รวมวิธีการตอบวาทกรรม ที่ถูก “ปั่น” ขึ้นโดยขบวนการปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560
ท่ามกลางกระแสการเดินหน้าสู่การทำประชามติที่จะถามประชาชนทุกคนว่า "เห็นชอบหรือไม่กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ซึ่งเกิดขึ้นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันออกแบบโดยคณะรัฐประหาร เพื่อวางโครงสร้างอำนาจทางการเมืองให้อยู่ในมือคนกลุ่มเดียว ผ่านกลไกวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า ประชาชนจำนวนมากต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีที่มาชอบธรรม และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม
อย่างไรก็ตาม ก็มีขบวนการ “สร้างวาทกรรม" ที่พยายามทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดก่อนถึงวันลงประชามติ โดยมีเป้าหมายที่จะรักษาระบอบอำนาจของคณะรัฐประหารให้ดำรงอยู่ต่อไปให้นานที่สุด
สังเกตได้ว่า การสร้างวาทกรรมให้เกิดความเข้าใจผิดในทำนองว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีเนื้อหาดีอยู่แล้ว” และ “การแก้ไขอาจไม่เป็นประโยชน์” มักอาศัยคำอธิบายชุดเดิมซ้ำๆ ไม่กี่วิธี วนไปวนมาเป็นเวลาหลายปี โดยที่ไม่มีรายละเอียดหรือข้อเท็จจริงประกอบที่อธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล และวาทกรรมเหล่านี้สามารถอธิบายให้เกิดความเข้าใจใหม่ได้ด้วยข้อเท็จจริง ดังตัวอย่างต่อไปนี้
วาทกรรม : รัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านประชามติมาก่อน จึงไม่อาจทำฉบับใหม่มาแทนได้
สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "ครั้งนั้นเป็นเพียงพิธีกรรมของคณะรัฐประหาร ไม่ใช่ประชามติที่ชอบธรรม เพราะมีการให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว เมื่อเวลาผ่านมา 10 ปีแล้ว มีคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยออกเสียงอีกกว่า 8 ล้านคนที่ต้องถามพวกเขาด้วย"
ภายใต้การปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่งตั้งคนของตัวเองขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และออกแบบกติกาเองเพื่อให้เกิดการทำประชามติขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยในวันนั้น ให้ประชาชนไปออกเสียงในคูหาด้วยบัตรใบเดียว แต่มีคำถามสองข้อ ผลการลงประชามติพบว่า ในประเด็นที่ 1 มีเสียงเห็นชอบร้อยละ 61.35 ไม่เห็นชอบร้อยละ 38.65 ในประเด็นที่ 2 มีเสียงเห็นชอบร้อยละ 58.07 ไม่เห็นชอบร้อยละ 41.93
อย่างไรก็ดีการทำประชามติในครั้งนั้นไม่ชอบธรรม และเต็มไปด้วยสารพัดปัญหาที่ไม่โปร่งใส ประชาชนไม่ได้ลงคะแนนโดยเสรี สรุปได้ดังนี้
ประชาชนที่ไปออกเสียงประชามติ “ไม่มีทางเลือก” เพราะไม่มีความชัดเจนว่า หากลงคะแนนไม่เห็นชอบแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่ คณะรัฐประหารจะคืนอำนาจให้ประชาชนหรือไม่ โดย มีชัย ฤชุพันธุ์ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ พูดไว้ก่อนวันลงคะแนนว่า หากไม่เห็นชอบระวังจะได้ฉบับที่โหดกว่านี้
ประชาชนจำนวนไม่น้อยออกเสียง “เห็นชอบ” ไม่ใช่เพราะเห็นด้วยในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ แต่เพราะต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว จากผลสำรวจของนิด้าโพลล์ ซึ่งให้ตอบข้อเดียว มีคนตอบเช่นนี้อย่างน้อย 8% จากผลสำรวจของไอลอว์ ซึ่งให้ตอบได้หลายข้อ มีคนให้เหตุผลเช่นนี้ 28% หรือคิดเป็นประมาณ 4.5 ล้านคน
ก่อนการเลือกตั้ง ไม่มีการแจกร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็มส่งไปตามบ้านเรือนของประชาชน แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำเอกสารแจกเป็นแผ่นพับ ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลเท็จ เช่น บอกว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทุกครอบครัวจะมีแพทย์ประจำครอบครัว มีสิทธิได้รับการศึกษาฟรี 14 ปี โดยไม่อธิบายประเด็นการยึดครองอำนาจทางการเมืองอย่าง ที่มาสว. ที่มาศาลรัฐธรรมนูญ ระบบเลือกตั้ง แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี การนิรโทษกรรมให้คสช. ฯลฯ
