โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รวมวิธีการตอบวาทกรรม ที่ถูก “ปั่น” ขึ้นโดยขบวนการปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560

iLaw

อัพเดต 17 ธ.ค. 2568 เวลา 10.56 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2568 เวลา 18.31 น. • iLaw

ท่ามกลางกระแสการเดินหน้าสู่การทำประชามติที่จะถามประชาชนทุกคนว่า "เห็นชอบหรือไม่กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ซึ่งเกิดขึ้นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันออกแบบโดยคณะรัฐประหาร เพื่อวางโครงสร้างอำนาจทางการเมืองให้อยู่ในมือคนกลุ่มเดียว ผ่านกลไกวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า ประชาชนจำนวนมากต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีที่มาชอบธรรม และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

อย่างไรก็ตาม ก็มีขบวนการ “สร้างวาทกรรม" ที่พยายามทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดก่อนถึงวันลงประชามติ โดยมีเป้าหมายที่จะรักษาระบอบอำนาจของคณะรัฐประหารให้ดำรงอยู่ต่อไปให้นานที่สุด

สังเกตได้ว่า การสร้างวาทกรรมให้เกิดความเข้าใจผิดในทำนองว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีเนื้อหาดีอยู่แล้ว” และ “การแก้ไขอาจไม่เป็นประโยชน์” มักอาศัยคำอธิบายชุดเดิมซ้ำๆ ไม่กี่วิธี วนไปวนมาเป็นเวลาหลายปี โดยที่ไม่มีรายละเอียดหรือข้อเท็จจริงประกอบที่อธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล และวาทกรรมเหล่านี้สามารถอธิบายให้เกิดความเข้าใจใหม่ได้ด้วยข้อเท็จจริง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

วาทกรรม : รัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านประชามติมาก่อน จึงไม่อาจทำฉบับใหม่มาแทนได้

สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "ครั้งนั้นเป็นเพียงพิธีกรรมของคณะรัฐประหาร ไม่ใช่ประชามติที่ชอบธรรม เพราะมีการให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว เมื่อเวลาผ่านมา 10 ปีแล้ว มีคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยออกเสียงอีกกว่า 8 ล้านคนที่ต้องถามพวกเขาด้วย"

ภายใต้การปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่งตั้งคนของตัวเองขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และออกแบบกติกาเองเพื่อให้เกิดการทำประชามติขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยในวันนั้น ให้ประชาชนไปออกเสียงในคูหาด้วยบัตรใบเดียว แต่มีคำถามสองข้อ ผลการลงประชามติพบว่า ในประเด็นที่ 1 มีเสียงเห็นชอบร้อยละ 61.35 ไม่เห็นชอบร้อยละ 38.65 ในประเด็นที่ 2 มีเสียงเห็นชอบร้อยละ 58.07 ไม่เห็นชอบร้อยละ 41.93

อย่างไรก็ดีการทำประชามติในครั้งนั้นไม่ชอบธรรม และเต็มไปด้วยสารพัดปัญหาที่ไม่โปร่งใส ประชาชนไม่ได้ลงคะแนนโดยเสรี สรุปได้ดังนี้

  • ประชาชนที่ไปออกเสียงประชามติ “ไม่มีทางเลือก” เพราะไม่มีความชัดเจนว่า หากลงคะแนนไม่เห็นชอบแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่ คณะรัฐประหารจะคืนอำนาจให้ประชาชนหรือไม่ โดย มีชัย ฤชุพันธุ์ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ พูดไว้ก่อนวันลงคะแนนว่า หากไม่เห็นชอบระวังจะได้ฉบับที่โหดกว่านี้

  • ประชาชนจำนวนไม่น้อยออกเสียง “เห็นชอบ” ไม่ใช่เพราะเห็นด้วยในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ แต่เพราะต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว จากผลสำรวจของนิด้าโพลล์ ซึ่งให้ตอบข้อเดียว มีคนตอบเช่นนี้อย่างน้อย 8% จากผลสำรวจของไอลอว์ ซึ่งให้ตอบได้หลายข้อ มีคนให้เหตุผลเช่นนี้ 28% หรือคิดเป็นประมาณ 4.5 ล้านคน

