โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

เรื่องใกล้ตัว ‘รับสร้างบ้านทิ้งงาน’ จากวิกฤตศรัทธาสู่ How to ฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ม.ค. เวลา 06.43 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. เวลา 02.53 น.

เปิดศักราชต้อนรับปีใหม่ 2569 ทาง THBA-Thai Home Builders Association หรือสมาคมไทยรับสร้างบ้าน ที่มีเครือข่ายสมาชิกกระจาย 30 กว่าจังหวัดทั่วไทย

ชวนคุยหัวข้อเกี่ยวกับวิกฤตศรัทธาในตลาดรับสร้างบ้าน เกิดจากมีผู้ประกอบการบางรายถูกผู้บริโภคสร้างบ้านร้องเรียนจำนวนมาก รูปแบบน่าจะเกิดจากผู้รับเหมาช่วงทิ้งงานก่อน จากนั้นบานปลายทำให้ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านต้องตกกระไดพลอยโจนด้วยการทิ้งงานตามไปด้วย

ประเด็นชวนคุยอยู่ที่คำว่า ภาพจำผู้บริโภค ไม่ได้จดจำว่า“ผู้รับเหมาทิ้งงาน” แต่ดันไปมีภาพจำว่า “บริษัทรับสร้างบ้านทิ้งงาน” ดังนั้นหากไม่เร่งออกมาทำความเข้าใจ และเติมข้อมูลองค์ความรู้ให้กับลูกค้าตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และสร้างแรงกระเพื่อมด้านลบให้กับตลาดรับสร้างบ้านในภาพรวมได้

บันได 5 ขั้นก่อนทิ้งงาน

โดย “นิรัญ โพธิ์ศรี” นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้านระบุว่า ปฏิบัติการรับสร้างบ้านแต่ไม่ได้บ้าน ไม่ใช่ครั้งแรก แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สาเหตุหลักมาจากผู้ประกอบการรับสร้างบ้านมีจำนวนมาก กระจายรับงานครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศ และมีทุกขนาดองค์กรตั้งแต่รายใหญ่-กลาง-เล็ก ทำให้หลีกหนีไม่พ้นเกิดการแย่งชิงลูกค้า จนนำไปสู่ภาวะการสร้างสงครามราคา แทนที่จะแข่งขันด้านคุณภาพการก่อสร้าง และกลายเป็นคดีร้องเรียนกองสูงท่วมหัวอยู่ในหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

“กลยุทธ์การตลาดที่อันตราย คือการใช้สงครามราคา หรือ Price War แข่งขันเสนอราคาค่าก่อสร้างต่อตารางเมตรในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดอย่างมาก เพื่อดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มที่มีงบประมาณจำกัด และใช้ราคาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ”

เบ็ดเสร็จมีการรวบรวมสัญญาณอันตราย ลูกค้าสั่งสร้างบ้านแต่ไม่ได้บ้านอย่างน้อย 5 ข้อ ดังนี้

1.การตั้งราคาที่ไม่ยั่งยืน (Unsustainable Pricing) ผู้ประกอบการเสนอราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง หรือมีอัตราค่าดำเนินงานและกำไรที่ต่ำมาก จนไม่สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนวัสดุหรือค่าแรงได้

2.วิกฤตสภาพคล่อง (Cash Flow Crisis) เมื่อโครงการเริ่มดำเนินงาน ต้นทุนจริงสูงกว่าราคาที่รับงานไว้ ทำให้ประสบภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง

3.การลดต้นทุนจนเสียมาตรฐาน เพื่อรักษาอัตรากำไร ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดต้นทุนอย่างหนัก นำไปสู่การใช้วัสดุเกรดต่ำกว่าข้อตกลงหรือใช้ช่างที่ขาดทักษะฝีมือ ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและมาตรฐานของบ้านลูกค้า

4.การใช้กลไกแบบ Ponzi (Ponzi-like Mechanic) เพื่อให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้ จำเป็นต้องเร่งปิดการขายลูกค้ารายใหม่ (โดยใช้ราคาต่ำเป็นตัวล่อ) เพื่อนำเงินมัดจำ (Deposit) และเงินงวดแรกของลูกค้ารายใหม่ มาหมุนเวียนจ่ายค่าแรงและวัสดุโครงการเก่าที่กำลังประสบปัญหา

และ 5.การล่มสลายของวงจรธุรกิจ เมื่อวงจรนี้พังทลายลง เช่น ไม่สามารถหาลูกค้ารายใหม่ได้เร็วพอ หรือโครงการเก่าเกิดปัญหาก่อสร้างที่ต้องแก้ไขจำนวนมาก จนเงินหมุนไม่ทัน ผู้ประกอบการจึงขาดสภาพคล่อง และการก่อสร้างหยุดชะงักทุกโครงการพร้อมกัน นำไปสู่ปลายทางของการทิ้งงานในที่สุด