การทำประชามติที่เกิดขึ้น ดำเนินไปภายใต้คำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 3/2558 ที่สั่งห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินห้าคน ทำให้ไม่มีการทำกิจกรรมที่แสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญ และยังมีประกาศคสช. ฉบับที่ 97/2557, 103/2557 คุมเนื้อหาในสื่อ ห้ามสร้างความขัดแย้ง ทำให้สื่อไม่กล้าจัดดีเบตหรือวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ และยังมีการออกพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 กำหนดโทษจำคุก 10 ปี สำหรับคนที่แสดงความเห็นว่า ควรไปออกเสียง "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญ มีคนถูกดำเนินคดีกว่า 200 คน มีการจัดกิจกรรมสาธารณะที่ถูกปิดกั้นอย่างน้อย 19 ครั้ง
การตั้งคำถามโดยเฉพาะในประเด็นที่ 2 จงใจเขียนด้วยข้อความยาวสี่บรรทัด ให้ยากต่อการเข้าใจสำหรับประชาชนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง วิธีการเขียนมีข้อความที่ชี้นำให้เห็นชอบ เช่น “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่อง” หลีกเลียงสาระสำคัญที่จะให้อำนาจแก่ สว. โดยใช้คำว่า “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา” และไม่ได้ชี้แจงว่า สว. จะมาจากการแต่งตั้งโดย คสช.
นับจากวันที่ 7 สิงหาคม 2559 มาเป็นเวลาเกือบสิบปีเต็ม ในวันที่เกิดการออกเสียงในครั้งนั้น ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าใจกลไกทั้งหมดของร่างรัฐธรรมนูญว่า จะทำงานอย่างไรและจะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นตามมาบ้าง เช่น กลไกลมาตรฐานทางจริยธรรม กลไกการปฏิรูปประเทศ กลไกแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี แต่มาวันนี้ เมื่อได้เห็นกลไกต่างๆ ทำงานแล้ว ประชาชนก็มีสิทธิทบทวนและตัดสินใจใหม่ได้ว่า เห็นด้วยให้กลไกเหล่านี้มีอยู่ต่อไปหรือไม่
และแต่ละปีที่ผ่านไป มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอีก 700,000-900,000 คน วันนี้มีคนรุ่นใหม่อีกกว่า 8 ล้านคน ที่เพิ่งมีสิทธิออกเสียงลงประชามติ จึงเป็นความชอบธรรมที่จะถามประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงทุกคนอีกครั้งว่า เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หรือไม่ หรือต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
วาทกรรม : รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับปราบโกง การจะแก้ไขคือการช่วยคนโกง
สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "รัฐธรรมนูญนี้เขียนให้องค์กรตรวจสอบทุจริตไม่เป็นอิสระ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนฝ่ายหนึ่งให้โกงได้ไม่จำกัดและไม่ถูกตรวจสอบ หากต้องการปราบโกงจริงๆ ต้องเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"
มีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 เป็นผู้ตั้งชื่อเล่น และเชิดชูสิ่งที่ตัวเองเขียนขึ้นว่า "ฉบับปราบโกง" ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนยกร่างต้องหาถ้อยคำมาชื่นชมผลงานของตัวเอง แม้จะเป็นจริงอยู่ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มเครื่องมือถอดถอนนักการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตให้ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ง่ายขึ้น แต่เครื่องมือเหล่านั้นล้วนมีกระบวนการบังคับใช้แบบขัดหลักการของกฎหมาย "มุ่งเป้าหมายทางการเมือง" และใช้งานโดยองค์กรที่มีที่มาไม่เป็นอิสระ
องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบการทุจริต ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีที่มาที่ไม่ได้เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง โดยกรรมการสรรหาประกอบไปด้วยตัวแทนขององค์กรเหล่านี้เวียนมาเลือกผู้สมัครในหมู่พวกเดียวกันเอง และส่งรายชื่อให้สว. ลงมติ "เห็นชอบ" ให้เข้าดำรงตำแหน่ง ซึ่งในช่วงก่อนมีสว. ชุดแรกก็ให้สภาแต่งตั้งของคสช. เป็นผู้ลงมติ ต่อมาในช่วง 5 ปีแรกของรัฐธรรมนูญนี้ สว. ก็มาจากการคัดเลือกของ คสช. โดยตรง องค์กรเหล่านี้จึงมาทำหน้าที่ปกป้องและไม่ตรวจสอบคนของคสช. ต่อมาสว. ก็มาจากระบบ "เลือกกันเอง" ที่ถูกพรรคการเมืองเข้าแทรกแซง จนได้ สว. ที่เสียงส่วนใหญ่เป็น "สีน้ำเงิน" และลงมติไปในทางเดียวกันเสมอ เลือกคนที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองอย่างชัดเจนเข้ามาทำหน้าที่ "ไม่ตรวจสอบ"
มีกรณีตัวอย่างมากมายที่เห็นความไม่สุจริตของนักการเมืองฝ่ายเดียวกับคสช. แต่กลไกของรัฐธรรมนูญนี้กลับไม่สามารถตรวจสอบหรือถอดถอนนักการเมืองได้ เช่น กรณี "นาฬิกายืมเพื่อน" ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, กรณีให้ลูกชายใช้ที่อยู่ในค่ายทหารตั้งบริษัทของพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สว. ชุดพิเศษ และน้องชายของพล.อ.ประยุทธ์, กรณีนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมออกจากบ้านพักหลวงของตำแหน่งข้าราชการทหาร, กรณีรัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า มีประวัติเคยต้องโทษคดีค้ายาเสพติด, กรณีตึกสตง. ถล่มและไม่มีการรับผิดของหน่วยงานรัฐ, กรณีถนนยุบหน้าโรงพยาบาลวชิระ ซึ่งบริษัทที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นของอนุทิน ชาญวีรกูล รวมทั้งกรณีการโกงเลือกสว. ซึ่งเป็นการทุจริตที่ชัดเจนแต่กลับเอาผิดใครไม่ได้ ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่สามารถ "ปราบโกง" ได้จริง ตรงกันข้ามกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งหลายกลับ "ไม่ทำงาน" เพื่อปกป้องพวกเดียวกันเอง
คำว่า “ปราบโกง” เป็นเพียงวาทกรรมสวยหรูที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปั้นแต่งขึ้น เพื่อจะเพิ่มเครื่องมือสำหรับใช้กำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเท่านั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ไม่ได้มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือการโกงร่วมด้วย รวมถึงการถอดถอนนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนด้วยข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรม เศรษฐา ทวีสินถูกข้อหาว่าแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีประวัติทุจริต ส่วนแพทองธาร ชินวัตร ถูกข้อหาโทรศัพท์คุยกับฮุนเซ็น ทั้งสองกรณีไม่ใช่ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต หรือก่อนหน้านี้การตัดสิทธิพรรณิการ์ วานิช ด้วยเรื่องมาตรฐานจริยธรรม รวมถึงคดี 44 สส. จากพรรคก้าวไกลก็ไม่ได้ทุจริตคอร์รัปชั่น เพียงทำหน้าที่สส. ในการเสนอกฎหมายเท่านั้น แต่กลายเป็นกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำหน้าที่ถอดถอนนักการเมืองที่ “ไม่ถูกใจ” หรือเคลื่อนไหวประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์
ผลจากการใช้งานอยู่นานกว่า 8 ปี เห็นภาพชัดแล้วว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองในขั้วเดียวกัน แทบไม่เคยถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่ว่าพฤติกรรมที่ปรากฏจะสะท้อนความไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อราชการมากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าเป็นขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม กลับถูกตรวจสอบ ถอดถอน หรือถูกตัดสิทธิทางการเมืองได้ง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าข้อกล่าวหาจะไม่ใช่เรื่องการ "โกง" หรือ “ทุจริต” ก็ตาม
วาทกรรม : การแก้รัฐธรรมนูญทำเพื่อประโยชน์นักการเมือง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ด้วย
สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "หากการแก้ไขเกิดขึ้นโดยนักการเมืองตกลงกันเองก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง แต่หากการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐธรรมนูญที่ประชาชนร่วมร่างก็จะคืนอำนาจและผลประโยชน์มายังประชาชน"