  • ก่อนการเลือกตั้ง ไม่มีการแจกร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็มส่งไปตามบ้านเรือนของประชาชน แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำเอกสารแจกเป็นแผ่นพับ ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลเท็จ เช่น บอกว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทุกครอบครัวจะมีแพทย์ประจำครอบครัว มีสิทธิได้รับการศึกษาฟรี 14 ปี โดยไม่อธิบายประเด็นการยึดครองอำนาจทางการเมืองอย่าง ที่มาสว. ที่มาศาลรัฐธรรมนูญ ระบบเลือกตั้ง แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี การนิรโทษกรรมให้คสช. ฯลฯ

  • การทำประชามติที่เกิดขึ้น ดำเนินไปภายใต้คำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 3/2558 ที่สั่งห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินห้าคน ทำให้ไม่มีการทำกิจกรรมที่แสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญ และยังมีประกาศคสช. ฉบับที่ 97/2557, 103/2557 คุมเนื้อหาในสื่อ ห้ามสร้างความขัดแย้ง ทำให้สื่อไม่กล้าจัดดีเบตหรือวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ และยังมีการออกพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 กำหนดโทษจำคุก 10 ปี สำหรับคนที่แสดงความเห็นว่า ควรไปออกเสียง "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญ มีคนถูกดำเนินคดีกว่า 200 คน มีการจัดกิจกรรมสาธารณะที่ถูกปิดกั้นอย่างน้อย 19 ครั้ง

  • การตั้งคำถามโดยเฉพาะในประเด็นที่ 2 จงใจเขียนด้วยข้อความยาวสี่บรรทัด ให้ยากต่อการเข้าใจสำหรับประชาชนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง วิธีการเขียนมีข้อความที่ชี้นำให้เห็นชอบ เช่น “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่อง” หลีกเลียงสาระสำคัญที่จะให้อำนาจแก่ สว. โดยใช้คำว่า “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา” และไม่ได้ชี้แจงว่า สว. จะมาจากการแต่งตั้งโดย คสช.

นับจากวันที่ 7 สิงหาคม 2559 มาเป็นเวลาเกือบสิบปีเต็ม ในวันที่เกิดการออกเสียงในครั้งนั้น ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าใจกลไกทั้งหมดของร่างรัฐธรรมนูญว่า จะทำงานอย่างไรและจะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นตามมาบ้าง เช่น กลไกลมาตรฐานทางจริยธรรม กลไกการปฏิรูปประเทศ กลไกแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี แต่มาวันนี้ เมื่อได้เห็นกลไกต่างๆ ทำงานแล้ว ประชาชนก็มีสิทธิทบทวนและตัดสินใจใหม่ได้ว่า เห็นด้วยให้กลไกเหล่านี้มีอยู่ต่อไปหรือไม่

และแต่ละปีที่ผ่านไป มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอีก 700,000-900,000 คน วันนี้มีคนรุ่นใหม่อีกกว่า 8 ล้านคน ที่เพิ่งมีสิทธิออกเสียงลงประชามติ จึงเป็นความชอบธรรมที่จะถามประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงทุกคนอีกครั้งว่า เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หรือไม่ หรือต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วาทกรรม : รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับปราบโกง การจะแก้ไขคือการช่วยคนโกง

สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "รัฐธรรมนูญนี้เขียนให้องค์กรตรวจสอบทุจริตไม่เป็นอิสระ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนฝ่ายหนึ่งให้โกงได้ไม่จำกัดและไม่ถูกตรวจสอบ หากต้องการปราบโกงจริงๆ ต้องเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"

มีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 เป็นผู้ตั้งชื่อเล่น และเชิดชูสิ่งที่ตัวเองเขียนขึ้นว่า "ฉบับปราบโกง" ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนยกร่างต้องหาถ้อยคำมาชื่นชมผลงานของตัวเอง แม้จะเป็นจริงอยู่ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มเครื่องมือถอดถอนนักการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตให้ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ง่ายขึ้น แต่เครื่องมือเหล่านั้นล้วนมีกระบวนการบังคับใช้แบบขัดหลักการของกฎหมาย "มุ่งเป้าหมายทางการเมือง" และใช้งานโดยองค์กรที่มีที่มาไม่เป็นอิสระ

องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบการทุจริต ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีที่มาที่ไม่ได้เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง โดยกรรมการสรรหาประกอบไปด้วยตัวแทนขององค์กรเหล่านี้เวียนมาเลือกผู้สมัครในหมู่พวกเดียวกันเอง และส่งรายชื่อให้สว. ลงมติ "เห็นชอบ" ให้เข้าดำรงตำแหน่ง ซึ่งในช่วงก่อนมีสว. ชุดแรกก็ให้สภาแต่งตั้งของคสช. เป็นผู้ลงมติ ต่อมาในช่วง 5 ปีแรกของรัฐธรรมนูญนี้ สว. ก็มาจากการคัดเลือกของ คสช. โดยตรง องค์กรเหล่านี้จึงมาทำหน้าที่ปกป้องและไม่ตรวจสอบคนของคสช. ต่อมาสว. ก็มาจากระบบ "เลือกกันเอง" ที่ถูกพรรคการเมืองเข้าแทรกแซง จนได้ สว. ที่เสียงส่วนใหญ่เป็น "สีน้ำเงิน" และลงมติไปในทางเดียวกันเสมอ เลือกคนที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองอย่างชัดเจนเข้ามาทำหน้าที่ "ไม่ตรวจสอบ"

มีกรณีตัวอย่างมากมายที่เห็นความไม่สุจริตของนักการเมืองฝ่ายเดียวกับคสช. แต่กลไกของรัฐธรรมนูญนี้กลับไม่สามารถตรวจสอบหรือถอดถอนนักการเมืองได้ เช่น กรณี "นาฬิกายืมเพื่อน" ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, กรณีให้ลูกชายใช้ที่อยู่ในค่ายทหารตั้งบริษัทของพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สว. ชุดพิเศษ และน้องชายของพล.อ.ประยุทธ์, กรณีนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมออกจากบ้านพักหลวงของตำแหน่งข้าราชการทหาร, กรณีรัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า มีประวัติเคยต้องโทษคดีค้ายาเสพติด, กรณีตึกสตง. ถล่มและไม่มีการรับผิดของหน่วยงานรัฐ, กรณีถนนยุบหน้าโรงพยาบาลวชิระ ซึ่งบริษัทที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นของอนุทิน ชาญวีรกูล รวมทั้งกรณีการโกงเลือกสว. ซึ่งเป็นการทุจริตที่ชัดเจนแต่กลับเอาผิดใครไม่ได้ ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่สามารถ "ปราบโกง" ได้จริง ตรงกันข้ามกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งหลายกลับ "ไม่ทำงาน" เพื่อปกป้องพวกเดียวกันเอง

คำว่า “ปราบโกง” เป็นเพียงวาทกรรมสวยหรูที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปั้นแต่งขึ้น เพื่อจะเพิ่มเครื่องมือสำหรับใช้กำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเท่านั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ไม่ได้มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือการโกงร่วมด้วย รวมถึงการถอดถอนนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนด้วยข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรม เศรษฐา ทวีสินถูกข้อหาว่าแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีประวัติทุจริต ส่วนแพทองธาร ชินวัตร ถูกข้อหาโทรศัพท์คุยกับฮุนเซ็น ทั้งสองกรณีไม่ใช่ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต หรือก่อนหน้านี้การตัดสิทธิพรรณิการ์ วานิช ด้วยเรื่องมาตรฐานจริยธรรม รวมถึงคดี 44 สส. จากพรรคก้าวไกลก็ไม่ได้ทุจริตคอร์รัปชั่น เพียงทำหน้าที่สส. ในการเสนอกฎหมายเท่านั้น แต่กลายเป็นกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำหน้าที่ถอดถอนนักการเมืองที่ “ไม่ถูกใจ” หรือเคลื่อนไหวประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์

ผลจากการใช้งานอยู่นานกว่า 8 ปี เห็นภาพชัดแล้วว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองในขั้วเดียวกัน แทบไม่เคยถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่ว่าพฤติกรรมที่ปรากฏจะสะท้อนความไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อราชการมากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าเป็นขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม กลับถูกตรวจสอบ ถอดถอน หรือถูกตัดสิทธิทางการเมืองได้ง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าข้อกล่าวหาจะไม่ใช่เรื่องการ "โกง" หรือ “ทุจริต” ก็ตาม

วาทกรรม : การแก้รัฐธรรมนูญทำเพื่อประโยชน์นักการเมือง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ด้วย

สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "หากการแก้ไขเกิดขึ้นโดยนักการเมืองตกลงกันเองก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง แต่หากการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐธรรมนูญที่ประชาชนร่วมร่างก็จะคืนอำนาจและผลประโยชน์มายังประชาชน"

