03.11 น.

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

การใช้เครื่องมือ AI ในการช่วยคิด ช่วยหาคำตอบในทุกๆ เรื่องส่งผลกระทบต่อวิธีการคิดและตัดสินใจของผู้ใช้งานที่เป็นผู้ใหญ่อย่างเราๆ ไม่น้อย ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เป็นเด็กวัยเรียนที่สมองกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาได้แค่ไหน

ผู้เชี่ยวชาญจาก Bright Heart Education ทำการวิเคราะห์เพื่อดูว่า AI ส่งผลกระทบต่อนักเรียนอย่างไรบ้าง โดยการเก็บข้อมูลจากคุณครูที่สอนนักเรียนในปัจจุบัน และดูว่าครูมีความกังวลในเรื่องไหนบ้าง

ปัญหาที่พบก็คือ นักเรียนมักจะโยนหน้าที่ในการใช้ตรรกะและเหตุผลให้เป็นของ AI ทั้งหมด ทำให้ตัวเองไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนทักษะการคิดเลย

จากข้อมูลที่รวบรวมมาจากคุณครูก็พบว่า เราสามารถสังเกตได้ว่าเด็กคนไหนใช้เครื่องมือ AI มากเกินไป โดยดูจาก 3 พฤติกรรมหลักๆ

พฤติกรรมแรก คือการหยิบยื่นหน้าที่การคิดให้ AI ทำแทนไปเลยตั้งแต่ต้น

คุณครูล้วนบอกตรงกันว่า นักเรียนที่ใช้ AI มากเกินไปมักจะมีลักษณะคือ หากต้องขบคิดเพื่อหาคำตอบอะไรสักอย่าง นักเรียนกลุ่มนี้จะรีบยกหน้าที่การคิดให้ AI ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ทำให้ตัวเองไม่ต้องคิดเองเลยแม้แต่นิด

จริงอยู่ที่ผู้ใหญ่เองก็ทำแบบเดียวกัน แต่อย่าลืมว่าเด็กนักเรียนยังอยู่ในวัยที่กำลังพัฒนานั้น ไม่ควรจะข้ามขั้นตอนของการฝึกคิดโดยสิ้นเชิงแบบนี้

พฤติกรรมที่สองคือ เด็กกลุ่มนี้จะไม่มีความอดทนต่ออะไรก็ตามที่ดูสับสนเลย

คุณครูหลายคนบอกว่า เด็กที่ใช้ AI บ่อยๆ จะไม่มีความอดทนพอที่จะนั่งนิ่งๆ สักพัก เพื่อคิดหาคำตอบในการแก้ปัญหาหรือโจทย์บางอย่าง

ครูบางคนบอกว่า มีแม้กระทั่งเด็กที่ท่อน้ำตาแตกทันทีที่ถูกขอให้พูดอธิบายเหตุผลที่ใช้ในการแก้โจทย์

และพฤติกรรมที่สาม เด็กเหล่านี้มักจะพูดว่า “ChatGPT บอกว่า…” อยู่บ่อยๆ

เด็กที่ใช้ AI เป็นประจำจะมองว่า AI คือแหล่งที่มาของข้อเท็จจริง แทนที่จะมองว่ามันคือเครื่องมือที่เราก็จะต้องคอยตั้งคำถามด้วยว่ามันถูกต้องหรือไม่

ไม่ใช่แค่เด็กเล็กเท่านั้น แต่ยังมีครูที่ให้ข้อมูลว่า มีนักศึกษาแพทย์ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ด้วยเหมือนกัน คือใช้ ChatGPT เป็นแหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคมะเร็งของผู้ป่วย

ในตอนนี้เรายังไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าเครื่องมือ AI จะส่งผลกระทบต่อวิธีการคิด วิธีการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนในวัยต่างๆ อย่างไรบ้าง เนื่องจากมันก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ แต่เราก็พอจะรู้ว่ามันจะต้องส่งผลกระทบต่อวิธีการคิดของเด็กๆ แน่ๆ และถ้าพึ่งพามากเกินไป ผลกระทบนั้นก็จะไม่ได้เป็นไปในทางที่ดีแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเขาก็ไม่ได้แนะนำว่าให้แบนการใช้งาน AI ไปโดยสิ้นเชิงนะคะ เพราะไม่ว่าจะยังไงเด็กยุคใหม่ก็จะต้องอยู่ในโลกที่มี AI ต่อไปอยู่แล้ว ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรจะมีแนวทางว่าจะช่วยให้เด็กเรียนรู้การใช้งาน AI อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุดมากกว่า

