โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ด่วน! บึ้มสนั่นกลางการากัส กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเวเนซุเอล แล้ว

สยามนิวส์

เผยแพร่ 03 ม.ค. เวลา 08.10 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
วันที่ 3 มกราคม 2569 สำนักงานสื่อต่างประเทศ AP รายงานว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาออกมากล่าวหาสหรัฐอเมริกาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีเป้าหมายทั้งพลเรือนและทางทหารในหลายรัฐ หลังเกิดเหตุระเบิดอย่างน้อย 7 ครั้ง และมีรายงานพบอากาศยานบินต่ำเหนือกรุงการากัส เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์

วันที่ 3 มกราคม 2569 สำนักงานสื่อต่างประเทศ AP รายงานว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาออกมากล่าวหาสหรัฐอเมริกาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีเป้าหมายทั้งพลเรือนและทางทหารในหลายรัฐ หลังเกิดเหตุระเบิดอย่างน้อย 7 ครั้ง และมีรายงานพบอากาศยานบินต่ำเหนือกรุงการากัส เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีควันลอยขึ้นจากโรงเก็บเครื่องบินของฐานทัพแห่งหนึ่งในกรุงการากัส ขณะที่สถานที่ตั้งทางทหารอีกแห่งในเมืองหลวงประสบปัญหาไฟฟ้าดับ ประชาชนในหลายย่านพากันออกมาบนท้องถนน ท่ามกลางความตื่นตระหนก โดยสามารถมองเห็นผู้คนรวมตัวกันจากระยะไกลในหลายพื้นที่ของเมือง

คาร์เมน อีดัลโก พนักงานออฟฟิศวัย 21 ปี เปิดเผยว่า พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมเล่าว่าได้ยินเสียงระเบิดและเสียงเครื่องบินบินผ่าน เธอระบุว่ารู้สึกราวกับแรงอัดจากอากาศพุ่งเข้าปะทะ ขณะกำลังเดินกลับจากงานวันเกิดพร้อมญาติสองคน

ด้านสถานีโทรทัศน์ของรัฐเวเนซุเอลายังคงออกอากาศตามปกติ โดยไม่ได้ตัดรายการข่าวด่วน และนำเสนอรายงานเกี่ยวกับดนตรีและศิลปะของประเทศ

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐและทำเนียบขาวยังไม่มีการตอบสนองต่อคำร้องขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวในทันที

เหตุระเบิดเกิดขึ้นในช่วงที่กองทัพสหรัฐเพิ่มปฏิบัติการโจมตีเรือต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนยาเสพติดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน เวเนซุเอลาเพิ่งแสดงท่าทีเปิดกว้างต่อการเจรจากับสหรัฐ เพื่อทำข้อตกลงร่วมกันในการต่อต้านการค้ายาเสพติด

ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา กล่าวในบทสัมภาษณ์ที่บันทึกล่วงหน้าและออกอากาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐต้องการบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในเวเนซุเอลา และหวังเข้าถึงแหล่งน้ำมันขนาดมหาศาลของประเทศ ผ่านแรงกดดันต่อเนื่องหลายเดือน นับตั้งแต่สหรัฐเริ่มการส่งกำลังทหารขนาดใหญ่เข้าสู่ทะเลแคริบเบียนเมื่อเดือนสิงหาคม

ทั้งนี้ มาดูโรถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในสหรัฐ ขณะที่มีรายงานว่า สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือซีไอเอ อยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วยโดรนที่ท่าเทียบเรือแห่งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่กลุ่มค้ายาเสพติดของเวเนซุเอลาใช้เป็นฐานปฏิบัติการ นับเป็นปฏิบัติการโดยตรงครั้งแรกบนแผ่นดินเวเนซุเอลา นับตั้งแต่สหรัฐเริ่มโจมตีเรือในเดือนกันยายน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เคยขู่มาหลายเดือนว่าอาจสั่งโจมตีเป้าหมายภายในเวเนซุเอลาในเร็ววัน นอกจากนี้ สหรัฐยังได้ยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลาที่ถูกคว่ำบาตร และสั่งปิดล้อมเรืออีกหลายลำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศในอเมริกาใต้แห่งนี้

ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน กองทัพสหรัฐได้โจมตีเรือในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกอย่างต่อเนื่อง โดยจนถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา มีรายงานการโจมตีเรือแล้ว 35 ครั้ง และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 115 คน ตามตัวเลขที่รัฐบาลสหรัฐเปิดเผย

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐเสริมกำลังทหารครั้งใหญ่ในน่านน้ำใกล้ทวีปอเมริกาใต้ รวมถึงการมาถึงของเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดของสหรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งทำให้มีการส่งกำลังทหารเพิ่มขึ้นอีกหลายพันนาย นับเป็นการปรากฏตัวทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ในรอบหลายทศวรรษ

ทรัมป์ให้เหตุผลว่า การโจมตีเรือเป็นการยกระดับที่จำเป็นเพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐ และยืนยันว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะความขัดแย้งทางอาวุธกับกลุ่มค้ายาเสพติด

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ของอิหร่านรายงานข่าวเหตุระเบิดในกรุงการากัส พร้อมเผยแพร่ภาพเมืองหลวงของเวเนซุเอลา โดยอิหร่านและเวเนซุเอลามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาเป็นเวลานาน ส่วนหนึ่งมาจากการมีท่าทีต่อต้านสหรัฐร่วมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...