คู่มือมาตรฐานก่อสร้างบ้าน

THBA ตระหนักดีว่า “เช็กลิสต์” อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูศรัทธาในระยะยาว จึงได้จัดทำและนำ “คู่มือมาตรฐานการก่อสร้างบ้านพักอาศัย-Standard Construction House Manual” มาบังคับใช้กับสมาชิกสมาคมทุกราย ควบคู่กับการใช้หลักเกณฑ์ความเป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่มีจรรยาบรรณและดำเนินงานอย่างมีคุณภาพ

โดยคู่มือระบุรายละเอียดที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การเตรียมงาน มาตรฐานวัสดุ-อุปกรณ์, มาตรฐานกระบวนการก่อสร้างทุกขั้นตอน, มาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพ, ผลการตรวจและการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามมาตรฐานการก่อสร้าง รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง เป็นต้น

การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นของภาคธุรกิจรับสร้างบ้าน จากเดิมที่อาศัยการตลาดบนความเชื่อมั่น (Trust-based Marketing) เช่น เชื่อในชื่อเสียงของแบรนด์ไปสู่การตลาดบนมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ (Standard-based Marketing) เช่น ตรวจสอบได้ว่าบริษัทปฏิบัติตามมาตรฐานกลางของสมาคม

ลูกค้าติดอาวุธความรู้กฎหมาย

ไฮไลต์อยู่ที่ THBA แนะนำมาตรการเชิงกลยุทธ์ 3 ภาคส่วนหลัก ครอบคลุม “ผู้บริโภค-ผู้ประกอบการ-ภาครัฐ” ดังนี้

1.สำหรับผู้บริโภค ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อ (Buyer) ไปเป็นผู้ตรวจสอบ (Auditor) ประกอบด้วย 1.1 ยกระดับการตรวจสอบ (Due Diligence) ให้เหนือกว่าเช็กลิสต์ เพราะเช็กลิสต์เป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันความเสี่ยงจากสงครามราคา และผู้บริโภคต้องตรวจสอบสุขภาพทางการเงิน (Financial Health) ของบริษัทรับสร้างบ้าน เช่น ตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ เพื่อประเมินความเสี่ยงที่บริษัทจะล้มละลายจากโมเดลธุรกิจที่ตั้งราคาต่ำเกินจริง

ที่สำคัญ ต้องขอตรวจสอบผลงานจริง โดยการขอชมบ้านตัวอย่าง หรือสอบถามลูกค้าเก่าโดยตรง ไม่ใช่เพียงการดูภาพถ่ายที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วในเพจ Facebook หรือเว็บไซต์

1.2 ติดอาวุธด้วยความรู้ทางกฎหมาย (Legal Literacy) โดยผู้บริโภคต้องตระหนักว่าตนเองได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออก “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2559” แนะนำผู้บริโภคต้องใช้ประกาศฉบับนี้เป็นเช็กลิสต์ทางกฎหมาย เพื่อตรวจสอบร่างสัญญาทุกฉบับ ก่อนลงนาม รวมทั้งการทดสอบสัญญาณอันตราย (The Red Flag Test) หากบริษัทรับสร้างบ้านใด ปฏิเสธที่จะแก้ไขข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ผู้บริโภคควรถือเป็นสัญญาณอันตราย (Red Flag)

1.3 การบริหารสัญญาและการจ่ายเงินอย่างเข้มงวด ข้อแนะนำคือ ห้ามจ่ายเงินก้อนแรกจำนวนมาก หรือจ่ายเงินล่วงหน้าเกินความจำเป็น ในด้านการแบ่ง “งวดเงิน” ต้องสอดคล้องกับ “งวดงาน” ที่เสร็จสมบูรณ์จริงเท่านั้น ไม่ใช่แบ่งตามระยะเวลา เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่บริษัทเบิกเงินไปแล้ว ทิ้งงานหรือทำงานไม่คืบหน้า กลยุทธ์นี้จะช่วยตัดวงจรเงินหมุนที่ผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมักใช้ปฏิบัติ

บริษัทยกระดับความโปร่งใส

2.สำหรับผู้ประกอบการ แนะนำ 2 ข้อย่อยในการสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด ประกอบด้วย 2.1 การบังคับใช้มาตรฐานอย่างจริงจัง (Mandatory Enforcement) ต้องเร่งผลักดัน “คู่มือมาตรฐานการก่อสร้างบ้านพักอาศัย” และประกาศใช้เป็นข้อบังคับ (Mandatory) สำหรับสมาชิกทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแนวทางหรือไกด์ไลน์เท่านั้น