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 นั้นเป็นฉบับที่ "แก้ไขได้ยากที่สุด" อยู่แล้ว เพราะต้องอาศัยเสียง สส. ฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล และ สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 ลงคะแนนเห็นชอบด้วย หมายความว่า การจะแก้ไขเรื่องใดได้สำเร็จต้องเกิดจากการเห็นพ้องกันจากทุกฝ่ายในรัฐสภา การแก้ไขเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดขึ้นได้ยากมากอยู่แล้ว แต่สำหรับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ข้อเสนอได้ผ่านการพิจารณาจากทั้ง สส. และ สว. แล้ว และไม่ได้เป็นการแก้ไขเพียงบางประเด็นเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการเปิดทางเพื่อไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นของทุกคน
ช่วงระหว่างปี 2562 - 2566 รัฐสภาภายใต้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีข้อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกบรรจุเข้าสู่การพิจารณาถึง 26 ฉบับ ซึ่งมาจากการเข้าชื่อเสนอของประชาชน 4 ฉบับ แต่ สว. ยอมให้แก้ไขได้เพียงประเด็นเดียว คือ ข้อเสนอเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง สส. ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทุกพรรคการเมืองรวมทั้งพลังประชารัฐเห็นตรงกันในเรื่องนี้ โดยเปลี่ยนจากระบบเดิมที่ใช้บัตรใบเดียว มีสส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 คน ซึ่งส่งผลให้พรรคการเมืองสีส้มที่มีความนิยมในระดับประเทศสูงแต่มีสส. ในระดับเขตไม่มาก อาจได้รับจัดสรรที่นั่งเยอะ เปลี่ยนมาเป็นระบบบัตรสองใบที่มีสส. ปาร์ตี้ลิสต์ลดเหลือ 100 คน ซึ่งชัดเจนว่า เป็นการแก้ไขเพื่อสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในการลงสนามเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ
แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น ข้อเสนอเพิ่มสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมที่นำโดยพรรคพลังประชารัฐ ข้อเสนอเพิ่มสิทธิชุมชนที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ข้อเสนอหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย หรือข้อเสนอเพิ่มเสรีภาพในการแสดงออกที่นำโดยพรรคเพื่อไทย แต่ สว. กลับไม่ลงมติให้ผ่านไปได้เลย
สาเหตุที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำสำเร็จเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อนักการเมือง แต่ไม่สำเร็จในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็เกิดจากมติของกลุ่ม ส.ว. ซึ่งมาจากการสรรหาของคสช. นั่นเอง
มาถึงปี 2568-2569 เราไม่ได้อยู่ในจุดที่ถกเถียงกันในรายมาตราหรือรายประเด็นอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการ "เขียนใหม่ทั้งฉบับ" อย่างจริงจัง ซึ่งประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่เผชิญปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม ต่างก็กำลังมีความฝัน ความหวังจะเห็นภาพสังคมแบบใหม่ที่จะออกแบบร่วมกันในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่น การรับรองสิทธิความหลากหลายทางเพศ การรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี การรับรองสิทธิจะได้รับบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน การรับรองสิทธิได้รับการศึกษาฟรี หรือเสรีภาพในการรวมตัวเพื่อเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ฯลฯ ซึ่งการเขียนรัฐธรรมนูญในประเด็นสิทธิเหล่านี้เป็นประโยชน์กับประชาชนโดยตรง ไม่ใช่ประโยชน์ของนักการเมือง
การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจเปิดโอกาสให้เกิดการออกแบบวิธีเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วม ออกแบบระบบการเลือกตั้งให้สะท้อนความต้องการของประชาชน ให้ทุกเสียงถูกนับอย่างมีความหมาย ไม่ให้มีองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างวุฒิสภา หรือศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีอำนาจตัดสินใจใหญ่กว่าการตัดสินใจโดยประชาชน ไม่มีอำนาจนอกระบบมาแทรกแซงการเมือง มีระบบการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยองค์กรที่เป็นอิสระ การจัดสรรงบประมาณไปถึงมือประชาชนและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน และประชาชนก็จะได้ประโยชน์โดยตรงจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
วาทกรรม : ควรแก้ไขปัญหาปากท้องก่อนค่อยแก้รัฐธรรมนูญ
สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "ปัญหาทั้งปากท้องและปัญหารัฐธรรมนูญแก้ไขไปพร้อมกันได้ ไม่มีก่อนหรือหลัง เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 สร้างกลไกให้อำนาจทางการเมืองอยู่ในมือคนกลุ่มเดียว นักการเมืองจึงไม่เห็นหัวประชาชน การจะแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้จึงต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย"
ปัญหาปากท้องของประชาชน หรือปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ไม่ใช่ว่าปัญหาปากท้องสำคัญกว่า และต้องทำก่อนปัญหาเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น การหาผู้ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ การประกันราคาพืชผลการเกษตร การสร้างตลาดให้ธุรกิจรายย่อย การลดการผูกขาดของนายทุนรายใหญ่ สามารถทำไปพร้อมกับการที่รัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือพร้อมกับการเดินหน้าไปสู่การออกเสียงประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 อำนาจทางการเมืองถูกวางไว้ให้อยู่ในมือของคนกลุ่มเดียว คนที่ชนะการเลือกตั้งไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ คนที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินนโยบายที่หาเสียงไว้ได้ แม้จะหาเสียงด้วยนโยบายเพื่อปากท้องของประชาชนตามที่ประชาชนต้องการ แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งก็ถูกถอดถอนหรือยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย เมื่อเสนอนโยบายตามที่หาเสียงไว้ก็อาจถูกขัดขวางด้วย แผนปฏิรูปประเทศหรือแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี หรือหลักการห้ามจัดสรรงบประมาณสร้างความนิยมให้ตัวเอง ตามมาตรา 144 จึงทำให้ระบบการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถแก้ไปปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างตอบโจทย์จริงๆ
ในทางตรงกันข้าม เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาให้คนที่เข้าสู่อำนาจและเป็นรัฐบาลไม่จำเป็นต้องชนะการเลือกตั้งหรือได้คะแนนเสียงจำนวนมากจากประชาชน แต่ต้องเป็นคนที่มีอำนาจในการควบคุมวุฒิสภา และควบคุมองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจทั้งหลายให้ได้ ก็จะสามารถอยู่ในอำนาจได้ รัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่จำเป็นต้องสนใจแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อสร้างความนิยม และส่งผลให้ปัญหาคุณภาพชีวิต ปากท้อง เศรษฐกิจ ไม่ได้รับการแก้ไข
หากประชาชนต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็จำเป็นต้องสร้างระบบการเมืองที่ดี ระบบที่นักการเมืองหรือคนที่มีอำนาจต้องฟังเสียงประชาชน จัดสรรงบประมาณให้เป็นประโยชน์กับประชาชน และทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพราะพวกเขาต้องการได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง และการเมืองที่ดีนั้นจะต้องได้มาจากรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่วางกติกาที่ดี เป็นธรรม ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นได้จริง เมื่อรัฐธรรมนูญวางโครงสร้างไว้มีปัญหา การแก้ไขปัญหาปากท้องจึงไม่อาจแยกขาดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
