สรุปกองทุนกลุ่ม ATrackers ติดตามเติบโตไปกับธีมที่คุณเชื่อมั่น
ครั้งแรก ! โอกาสลงทุนในกองทุนกลุ่ม ATrackers ด้วยแนวคิด Passive Thematic เติบโตตามเทรนด์ขับเคลื่อนโลกที่คุณเชื่อมั่น พบกับกองทุนแห่งอนาคต จาก บลจ. แอสเซท พลัส
ATrackers คือ กลุ่มกองทุนรวมจาก บลจ. แอสเซท พลัส ที่มีคอนเซ็ปต์การลงทุนชัดเจนบนแนวคิด “Pure Passive Global Thematic ETF” เน้นความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา พร้อมพาติดตามการเติบโตไปกับธีมสำคัญจากทุกมุมโลก
จุดเด่นของกองทุน Atrackers
- ลงทุนง่ายผ่าน Passive ETF ที่เน้นลงทุนตาม Thematic ชั้นนำทั่วโลก
- เข้าถึงหลากหลายเทรนด์การลงทุนมาแรง ทั้งที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกปัจจุบัน รวมทั้งขับเคลื่อนโลกอนาคต
- สบายใจกับค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม เพื่อให้เงินลงทุนเพิ่มพูนอย่างเต็มประสิทธิภาพ
สรุปแล้วนี่คือซีรี่ย์กองทุนที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ทั้งการสร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนไปกับกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต หรือจะจับจังหวะระยะสั้นตามวัฏจักรขาขึ้น อีกทั้งยังสามารถใช้จัดพอร์ตลดความผันผวน เพราะมีการกระจายไปลงทุนในธีมทางเลือก แต่ต้องเป็นผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง
ถ้าคุณสนใจแนวคิดการลงทุนแบบนี้ ขอแนะนำกองทุนจาก บลจ. แอสเซท พลัส ภายใต้คอนเซ็ปต์ ATrackers ซึ่งพร้อมให้เลือกลงทุนแล้ว
- A-RING กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส โกลบอล โกลด์ ไมเนอร์ส อิควิตี้ (Atrackers Global Gold Miners Equity Fund)ขุดความมั่งคั่งจากหุ้นเหมืองทอง → ดูข้อมูลกองทุน
- A-SLVP กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส ซิลเวอร์ ไมเนอร์ส อิควิตี้ (Atrackers Silver Miner Equity Fund) ขุดพลังเติบโตจากหุ้นเหมืองโลหะเงิน → ดูข้อมูลกองทุน
- A-GRID กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส สมาร์ท กริด (Atrackers Smart Grid Fund) ขับเคลื่อนโลกยุคดิจิทัลด้วยระบบ Smart Grid → ดูข้อมูลกองทุน
- A-JEDI กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส สเปซ อินโนเวเตอร์ส (Atrackers Space Innovators Fund) เปิดประตูสู่จักรวาลกับธุรกิจอวกาศ → ดูข้อมูลกองทุน
- A-AIRR กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส ยูเอส อินดัสเทรียล เรอเนซองส์ (Atrackers U.S. Industrial Renaissance Fund) ขุมพลังภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ → ดูข้อมูลกองทุน
- A-ASEMI หรือ กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส เอเชีย เซมิคอนดักเตอร์ (Atrackers Asia Semiconductor Fund) ขุมพลังชิป AI แห่งเอเชีย → ดูข้อมูลกองทุน
A-RING กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส โกลบอล โกลด์ ไมเนอร์ส อิควิตี้
ความเสี่ยงระดับ 7 – เสี่ยงสูง
กองทุนนี้ลงทุนอะไร: A-RING คือ กองทุนหุ้นเหมืองทองคำ มีนโยบายการลงทุนผ่านกองทุนหลัก iShares MSCI Global Gold Miners ETF (RING) ซึ่งเป็น Passive ETF มุ่งสร้างผลตอบแทนล้อไปกับดัชนี MSCI ACWI Select Gold Miners Investable Market Index
Source: Asset Plus Fund Management, iShares as of 31 Oct 2025
สินทรัพย์ที่เข้าลงทุน: RING ETF จะประกอบไปด้วยบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับเหมืองแร่ทองคำ อย่างน้อย 30 แห่งทั่วโลก เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก ทั้งจากตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่
