โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

เทรนด์การเลี้ยงลูก : ปี 2026 แล้ววิธีเลี้ยงลูกแบบเดิมยังจำเป็นอยู่ไหม?

Mood of the Motherhood

อัพเดต 06 ม.ค. เวลา 02.10 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. เวลา 01.14 น. • Features

ในยุคที่เทคนิคการเลี้ยงลูกมีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หนังสือ บทความ ไปจนถึงหลักการทางทฤษฎี คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยพยายามทำตามให้ครบ เพราะเชื่อว่ายิ่งรู้มาก ยิ่งทำได้ดี แต่กลับพบว่าเทคนิคการเลี้ยงลูกบางอย่างกลับไม่ใช้ไม่ได้ในบริบทของครอบครัวตัวเองเทรนด์การเลี้ยงลูก ที่พ่อแม่เลือกใช้ในแต่ละช่วงเวลา มักสะท้อนทั้งบริบทของสังคม ความกลัว ความคาดหวัง และความตั้งใจดีของคุณพ่อคุณแม่ บางเทคนิคช่วยประคองครอบครัวได้จริง ขณะที่บางเทคนิคอาจดูดีในภาคทฤษฎีแต่ทำได้ยากในชีวิตจริงหากลองสังเกตหรือทบทวนดูให้ดี คุณพ่อคุณแม่ก็จะพบว่า เทรนด์การเลี้ยงลูก ก็แทบไม่ต่างจากเทรนด์ความคิดและค่านิยมอื่นๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตามยุคสมัย แนวทางการเลี้ยงลูกที่ยึดมั่นต่อๆ กันมาหลายอย่างก็ล้าสมัยเกินไปในสายตาพ่อแม่รุ่นใหม่ และถูกแทนที่ด้วยชุดความคิดแบบใหม่และแนวทางการเลี้ยงลูกใหม่ๆปี 2026 นับเป็นปีที่สองของเด็กๆ ในเจเนเรชั่นเบต้า เราจึงชวนคุณพ่อคุณแม่มาสำรวจและอัปเดตแนวทางการเลี้ยงลูกที่อาจจะกำลังกลายเป็นเทรนด์ที่ล้าสมัยและเตรียมใจรับแนวทางใหม่ๆ ที่กำลังมาถึงกันดีกว่าค่ะ1. จริงจังกับการให้ลูกช่วยทำงานบ้าน

แนวคิดการให้ลูกช่วยงานบ้านมักเริ่มต้นจากความตั้งใจดี คุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเรียนรู้ความรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยต่างๆ บอกตรงกันว่าการให้ลูกช่วยทำงานบ้านตั้งแต่ยังเล็กส่งผลดีต่อทักษะที่สำคัญหลายด้านแต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่พยายามทำให้การช่วยงานบ้านกลายเรื่องใหญ่ เช่น ต้องมีตารางเวลาที่แน่นอน มีการให้คะแนนและรางวัล ภาระทั้งหมดก็จะกลับมาตกอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องคอยเตือน คอยเช็ก และคอยจัดการอารมณ์ของลูกในวันที่ลูกไม่อยากทำ หลายครอบครัวจึงเริ่มพบว่า การให้ลูกช่วยทำงานบ้าน ที่อยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่าย หรือการบอกลูกตรงๆ ว่านี่คือหน้าที่ที่เราควรทำร่วมกันอาจช่วยให้ลูกเข้าใจและได้ผลมากกว่าด้วยซ้ำ2. พยายามไม่พูดคำว่า ‘ไม่’ กับลูกอย่างเด็ดขาด

การพูดปฏิเสธลูกด้วยคำว่า ‘ไม่’ อาจถูกมองว่าเป็นการขัดขวางพัฒนาการ การเรียนรู้ และยังทำร้ายจิตใจลูกในเวลาเดียวกัน ที่ผ่านมาคุณพ่อคุณแม่จึงต้องพยายามหาวิธีพูดอ้อมๆ หรือพยายามอธิบายให้ลูกเข้าใจอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิเสธลูกตรงๆแต่ในชีวิตจริง ต้องไม่ลืมว่าบางครั้งลูกก็ต้องการรู้ขอบเขตว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ที่ชัดเจน ดังนั้น การพูดคำว่า ‘ไม่’ ด้วยน้ำเสียงที่ปกติ แต่มั่นคง อ่อนโยน และมีเหตุผล ก็ไม่ได้ทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกปฏิเสธหรือเป็นคำพูดที่แย่เกินไปนัก3. การทำให้ Time out กลายเป็นเรื่องแย่