“ปากท้องจะดีได้ ต้องมีการเมืองดี และการเมืองจะดีได้ ต้องมีรัฐธรรมนูญดี”
วาทกรรม : ต้องแก้สันดานนักการเมืองให้ได้ก่อน แล้วค่อยแก้รัฐธรรมนูญ
สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "สันดานคนนั้นแก้ไม่ง่าย แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ ออกแบบระบบกติกาให้ดี เพื่อควบคุมคนสันดานไม่ดี ให้อยู่ในร่องในรอย"
"สันดาน" หรือนิสัยของนักการเมืองที่อยู่ในระบบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เป็นผลมาจากระบบที่ออกแบบวิธีการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองและวิธีการรักษาอำนาจทางการเมืองเอาไว้ นักการเมืองบางคนอาจจะมีนิสัยที่ชอบการจ่ายเงินซื้อเสียงเมื่อมีการเลือกตั้ง ก็เป็นเพราะกกต. หรือคนคุมกติกาไม่สามารถตรวจสอบหรือเอาผิดได้ เพราะกกต. เองก็มีที่มาที่ไม่เป็นกลาง ถูกเลือกมาโดยฝ่ายการเมือง หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะตัดสินคุณสมบัติของนักการเมืองก็มีที่มาไม่เป็นกลาง นักการเมืองหรือคนที่ต้องการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองจึงติดนิสัยการ "เดินทางลัด" เลือกเข้าหาฝ่ายที่ถืออำนาจเพื่อให้ไม่อาจถูกตรวจสอบได้ แม้ว่าจะทำผิดกฎหมาย เช่น การซื้อเสียง หรือการทุจริตคอร์รัปชั่น ก็มีระบบที่คอยปกป้องอยู่
มีกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของนักการเมืองมากมายภายใต้ที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่นกรณีการ “ค้าแป้ง” ของรัฐมนตรีธรรมนัส ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า ไม่ขาดคุณสมบัติและเป็นรัฐมนตรีต่อมาจนภายหลังมีข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการแสกมเมอร์ กรณีสิระ เจนจาคะ ทำตัว "กร่าง" ตะคอกใส่ตำรวจ หรือกรณีสว.อุปกิตติ์ ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวกันกับการฟอกเงินและค้ายาเสพติด แต่สว.ก็ลงมติ "อุ้ม" ไม่ให้ถูกเรียกตัวไปสอบสวน หรือกรณีของสว.สมชาย แสวงการ ที่มีข้อมูลว่าดุษฎีนิพนธ์ของเขาคัดลอกมาจากงานวิชาการเล่มอื่น กรณีเหล่านี้ไม่เคยถูกตรวจสอบ ระบบกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถเอาพวกเขาออกจากตำแหน่งทางการเมืองได้ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังสนับสนุนให้พวกเขาอยู่ในตำแหน่งใช้อำนาจทางการเมืองต่อไปได้ด้วย การจะแก้ไขนิสัยและพฤติกรรมของนักการเมืองได้จึงต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เท่านั้น
นอกจากนี้ ตามระบบของรัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อ สส. ได้รับเลือกตั้งเข้าไปในสภาแล้วก็จะมี "ค่าหัว" ที่อาจถูกซื้อตัวให้ย้ายพรรคกันได้เป็นว่าเล่น โดยไม่ต้องสนใจคะแนนเสียงที่ประชาชนออกเสียงให้เพื่อไปปฏิบัติภารกิจที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบว่าก่อนเลือกตั้งหาเสียงเรื่องอะไรไว้บ้าง เพราะรัฐธรรมนูญนี้คุ้มครองสส. ที่จะเป็นงูเห่า ที่พร้อมตั้งค่าตัวเพื่อย้ายไปอยู่พรรคอื่นและยังสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่สส. งูเห่าอาจถูกลงโทษถอดถอนได้โดยพรรคต้นสังกัด ดังนั้น ถ้าจะให้สส. ต้องทำงานตอบสนองประชาชนที่ลงคะแนนเลือกพวกเขามา ก็ต้องสร้างระบบให้พรรคการเมืองควบคุมสส. ของตัวเองให้ทำตามนโยบายของพรรคได้ ไม่ใช่เปิดช่องให้ซื้อตัวย้ายข้างกันได้ง่ายๆ ดังเช่นตัวอย่างที่เห็นกันในรัฐธรรมนูญ 2560
วาทกรรม : แก้รายมาตราก็ได้ การเขียนใหม่สิ้นเปลืองงบประมาณ
สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "ข้อเสนอแก้รายมาตราเคยเสนอกันมา 26 เรื่องแล้ว แต่ไม่สามารถผ่านเสียงสว. ได้ การเขียนใหม่จึงเป็นทางออกเดียวในวันนี้"
