โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

OpenAI เตรียมเปิดตัวบนคอมพิวเตอร์ Desktop รวบรวม ChatGPT, Codex และเบราว์เซอร์ Atlas

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
OpenAI เตรียมเปิดตัวบนคอมพิวเตอร์ Desktop รวบรวม ChatGPT, Codex และเบราว์เซอร์ Atlas

วันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา บริษัท OpenAI ประกาศเตรียมรวบรวมผลิตภัณฑ์ยอดนิยมอย่าง ChatGPT, แพลตฟอร์มสำหรับเขียนโค้ด Codex และเว็บเบราว์เซอร์ Atlas เข้าด้วยกันเป็นซูเปอร์แอป (Superapp) บนเดสก์ท็อปเพียงแอปเดียว

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำถึงการปรับกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากการเน้นกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป สู่การเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กรและนักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเต็มรูปแบบ
โดยตามรายงานอ้างอิงจากบันทึกภายในของฟิดจิ ซิโม (Fidji Simo) หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชันของ OpenAI ระบุว่า "การพัฒนาเครื่องมือแบบแยกส่วนย่อย ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การทำงานของบริษัทช้าลงและยากต่อการรักษามาตรฐานคุณภาพ"
โดยซูเปอร์แอปบนเดสก์ท็อปนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนและมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นยิ่งขึ้น โดยโปรเจกต์นี้อยู่ภายใต้การดูแลชั่วคราวของเกร็ก บร็อคแมน (Greg Brockman) ประธานบริษัท OpenAI เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ขณะที่ฟิดจิ ซิโมจะเป็นผู้นำทีมขายเพื่อผลักดันซูเปอร์แอปนี้สู่ตลาดการค้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับ ChatGPT บนแอปพลิเคชันมือถือจะยังคงให้บริการตามปกติและไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
การตัดสินใจควบรวมแอปและโฟกัสในสิ่งที่กำลังเติบโตได้ดีอย่างแพลตฟอร์ม Codex นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันที่ดุเดือด โดยเฉพาะจากบริษัท Anthropic ที่กำลังมาแรงในหมู่นักพัฒนาด้วย Claude Code
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มของ Ramp ที่จัดอันดับบริการ AI ระบุว่า ปัจจุบันบริษัท Anthropic สามารถเอาชนะ OpenAI ในการปิดดีลลูกค้าระดับองค์กรรายใหม่ ๆ ได้ถึงประมาณ 70%
ฟิดจิ ซิโม (Fidji Simo) ยังได้เน้นย้ำกับพนักงานว่าบริษัท OpenAI จำเป็นต้องเลิกเสียเวลากับ เควสรอง (Side quests) หรือโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ทำให้หลุดโฟกัส
ความโดดเด่นของซูเปอร์แอปตัวนี้ คือ การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Agentic AI ซึ่งไม่ใช่แค่แชตบอตถามตอบทั่วไป แต่เป็นระบบ AI ที่สามารถทำงานที่ซับซ้อนแบบอัตโนมัติบนอุปกรณ์ของผู้ใช้งานได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนและแก้ไขซอฟต์แวร์ วิเคราะห์ข้อมูล หรือทำตามขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง
ผู้บริหารของบริษัท OpenAI ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะต้องเปลี่ยนฐานผู้ใช้งาน ChatGPT ที่ปัจจุบันทะยานทะลุ 900 ล้านคนต่อสัปดาห์ (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026) ให้กลายเป็นผู้ใช้งานที่ต้องการการประมวลผลขั้นสูง (High-compute users) โดยมุ่งเปลี่ยน ChatGPT ให้กลายเป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างแท้จริง
ถึงแม้ทิศทางใหม่นี้จะดูทรงพลัง แต่สันจิต วีร์ โกเกีย (Sanchit Vir Gogia) หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยการตลาด Greyhound Research ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงสำคัญว่า การพยายามรวบรวมการทำงานสำหรับผู้ใช้ทั่วไป นักพัฒนา และลูกค้าระดับองค์กรไว้ในหน้าต่างเดียวกัน อาจทำให้ OpenAI สูญเสียความเรียบง่ายในการใช้งาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ ChatGPT ครองตลาดมาได้จนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ซูเปอร์แอปที่ใช้ Agentic AI ยังก่อให้เกิดความท้าทายใหม่แก่ทีมไอทีขององค์กร นั่นคือ การควบคุมและการกำกับดูแล เนื่องจากระบบสิทธิการเข้าถึงขององค์กรยังไม่รองรับการทำงานของ AI ที่ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ แทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่ตรงนี้อาจกลายเป็นความเสียเปรียบของ OpenAI เมื่อเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Google ที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการตัวตนและความปลอดภัยระดับองค์กรที่พร้อมสรรพกว่า
บทสรุปของการแข่งขันครั้งนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสร้างแชตบอตที่เก่งที่สุด แต่อยู่ที่ว่าแพลตฟอร์มของใครจะสามารถได้รับความไว้วางใจให้เป็นศูนย์กลางในการทำงานขององค์กรได้อย่างแท้จริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...