มีหลายวิธีที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะที่อาจจะขาดไปหากใช้งาน AI มากเกินไป โดยเริ่มจากกิจกรรมที่พื้นฐานมากๆ อย่างการให้คัดลายมือวันละ 5-10 นาที

การให้เด็กนั่งลงเขียนหนังสือเป็นประจำจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ความอดทน ไม่รีบร้อน ไม่ลัดขั้นตอน และไม่พึ่งพาการพิมพ์ หรือระบบช่วยพิมพ์มากเกินไป

ผู้ปกครองอาจจะลองให้เด็กเขียนบันทึก ลอกบทกวีสั้นๆ เขียนอะไรสักย่อหน้า หรือลองสรุปย่อเรื่องราวบางอย่างที่พวกเขาสนใจ อย่างเช่น นิทาน รายการที่ชอบดู หรือเกมที่ชอบเล่นก็ได้

การใช้มือเขียนหนังสือจะทำให้กระบวนการการคิดของเด็กช้าลงมากพอที่จะสามารถจัดระเบียบความคิดหรือตรวจสอบตัวเองได้ และการเขียนจะเป็นการฝึกสมองได้มากกว่าการพิมพ์ด้วย

ในขณะที่เด็กที่มีปัญหาในเรื่องของการใช้สมาธิจดจ่อกับอะไรสักอย่าง หรือความอดทนต่ำ หงุดหงิดง่าย ไปจนถึงเด็กที่ชอบงานอดิเรกที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ก็จะได้ประโยชน์จากการเรียนรู้ดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเครื่องเล่นดนตรี หรือการร้องเพลงก็ตาม

อันที่จริงต่อให้ไม่ได้เล่นเอง ร้องเอง แต่ฟังเพลงอยู่ที่บ้านก็ช่วยให้เกิดประโยชน์ได้แล้ว แต่ต้องเป็นการฟังแบบตั้งใจ ผู้ปกครองอาจจะนั่งฟังอยู่ด้วยแล้วก็คอยถามว่าเด็กๆ ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีอะไรบ้าง ฟังแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกแบบไหน ฯลฯ

ถ้าเด็กโตพอแล้วก็อาจจะขยับเนื้อหาให้ยากขึ้น ย้ายไปดูภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ เล่นบอร์ดเกม หรือเกมปริศนาที่ต้องใช้ตรรกะในการแก้ปัญหา หรือเกมที่ต้องใช้กลยุทธ์อย่างเช่นหมากรุก เพื่อให้กิจกรรมเหล่านี้ช่วยอุดช่องโหว่ด้านการใช้ตรรกะที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้งาน AI มากเกินไป

เท่าที่อ่านมา ฉันก็คิดว่านี่ก็ไม่ใช่กิจกรรมฝึกฝนทักษะที่ใหม่เอี่ยมอะไร ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เด็กๆ ควรจะทำตั้งแต่ยุคก่อน AI แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเขียนหนังสือ เรียนรู้ดนตรี หรือการทำกิจกรรมเพื่อฝึกฝนทักษะ

แต่ในยุคที่ AI เข้ามาเสิร์ฟคำตอบให้ตั้งแต่เรายังไม่ทันได้เริ่มคิดเองด้วยซ้ำก็อาจจะทำให้เราลืมความสำคัญของกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ไปหมด

ดังนั้น การย้อนกลับมาสู่วิธีการเลี้ยงเด็กแบบพื้นฐานที่ผู้ปกครองมีส่วนส่งเสริมการเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน พร้อมๆ กับการจำกัดการใช้งาน AI ให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะพอสม

ก็น่าจะเป็นภารกิจสำคัญที่พ่อแม่ในยุคนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พฤติกรรมมันฟ้อง เด็กแบบไหน ใช้ AI มากไป

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...