เป็นความจริงที่ว่า ปัญหาบางประการของรัฐธรรมนูญ 2560 สามารถเสนอแก้ไขเป็นรายประเด็นได้ โดยให้รัฐสภาลงมติแก้ไขเรื่องนั้นๆ ให้ผ่านไปโดยไม่ต้องทำประชามติ และไม่ต้องใช้เวลานาน เช่น ประเด็นอำนาจพิเศษของวุฒิสภาที่มากเกินไป ประเด็นการยกเว้นความผิดให้ผู้ทำรัฐประหาร ประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ประเด็นสิทธิของคนพิการ แต่ข้อเสนอเหล่านี้เคยถูกเสนอแก้ไขกันมาแล้วในช่วงปี 2563-2564 บางเรื่องเสนอกันหลายรอบ แต่ก็ไม่สามารถผ่านการพิจารณาได้ หากสามารถผ่านการพิจารณาได้ปัญหาหลายอย่างก็จะบรรเทาเบาบางลงไปบ้างแล้ว
แต่ปัญหาอีกหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง เช่น ที่มาของวุฒิสภา หรือที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการในองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ ไม่อาจแก้ไขเป็น "รายมาตรา" หรือแก้ไขเพียงไม่กี่มาตราได้ เพราะวิธีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนแบบโยงใยข้ามหมวดข้ามมาตรากันอย่างสับสน ส่วนหนึ่งเพราะเป็นเทคนิคของผู้ร่างที่ต้องการ "ซ่อนแอบ" อำนาจที่ไม่ชอบธรรมเอาไว้ หากจะใช้วิธีการแก้ไขก็ต้องแก้ไขหลายสิบหรืออาจจะเป็นร้อยมาตรา ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขแล้วเป็นฉบับที่ซับซ้อนและอ่านเข้าใจยาก เต็มไปด้วยการ "ปะผุ" โครงสร้างเดิมที่วางพื้นฐานที่ไม่มั่นคงเอาไว้ การเริ่มต้นเขียนใหม่เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญที่วางหลักการถูกต้องและเป็นธรรมตั้งแต่ต้น ให้อ่านง่ายไม่ซับซ้อนไม่ซ่อนแอบ เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการแก้ไขรายมาตราและหวังว่าจะแก้ไขปัญหาได้
กกต. เคยประเมินว่า การทำประชามติ 1 ครั้งต้องใช้งบประมาณ 3,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่สูง แต่ตามพ.ร.บ.ประชามติฯ ฉบับที่แก้ไขแล้ว การทำประชามติสามารถออกแบบให้เกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้งได้ ซึ่งจะลดจำนวนเจ้าหน้าที่และลดงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ได้ลงหลักพันล้านบาท หากการทำประชามติเป็นไปโดย "เสรี" สื่อมวลชนต่างๆ ก็จะช่วยนำเสนอข้อมูลทั้งเรื่องขั้นตอนวิธีการไปใช้สิทธิ และเนื้อหาของฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งจะลดงบประมาณการประชาสัมพันธ์ของกกต. ลงได้อีก การทำประชามติยังสามารถออกแบบให้ออกเสียงทางไปรษณีย์หรือทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วย
ความพยายามเหล่านี้หากได้รับการยอมรับก็จะลดงบประมาณที่ต้องใช้ได้อีกมาก และหากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกแบบไว้อย่างดี โดยทำประชามติสองคำถามพร้อมกันในครั้งเดียว โดยใช้บัตรใบเดียวที่มีหลายคำถาม และจัดขึ้นพร้อมกันในวันที่ประชาชนไปออกเสียงเลือกตั้งด้วย ก็จะทำให้ต้องจัดคูหาประชามติทั้งหมดไม่เกิน 2 ครั้ง ไม่ได้สิ้นเปลืองงบประมาณมากจนเกินไป อยู่ที่หลัก 5-6 พันล้านบาท ซึ่งจะเป็นการใช้จ่ายงบประมาณในระยะหลายปีของกระบวนการทั้งหมด ไม่ใช่การจ่ายก้อนเดียวในคราวเดียว
งบประมาณในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนที่สูงคือ การจัดประชามติแต่ละครั้งที่ต้องลงทุนกับค่าตอบแทนเบี้ยงเลี้ยงเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยหลายแสนคนต่อครั้ง และค่าจัดหน่วยการออกเสียง ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้เป็นการจ่ายเงินงบประมาณให้กลับเข้าสู่มือของประชาชน และเป็นเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก ตรงกันข้ามกับงบประมาณที่จ่ายเป็นค่าดำเนินการปฏิรูปประเทศในยุคของ คสช. ที่มีการแต่งตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ขึ้นมาทำงานโดยใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท หรือการที่มีสว. แต่งตั้งชุดพิเศษตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ซึ่งใช้งบประมาณไปอีกหลายพันล้านบาท แต่เป็นการเอางบประมาณแผ่นดินไปจ่ายค่าตอบแทนให้คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวที่อยู่ในอำนาจ หากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการจ่ายงบประมาณให้กับกลไกของ คสช. ได้ก็จะทำให้ประเทศประหยัดงบประมาณลงได้อีกมาก