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 นั้นเป็นฉบับที่ "แก้ไขได้ยากที่สุด" อยู่แล้ว เพราะต้องอาศัยเสียง สส. ฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล และ สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 ลงคะแนนเห็นชอบด้วย หมายความว่า การจะแก้ไขเรื่องใดได้สำเร็จต้องเกิดจากการเห็นพ้องกันจากทุกฝ่ายในรัฐสภา การแก้ไขเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดขึ้นได้ยากมากอยู่แล้ว แต่สำหรับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ข้อเสนอได้ผ่านการพิจารณาจากทั้ง สส. และ สว. แล้ว และไม่ได้เป็นการแก้ไขเพียงบางประเด็นเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการเปิดทางเพื่อไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นของทุกคน

ช่วงระหว่างปี 2562 - 2566 รัฐสภาภายใต้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีข้อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกบรรจุเข้าสู่การพิจารณาถึง 26 ฉบับ ซึ่งมาจากการเข้าชื่อเสนอของประชาชน 4 ฉบับ แต่ สว. ยอมให้แก้ไขได้เพียงประเด็นเดียว คือ ข้อเสนอเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง สส. ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทุกพรรคการเมืองรวมทั้งพลังประชารัฐเห็นตรงกันในเรื่องนี้ โดยเปลี่ยนจากระบบเดิมที่ใช้บัตรใบเดียว มีสส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 คน ซึ่งส่งผลให้พรรคการเมืองสีส้มที่มีความนิยมในระดับประเทศสูงแต่มีสส. ในระดับเขตไม่มาก อาจได้รับจัดสรรที่นั่งเยอะ เปลี่ยนมาเป็นระบบบัตรสองใบที่มีสส. ปาร์ตี้ลิสต์ลดเหลือ 100 คน ซึ่งชัดเจนว่า เป็นการแก้ไขเพื่อสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในการลงสนามเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ

แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น ข้อเสนอเพิ่มสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมที่นำโดยพรรคพลังประชารัฐ ข้อเสนอเพิ่มสิทธิชุมชนที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ข้อเสนอหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย หรือข้อเสนอเพิ่มเสรีภาพในการแสดงออกที่นำโดยพรรคเพื่อไทย แต่ สว. กลับไม่ลงมติให้ผ่านไปได้เลย

สาเหตุที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำสำเร็จเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อนักการเมือง แต่ไม่สำเร็จในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็เกิดจากมติของกลุ่ม ส.ว. ซึ่งมาจากการสรรหาของคสช. นั่นเอง

มาถึงปี 2568-2569 เราไม่ได้อยู่ในจุดที่ถกเถียงกันในรายมาตราหรือรายประเด็นอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการ "เขียนใหม่ทั้งฉบับ" อย่างจริงจัง ซึ่งประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่เผชิญปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม ต่างก็กำลังมีความฝัน ความหวังจะเห็นภาพสังคมแบบใหม่ที่จะออกแบบร่วมกันในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่น การรับรองสิทธิความหลากหลายทางเพศ การรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี การรับรองสิทธิจะได้รับบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน การรับรองสิทธิได้รับการศึกษาฟรี หรือเสรีภาพในการรวมตัวเพื่อเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ฯลฯ ซึ่งการเขียนรัฐธรรมนูญในประเด็นสิทธิเหล่านี้เป็นประโยชน์กับประชาชนโดยตรง ไม่ใช่ประโยชน์ของนักการเมือง

การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจเปิดโอกาสให้เกิดการออกแบบวิธีเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วม ออกแบบระบบการเลือกตั้งให้สะท้อนความต้องการของประชาชน ให้ทุกเสียงถูกนับอย่างมีความหมาย ไม่ให้มีองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างวุฒิสภา หรือศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีอำนาจตัดสินใจใหญ่กว่าการตัดสินใจโดยประชาชน ไม่มีอำนาจนอกระบบมาแทรกแซงการเมือง มีระบบการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยองค์กรที่เป็นอิสระ การจัดสรรงบประมาณไปถึงมือประชาชนและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน และประชาชนก็จะได้ประโยชน์โดยตรงจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วาทกรรม : ควรแก้ไขปัญหาปากท้องก่อนค่อยแก้รัฐธรรมนูญ

สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "ปัญหาทั้งปากท้องและปัญหารัฐธรรมนูญแก้ไขไปพร้อมกันได้ ไม่มีก่อนหรือหลัง เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 สร้างกลไกให้อำนาจทางการเมืองอยู่ในมือคนกลุ่มเดียว นักการเมืองจึงไม่เห็นหัวประชาชน การจะแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้จึงต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย"

ปัญหาปากท้องของประชาชน หรือปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ไม่ใช่ว่าปัญหาปากท้องสำคัญกว่า และต้องทำก่อนปัญหาเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น การหาผู้ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ การประกันราคาพืชผลการเกษตร การสร้างตลาดให้ธุรกิจรายย่อย การลดการผูกขาดของนายทุนรายใหญ่ สามารถทำไปพร้อมกับการที่รัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือพร้อมกับการเดินหน้าไปสู่การออกเสียงประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้

ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 อำนาจทางการเมืองถูกวางไว้ให้อยู่ในมือของคนกลุ่มเดียว คนที่ชนะการเลือกตั้งไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ คนที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินนโยบายที่หาเสียงไว้ได้ แม้จะหาเสียงด้วยนโยบายเพื่อปากท้องของประชาชนตามที่ประชาชนต้องการ แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งก็ถูกถอดถอนหรือยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย เมื่อเสนอนโยบายตามที่หาเสียงไว้ก็อาจถูกขัดขวางด้วย แผนปฏิรูปประเทศหรือแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี หรือหลักการห้ามจัดสรรงบประมาณสร้างความนิยมให้ตัวเอง ตามมาตรา 144 จึงทำให้ระบบการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถแก้ไปปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างตอบโจทย์จริงๆ

ในทางตรงกันข้าม เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาให้คนที่เข้าสู่อำนาจและเป็นรัฐบาลไม่จำเป็นต้องชนะการเลือกตั้งหรือได้คะแนนเสียงจำนวนมากจากประชาชน แต่ต้องเป็นคนที่มีอำนาจในการควบคุมวุฒิสภา และควบคุมองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจทั้งหลายให้ได้ ก็จะสามารถอยู่ในอำนาจได้ รัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่จำเป็นต้องสนใจแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อสร้างความนิยม และส่งผลให้ปัญหาคุณภาพชีวิต ปากท้อง เศรษฐกิจ ไม่ได้รับการแก้ไข

หากประชาชนต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็จำเป็นต้องสร้างระบบการเมืองที่ดี ระบบที่นักการเมืองหรือคนที่มีอำนาจต้องฟังเสียงประชาชน จัดสรรงบประมาณให้เป็นประโยชน์กับประชาชน และทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพราะพวกเขาต้องการได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง และการเมืองที่ดีนั้นจะต้องได้มาจากรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่วางกติกาที่ดี เป็นธรรม ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นได้จริง เมื่อรัฐธรรมนูญวางโครงสร้างไว้มีปัญหา การแก้ไขปัญหาปากท้องจึงไม่อาจแยกขาดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

“ปากท้องจะดีได้ ต้องมีการเมืองดี และการเมืองจะดีได้ ต้องมีรัฐธรรมนูญดี”

วาทกรรม : ต้องแก้สันดานนักการเมืองให้ได้ก่อน แล้วค่อยแก้รัฐธรรมนูญ

สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "สันดานคนนั้นแก้ไม่ง่าย แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ ออกแบบระบบกติกาให้ดี เพื่อควบคุมคนสันดานไม่ดี ให้อยู่ในร่องในรอย"

"สันดาน" หรือนิสัยของนักการเมืองที่อยู่ในระบบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เป็นผลมาจากระบบที่ออกแบบวิธีการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองและวิธีการรักษาอำนาจทางการเมืองเอาไว้ นักการเมืองบางคนอาจจะมีนิสัยที่ชอบการจ่ายเงินซื้อเสียงเมื่อมีการเลือกตั้ง ก็เป็นเพราะกกต. หรือคนคุมกติกาไม่สามารถตรวจสอบหรือเอาผิดได้ เพราะกกต. เองก็มีที่มาที่ไม่เป็นกลาง ถูกเลือกมาโดยฝ่ายการเมือง หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะตัดสินคุณสมบัติของนักการเมืองก็มีที่มาไม่เป็นกลาง นักการเมืองหรือคนที่ต้องการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองจึงติดนิสัยการ "เดินทางลัด" เลือกเข้าหาฝ่ายที่ถืออำนาจเพื่อให้ไม่อาจถูกตรวจสอบได้ แม้ว่าจะทำผิดกฎหมาย เช่น การซื้อเสียง หรือการทุจริตคอร์รัปชั่น ก็มีระบบที่คอยปกป้องอยู่

มีกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของนักการเมืองมากมายภายใต้ที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่นกรณีการ “ค้าแป้ง” ของรัฐมนตรีธรรมนัส ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า ไม่ขาดคุณสมบัติและเป็นรัฐมนตรีต่อมาจนภายหลังมีข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการแสกมเมอร์ กรณีสิระ เจนจาคะ ทำตัว "กร่าง" ตะคอกใส่ตำรวจ หรือกรณีสว.อุปกิตติ์ ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวกันกับการฟอกเงินและค้ายาเสพติด แต่สว.ก็ลงมติ "อุ้ม" ไม่ให้ถูกเรียกตัวไปสอบสวน หรือกรณีของสว.สมชาย แสวงการ ที่มีข้อมูลว่าดุษฎีนิพนธ์ของเขาคัดลอกมาจากงานวิชาการเล่มอื่น กรณีเหล่านี้ไม่เคยถูกตรวจสอบ ระบบกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถเอาพวกเขาออกจากตำแหน่งทางการเมืองได้ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังสนับสนุนให้พวกเขาอยู่ในตำแหน่งใช้อำนาจทางการเมืองต่อไปได้ด้วย การจะแก้ไขนิสัยและพฤติกรรมของนักการเมืองได้จึงต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เท่านั้น

นอกจากนี้ ตามระบบของรัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อ สส. ได้รับเลือกตั้งเข้าไปในสภาแล้วก็จะมี "ค่าหัว" ที่อาจถูกซื้อตัวให้ย้ายพรรคกันได้เป็นว่าเล่น โดยไม่ต้องสนใจคะแนนเสียงที่ประชาชนออกเสียงให้เพื่อไปปฏิบัติภารกิจที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบว่าก่อนเลือกตั้งหาเสียงเรื่องอะไรไว้บ้าง เพราะรัฐธรรมนูญนี้คุ้มครองสส. ที่จะเป็นงูเห่า ที่พร้อมตั้งค่าตัวเพื่อย้ายไปอยู่พรรคอื่นและยังสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่สส. งูเห่าอาจถูกลงโทษถอดถอนได้โดยพรรคต้นสังกัด ดังนั้น ถ้าจะให้สส. ต้องทำงานตอบสนองประชาชนที่ลงคะแนนเลือกพวกเขามา ก็ต้องสร้างระบบให้พรรคการเมืองควบคุมสส. ของตัวเองให้ทำตามนโยบายของพรรคได้ ไม่ใช่เปิดช่องให้ซื้อตัวย้ายข้างกันได้ง่ายๆ ดังเช่นตัวอย่างที่เห็นกันในรัฐธรรมนูญ 2560

วาทกรรม : แก้รายมาตราก็ได้ การเขียนใหม่สิ้นเปลืองงบประมาณ

สามารถตอบกลับสั้นๆ ได้ว่า "ข้อเสนอแก้รายมาตราเคยเสนอกันมา 26 เรื่องแล้ว แต่ไม่สามารถผ่านเสียงสว. ได้ การเขียนใหม่จึงเป็นทางออกเดียวในวันนี้"

เป็นความจริงที่ว่า ปัญหาบางประการของรัฐธรรมนูญ 2560 สามารถเสนอแก้ไขเป็นรายประเด็นได้ โดยให้รัฐสภาลงมติแก้ไขเรื่องนั้นๆ ให้ผ่านไปโดยไม่ต้องทำประชามติ และไม่ต้องใช้เวลานาน เช่น ประเด็นอำนาจพิเศษของวุฒิสภาที่มากเกินไป ประเด็นการยกเว้นความผิดให้ผู้ทำรัฐประหาร ประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ประเด็นสิทธิของคนพิการ แต่ข้อเสนอเหล่านี้เคยถูกเสนอแก้ไขกันมาแล้วในช่วงปี 2563-2564 บางเรื่องเสนอกันหลายรอบ แต่ก็ไม่สามารถผ่านการพิจารณาได้ หากสามารถผ่านการพิจารณาได้ปัญหาหลายอย่างก็จะบรรเทาเบาบางลงไปบ้างแล้ว