นอกจากนี้ แนะนำผู้ประกอบการสร้างกลไกประกันความเสี่ยง (Risk Mitigation Mechanism), กระบวนการทางกฎหมายในปัจจุบันนั้น ช้าเกินไปและไม่สามารถเยียวยาผู้เสียหายที่บ้านสร้างไม่เสร็จได้ทันท่วงที, ควรผลักดันให้มีการใช้ “บัญชีกลาง” (Escrow Account) เป็นมาตรฐานสำหรับสัญญาก่อสร้างที่มีมูลค่าสูง โดยเงินงวดของผู้บริโภคจะถูกเก็บไว้ที่บุคคลที่สาม (เช่น สถาบันการเงิน) และจะถูกปล่อยให้ผู้รับเหมาก็ต่อเมื่อผู้บริโภคและตัวแทนธนาคาร ได้ลงนามอนุมัติว่างานในงวดนั้นเสร็จสิ้นตามมาตรฐานจริง กลไกนี้จะตัดวงจรเงินหมุนและปกป้องผู้บริโภคจากการทิ้งงานได้เกือบ 100%

2.2 ยกระดับความโปร่งใส (Radical Transparency) ผู้ประกอบการควรสร้างฐานข้อมูลสาธารณะ (Public Database) ที่ผู้บริโภคสามารถเข้ามาตรวจสอบสถานะสมาชิก และประวัติการร้องเรียนที่ได้รับการยืนยันแล้ว (Verified Complaint History) ของสมาชิกแต่ละรายได้แบบ Real-time รวมทั้งบริษัทสมาชิกควรแสดงความโปร่งใสทางการเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไม่ได้อยู่ในภาวะเสี่ยงล้มละลาย

รับสร้างบ้าน ตรวจงาน

ภาครัฐรีโมเดล 360 องศา

3.สำหรับภาครัฐ (สคบ. และหน่วยงานกำกับดูแล) แนะนำว่าภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหลังเกิดเหตุ ไปเป็นผู้กำกับดูแลเชิงป้องกัน อย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ 3.1 เปลี่ยนจากการทำงานตั้งรับ (Reactive) เป็นเชิงรุก (Proactive) เมื่อพิจารณาจากสถิติของ สคบ. ที่ระบุว่าปี 2568 เพียงปีเดียวมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการก่อสร้างสูงถึง 297 เรื่อง แสดงให้เห็นว่าเป็นปัญหาวงกว้างและเกิดขึ้นซ้ำซาก

ดังนั้น แทนที่จะรอรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหาย สคบ. ควรใช้อำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบเชิงรุก (Proactive Audits) โดยสุ่มตรวจสอบสัญญามาตรฐานของบริษัทรับสร้างบ้านในตลาดว่า มีการใช้ข้อสัญญาที่ขัดต่อ “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2559” หรือไม่ ก่อนที่ผู้บริโภคจะตกเป็นเหยื่อ

3.2 สร้างทะเบียนกลางผู้รับเหมา (Central Contractor Registry) และบัญชีดำ (Blacklist) โดยมองว่าปัญหาหลักในปัจจุบันคือ ผู้ประกอบการที่ทิ้งงานสามารถปิดบริษัทเก่าและเปิดบริษัทใหม่ในชื่ออื่น (ที่เรียกว่า Phoenix Company) เพื่อหลอกลวงผู้บริโภคต่อไปได้ไม่รู้จบ ดังนั้น ภาครัฐควรจัดทำ “ทะเบียนกลาง” ที่ไม่เพียงแต่บันทึกประวัติของนิติบุคคล แต่ต้องเชื่อมโยงประวัติการถูกฟ้องร้อง, การทิ้งงาน หรือการล้มละลาย เข้ากับชื่อของกรรมการบริษัทด้วย

THBA มองว่าระบบนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ว่า “เจ้าของ” หรือ “กรรมการ” ของบริษัทใหม่ที่กำลังจะจ้าง มีประวัติที่ไม่ดีจากบริษัทเก่าหรือไม่

3.3 ปฏิรูปกระบวนการเยียวยา (Reform Redress Mechanism) เนื่องจากกระบวนการไกล่เกลี่ยปกติของ สคบ. หรือศาลผู้บริโภค อาจใช้เวลา 2-6 เดือน อาจช้าเกินไปสำหรับผู้เสียหายที่บ้านถูกทิ้งร้างและต้องแบกรับภาระหนี้สิน

ข้อเสนอแนะควรมีการจัดตั้ง “ศาลชำนาญพิเศษ” (Special Tribunal) หรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งด่วน (Fast-Track Arbitration) สำหรับคดีทิ้งงานก่อสร้างโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยหรือคำสั่งศาลที่เป็นรูปธรรมภายใน 30-45 วัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรื่องใกล้ตัว ‘รับสร้างบ้านทิ้งงาน’ จากวิกฤตศรัทธาสู่ How to ฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...