ทั้งนี้ บริษัทที่ผ่านคุณสมบัติจะต้องมีรายได้จากทองคำเป็นหลักอย่างน้อย 50% โดยต้องดำเนินธุรกิจเองโดยตรง และห้ามทำการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ในราคาทองเกิน 10% เพื่อให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตไปพร้อมกับราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น พูดได้เลยว่าเป็นการลงทุนใน Pure-play Gold Miners อย่างแท้จริง
สรุปความน่าสนใจกองทุน A-RING
1. ได้ลงทุนในหุ้น Pure-play Gold Miners: ซึ่ง Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 20 ปี และ Laggard ราคาทอง ประกอบกับอัตรากำไรที่แตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพราะต้นทุนการขุดเหมืองค่อนข้างคงที่ แต่ราคาทองแท่งพุ่งแรง
2. โอกาสสร้างผลตอบแทนมากกว่าทองคำแท่งในช่วงขาขึ้น: สถิติย้อนหลังในอดีตช่วง Gold Bull Market สะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเหมืองทองมักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2 เท่าของราคาทอง
3. ราคาทองยังอยู่ในรอบขาขึ้น: แม้จะพุ่งขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2022 แต่เมื่อเทียบสถิติในอดีตของรอบขาขึ้น พบว่าราคาทอง +343%* ในระยะเวลาเฉลี่ย 1,096 วัน แปลว่าปัจจุบันยังอยู่ในช่วงต้นของวัฏจักรขาขึ้น (*ข้อมูลจาก Bloomberg as of 20 Oct 2025)
A-SLVP กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส ซิลเวอร์ ไมเนอร์ส อิควิตี้
ความเสี่ยงระดับ 7 – เสี่ยงสูง
กองทุนนี้ลงทุนอะไร: A-SLVP คือ กองทุนหุ้นเหมืองโลหะเงิน มีนโยบายการลงทุนผ่านกองทุนหลัก iShares MSCI Global Silver and Metals Miners ETF (SLVP) ซึ่งเป็น Passive ETF มุ่งสร้างผลตอบแทนล้อไปกับดัชนี MSCI ACWI Select Silver Miners Investable Market Index
Source: Asset Plus Fund Management, iShares as of 31 Oct 2025
สินทรัพย์ที่เข้าลงทุน: SLVP ETF จะประกอบไปด้วยบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลักเกี่ยวข้องกับการสำรวจ การทำเหมือง หรือการผลิตโลหะเงินและโลหะมีค่าอื่น ๆ ประมาณ 29 แห่งทั่วโลก ครอบคลุมทั้งหุ้นใหญ่ กลาง เล็ก จากตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่
โดยบริษัทที่เข้าร่วมดัชนีจะต้องมีรายได้หลักจากการทำเหมืองหรือผลิตโลหะเงิน เป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้รวม นอกจากนี้ ยังรวมถึงบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลหะมีค่าอื่น ๆ เช่น ทองคำ หรือทองคำขาว แต่ต้องมีการดำเนินงานเชื่อมโยงกับโลหะเงินด้วย
สรุปความน่าสนใจของกองทุน A-SLVP
1. โอกาสสร้างการเติบโตไปกับหุ้นกลุ่ม Silver Miners: ธุรกิจเหมืองเงินมี Margin สูงขึ้นต่อเนื่อง ด้วยอุปทานที่จำกัด (Silver Structural Deficit) ปริมาณการผลิตทั่วโลกไม่เพียงพอ และการเปิดเหมืองใหม่ก็ทำได้ยาก เพราะต้นทุนสูง รวมถึงกฎระเบียบและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ปัจจุบันจึงมีผู้เล่น Pure Silver Mines น้อยมาก
2. Valuation ของหุ้นกลุ่ม Silver Miners ยังไม่แพง: ปัจจุบันเทรดที่ P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี และจากสถิติในอดีตช่วง Silver Bull Market หุ้นเหมืองเงินสามารถ Outperform ราคาเงินได้ ซึ่งปัจจุบันราคาเงินเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่แล้ว แต่หุ้นเหมืองเงินยังคง Laggard
3. โลหะเงินคือหัวใจของเมกะเทรนด์: เพราะเงินเป็นตัวนำไฟฟ้าและความร้อนดีที่สุดในโลก จากถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่สำคัญ เช่น Chips & Semiconductor, Solar PV และ EV Batteries
สรุปความแตกต่าง A-RING vs. A-SLVP กองทุนไหนดี ?