แต่ปัญหาอีกหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง เช่น ที่มาของวุฒิสภา หรือที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการในองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ ไม่อาจแก้ไขเป็น "รายมาตรา" หรือแก้ไขเพียงไม่กี่มาตราได้ เพราะวิธีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนแบบโยงใยข้ามหมวดข้ามมาตรากันอย่างสับสน ส่วนหนึ่งเพราะเป็นเทคนิคของผู้ร่างที่ต้องการ "ซ่อนแอบ" อำนาจที่ไม่ชอบธรรมเอาไว้ หากจะใช้วิธีการแก้ไขก็ต้องแก้ไขหลายสิบหรืออาจจะเป็นร้อยมาตรา ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขแล้วเป็นฉบับที่ซับซ้อนและอ่านเข้าใจยาก เต็มไปด้วยการ "ปะผุ" โครงสร้างเดิมที่วางพื้นฐานที่ไม่มั่นคงเอาไว้ การเริ่มต้นเขียนใหม่เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญที่วางหลักการถูกต้องและเป็นธรรมตั้งแต่ต้น ให้อ่านง่ายไม่ซับซ้อนไม่ซ่อนแอบ เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการแก้ไขรายมาตราและหวังว่าจะแก้ไขปัญหาได้

กกต. เคยประเมินว่า การทำประชามติ 1 ครั้งต้องใช้งบประมาณ 3,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่สูง แต่ตามพ.ร.บ.ประชามติฯ ฉบับที่แก้ไขแล้ว การทำประชามติสามารถออกแบบให้เกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้งได้ ซึ่งจะลดจำนวนเจ้าหน้าที่และลดงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ได้ลงหลักพันล้านบาท หากการทำประชามติเป็นไปโดย "เสรี" สื่อมวลชนต่างๆ ก็จะช่วยนำเสนอข้อมูลทั้งเรื่องขั้นตอนวิธีการไปใช้สิทธิ และเนื้อหาของฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งจะลดงบประมาณการประชาสัมพันธ์ของกกต. ลงได้อีก การทำประชามติยังสามารถออกแบบให้ออกเสียงทางไปรษณีย์หรือทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วย

ความพยายามเหล่านี้หากได้รับการยอมรับก็จะลดงบประมาณที่ต้องใช้ได้อีกมาก และหากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกแบบไว้อย่างดี โดยทำประชามติสองคำถามพร้อมกันในครั้งเดียว โดยใช้บัตรใบเดียวที่มีหลายคำถาม และจัดขึ้นพร้อมกันในวันที่ประชาชนไปออกเสียงเลือกตั้งด้วย ก็จะทำให้ต้องจัดคูหาประชามติทั้งหมดไม่เกิน 2 ครั้ง ไม่ได้สิ้นเปลืองงบประมาณมากจนเกินไป อยู่ที่หลัก 5-6 พันล้านบาท ซึ่งจะเป็นการใช้จ่ายงบประมาณในระยะหลายปีของกระบวนการทั้งหมด ไม่ใช่การจ่ายก้อนเดียวในคราวเดียว

งบประมาณในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนที่สูงคือ การจัดประชามติแต่ละครั้งที่ต้องลงทุนกับค่าตอบแทนเบี้ยงเลี้ยงเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยหลายแสนคนต่อครั้ง และค่าจัดหน่วยการออกเสียง ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้เป็นการจ่ายเงินงบประมาณให้กลับเข้าสู่มือของประชาชน และเป็นเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก ตรงกันข้ามกับงบประมาณที่จ่ายเป็นค่าดำเนินการปฏิรูปประเทศในยุคของ คสช. ที่มีการแต่งตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ขึ้นมาทำงานโดยใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท หรือการที่มีสว. แต่งตั้งชุดพิเศษตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ซึ่งใช้งบประมาณไปอีกหลายพันล้านบาท แต่เป็นการเอางบประมาณแผ่นดินไปจ่ายค่าตอบแทนให้คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวที่อยู่ในอำนาจ หากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการจ่ายงบประมาณให้กับกลไกของ คสช. ได้ก็จะทำให้ประเทศประหยัดงบประมาณลงได้อีกมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...