อย่างไรก็ตาม หนึ่งจุดที่เหมือนกัน นั่นคือกองทุนหลักของA-RING และ A-SLVP บริหารจัดการโดย BlackRock Fund Advisors ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า $13.5 ล้านล้าน และเป็นผู้จัดการ ETF ตระกูล iShares ที่มีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกกว่า 29%
Source: Asset Plus Fund Management, iShares as of 30 Sep 2025
A-GRID: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส สมาร์ท กริด
ความเสี่ยงระดับ 6 – เสี่ยงสูง
กองทุนนี้ลงทุนอะไร: A-GRID คือ กองทุนหุ้น Smart Grid มีนโยบายการลงทุนผ่านกองทุนหลัก First Trust NASDAQ Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index Fund (GRID) ซึ่งเป็น Passive Fund ที่มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนติดตามผลการลงทุนของดัชนี NASDAQ Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index
Source: Asset Plus Fund Management, First Trust NASDAQ Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index Fund as of 31 Dec 2025
สินทรัพย์ที่เข้าลงทุน: GRID มุ่งเน้นการลงทุนในธีม Smart Grid Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI และ Data Center
ลงทุนครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.) Grid Infrastructure เทคโนโลยีสำหรับการทำงานอัตโนมัติของระบบไฟฟ้า เช่น สายส่งไฟฟ้า ระบบจ่ายไฟ เสาไฟฟ้า 2.) Energy Storage Solutions ระบบกักเก็บพลังงานและแบตเตอรี่ 3.) Electric Meters, Devices & Networks Enabling Software อุปกรณ์และเครือข่ายอัจฉริยะ 4.) Enabling Software ซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน
สรุปความน่าสนใจของกองทุน A-GRID
1. เน้นลงทุนแบบ Pure Play ใน Smart Grid Infrastructure: โดยกำหนดว่าบริษัทที่เข้าลงทุนจะ ต้องมีรายได้จาก Smart Grid, Electric Infrastructure ไม่น้อยกว่า 50%
2. ได้ลงทุนในระบบไฟฟ้าอัจฉรินะที่เป็นหัวใจของโลกยุคดิจิทัล: ซึ่งไม่ใช่การลงทุนในบริษัทผลิตไฟฟ้า (Utilities) แต่เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการอัปเกรดระบบไฟฟ้าในโลกยุคดิจิทัลและ AI ซึ่งต้องการระบบจ่ายพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ตรวจจับปัญหาแบบ Real-Time
3. เติบโตไปกับเทรนด์ความต้องการพลังงานสำหรับ Data Center: ที่ต้องการพลังงานจำนวนมากและต้องมีเสถียรภาพสูง ซึ่งหนุนให้ทั่วโลกจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน Smart Grid คาดว่าจะเติบโตกว่า 13% (CAGR 2023-2027) ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า (ข้อมูลจาก Yahoo! Finance, Bloomberg, EIB, BloombergNEF)
A-JEDI: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส สเปซ อินโนเวเตอร์ส
ความเสี่ยงระดับ 6 – เสี่ยงสูง
กองทุนนี้ลงทุนอะไร: A-JEDI คือ กองทุนหุ้นธุรกิจอวกาศ มีนโยบายการลงทุนผ่านกองทุนหลัก VanEck Space Innovators UCITs ETF (JEDI) ซึ่งเป็น Passive ETF ที่มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนติดตามผลการลงทุนของดัชนี MVIS Global Space Industry ESG Index
เป็นการเปิดประตูสู่จักรวาลกับการลงทุนในธีมอวกาศที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ครอบคลุมทั้ง Space Backbone ที่เป็นธุรกิจต้นน้ำ-กลางน้ำของโครงสร้างพื้นฐานอวกาศ เช่น การผลิตดาวเทียม, บริการปล่อยจรวดและดาวเทียม, ระบบดาวเทียม รวมถึง Space Reach ในธุรกิจปลายน้ำ ซึ่งเป็นการนำข้อมูลจากอวกาศมาสร้างรายได้บนโลก
Source: Asset Plus Fund Management, VanEck as of Dec 2025
สรุปความน่าสนใจของกองทุน A-JEDI
1. เน้นลงทุนแบบ Pure Play ในธุรกิจอวกาศ: บริษัทที่เข้าลงทุนจะต้องมีรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอวกาศไม่น้อยกว่า 50%
2. กระจายการลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ: จำนวนบริษัทที่ลงทุนไม่ต่ำกว่า 25 หุ้นที่ทำธุรกิจด้าน Space Exploration, Rockets and Propulsion Systems, Satellite Equipment และ Communications Solutions
3. เติบโตสู่ยุคทองของเศรษฐกิจอวกาศ: คาดว่ามูลค่าธุรกิจอวกาศทะลุ $1 ล้านล้านในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ถือเป็นธีมการลงทุนระยะยาวที่มีศักยภาพสูง (ข้อมูลจาก 20235F McKinsey & Company, 2025 Actual VanEck)
A-AIRR: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส ยูเอส อินดัสเทรียล เรอเนซองส์
ความเสี่ยงระดับ 7 – เสี่ยงสูง
กองทุนนี้ลงทุนอะไร: A-AIRR คือ กองทุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลาง-เล็กในสหรัฐฯ มีนโยบายการลงทุนผ่านกองทุนหลัก First Trust RBA American Industrial Renaissance® ETF (AIRR) ซึ่งเป็น Passive ETF มุ่งสร้างผลตอบแทนล้อไปกับดัชนี Richard Bernstein Advisors American Industrial Renaissance® Index
สินทรัพย์ที่เข้าลงทุน: AIRR ETF จะคัดเลือกบริษัทราว 40-80 ตัว เน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม (Industrials) โดยต้องมีรายได้จาก ภายในประเทศสหรัฐฯ ≥ 75% และมี Market. Cap ขั้นต่ำ $200 ล้าน
การให้น้ำหนักการลงทุน 90% เป็น Pure Play Industrial ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการขนส่ง เป็นหลัก ส่วนอีก 10% เป็น Financials ธนาคารที่ตั้งอยู่ในรัฐซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญดั้งเดิมของสหรัฐฯ
Source: Asset Plus Fund Management, Bloomberg, First Trust as of Jan 2026
สรุปความน่าสนใจกองทุน A-AIRR
1. ลงทุนใน Pure Play Industrial หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลาง-เล็กในสหรัฐฯ โดยเน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต การขนส่ง และการเงิน
2. เกาะคลื่น U.S. Reshoring วัฏจักรอุตสาหกรรมรอบใหม่ที่ Trump ต้องการดึงเม็ดเงินไหลกลับเข้าสหรัฐฯ พร้อมรับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตกลับเข้าสหรัฐฯ ครอบคลุมการก่อสร้าง Supply Chain และ Logistics
3. โอกาสเติบโตตาม Megatheme ทั้ง Industrial Renaissance, AI Capex และ Defense ขับเคลื่อนด้วยธีมที่กำหนดทิศทางโลก
A-ASEMI: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส เอเชีย เซมิคอนดักเตอร์
ความเสี่ยงระดับ 7 – เสี่ยงสูง
กองทุนนี้ลงทุนอะไร: A-ASEMI คือ หุ้นกลุ่อุตสาหกรรมชิป AI ในเอเชีย มีนโยบายการลงทุนผ่านกองทุนหลัก Global X Asia Semiconductor ETF (3119 HK) ซึ่งเป็น Passive ETF มุ่งสร้างผลตอบแทนล้อไปกับดัชนี FactSet Asia Semiconductor Index
สินทรัพย์ที่เข้าลงทุน: กองทุนหลักเน้นลงทุนในกลุ่มบริษัทเอเชียที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ Semiconductor Supply Chain โดยใช้เกณฑ์ FactSet RBICS Focus มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Semiconductor > 50% ประกอบด้วยหุ้นจดทะเบียนที่อยู่ใน 12 ตลาดหลักทรัพย์ของเอเชีย เข่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน เป็นต้น หรือตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ แต่ต้องดำเนินธุรกิจหรือมีบริษัทแม่อยู่ในเอเชีย
Source: Asset Plus Fund Management, Global X Fact Sheet as of Jan 2026
สรุปความน่าสนใจกองทุน A-ASEMI
1. ลงทุน Pure Play ใน Semiconductor ผ่านกลุ่มผู้ผลิตต้นน้ำที่เป็น 4 มหาอำนาจชิปแห่งเอเชีย ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเติบโตไปกับอุตสาหกรรม AI
2. เอเชียคือศูนย์กลางการผลิตชิปของโลก และศูนย์กลางการผลิตชิปประมวลผลขั้นสูงของโลก รับอานิสงค์จาก AI Capex ที่สูงขึ้นทั่วโลก จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
3. Valuation ของหุ้น Semiconductor ในเอเชียยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และต่ำกว่า NYSE Semiconductor Index ในขณะที่แนวโน้มกำไรยังมีโอกาสเติบโตเฉลี่ย 85% ในปี 2026 มากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 1.6 เท่า
สนใจกองทุนในกลุ่มATrackers ด้วยแนวคิด Passive Thematic สามารถลงทุนได้แล้วบน Finnomena หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้กับผู้แนะนำการลงทุนของคุณ หรือติดต่อบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด โทร 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort ในช่วงเวลาวันทำการ 09:00-17:00 น.
อ้างอิงข้อมูลจาก: เอกสารแนะนำกองทุน Asset Plus Fund Management
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
- วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
- ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
- ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
- One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
- Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
- Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