หลายปีก่อน การลงโทษลูกด้วยวิธี Time out เป็นแนวทางการลงโทษที่ได้รับการยอมรับจากคุณพ่อคุณแม่จำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่าน การ Time out เริ่มถูกมองว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรงต่อจิตใจของเด็ก เพราะนั่นหมายถึงการเมินเฉยของคุณพ่อคุณแม่ และอาจถูกมองว่าทอดทิ้งให้ลูกรู้สึกโดดเดี่ยวแต่ความจริงแล้ว การ Time out ที่หมายถึงการพาลูกออกจากสถานการณ์ตรงหน้ามาสงบสติอารมณ์ หรือให้ลูกได้อยู่กับตัวเองสักพัก คือการสอนทักษะการจัดการอารมณ์ที่สำคัญมาก และคุณพ่อคุณแม่หลายคนก็เริ่มกลับมามอง Time out ในลักษณะของการขอเวลานอกเพื่อพักจิตใจ ไม่ใช่ในฐานะบทลงโทษแบบเดิมอีกต่อไป4. การเลี้ยงลูกแบบเฮลิคอปเตอร์

พ่อแม่แบบเฮลิคอปเตอร์มักคอยวนอยู่รอบตัวลูกเสมอ คอยสังเกต คอยเตือน และคอยเข้าไปแก้ปัญหาก่อนที่ลูกจะได้ลองจัดการด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน ความสัมพันธ์กับเพื่อน หรือแม้แต่ความรู้สึกเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ด้วยความหวังว่าลูกจะไม่ต้องเผชิญกับความผิดหวังหรือความล้มเหลวในระยะสั้น ลูกอาจดูปลอดภัยและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ในระยะยาว ลูกอาจเริ่มลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่มั่นใจว่าตัวเองทำได้จริงหรือไม่5. ห้องนอนลูกต้องสวยที่สุด

ความตั้งใจดีของคุณพ่อคุณแม่ก็คืออยากให้ลูกมีห้องส่วนตัวที่เรียบร้อย สวยงาม น่าอยู่ หลายครอบครัวพยายามทำให้ห้องนอนลูกเป็นห้องที่สมบูรณ์แบบ ต้องมีเฟอร์นิเจอร์สวยๆ ข้าวของเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือถ่ายรูปอวดคนอื่นได้ แต่ห้องที่ถูกคาดหวังให้สวยและสมบูรณ์แบบเกินไป อาจไม่ใช่ห้องที่เหมาะต่อการใช้ชีวิตของลูกมากที่สุด ดังนั้น การยอมให้ลูกทำห้องรกบ้างในบางเวลา ยอมให้มีร่องรอยของการเล่น การวาดขีดเขียนบ้าง คือการให้พื้นที่ลูกได้เป็นเจ้าของพื้นที่ของตัวเองอย่างแท้จริง (แม้คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเห็นแล้วอยากจะกรี๊ดอยู่ในใจก็ตาม)6. พยายามทำให้บ้านเรียบร้อยตลอดเวลา

หลายบ้านคุ้นเคยกับความคิดที่ว่า บ้านที่ดีควรดูเรียบร้อยอยู่เสมอ ของต้องเข้าที่ เสียงต้องเบา และทุกอย่างควรพร้อมรับแขกตลอดเวลา แต่เมื่อมีลูก โดยเฉพาะลูกเล็ก ความเรียบร้อยแบบนั้นกลับกลายเป็นแรงกดดันที่คุณพ่อคุณแม่ต้องแบกรับอยู่คนเดียวการคอยเก็บของตามหลังลูกทั้งวัน คอยเตือนให้เงียบ คอยจัดบ้านให้กลับมาเหมือนเดิม อาจทำให้การอยู่ร่วมกันตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว หลายครอบครัวจึงเริ่มเลือกวางความคาดหวังนี้ลง และยอมรับว่า บ้านไม่จำเป็นต้องเรียบร้อยตลอดเวลา แค่เป็นพื้นที่ที่ลูกกล้าเล่น กล้าใช้ชีวิต และคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องรู้สึกผิดกับความไม่สมบูรณ์แบบเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ก็เพียงพอแล้ว7. เชิญคนมาที่บ้านเฉพาะวันที่ทุกอย่างพร้อม

หลายคนเติบโตมากับความเชื่อว่า การต้อนรับใครสักคนต้องมาพร้อมบ้านที่เรียบร้อย อาหารที่พร้อม และตัวเราที่ดูไม่เหนื่อยจนเกินไป แต่เมื่อมีลูก การรอให้ทุกอย่างพร้อมอาจหมายถึงการไม่ได้เจอใครเลยเป็นเวลานานเพราะฉะนั้น การรับแขกที่มาเห็นบ้านในวันที่ยังไม่สมบูรณ์ เห็นชีวิตจริงที่มีลูกอยู่ในนั้น อาจทำให้ความสัมพันธ์ใกล้กันมากขึ้นกว่าที่คิด และทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องแบกรับความกดดันโดยไม่จำเป็น8. ทำทุกอย่างแทนลูก

ความรักของคุณพ่อคุณแม่มักมาในรูปแบบของการช่วยเหลือ การจัดการ และการทำแทน เพื่อให้ลูกสบายและไม่ลำบาก แต่เมื่อเราทำแทนมากเกินไป ลูกอาจไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกว่า ตัวเองทำได้ การปล่อยให้ลูกทำเรื่องเล็กๆ ด้วยตัวเอง แม้จะช้าบ้าง เลอะบ้าง แต่คือจุดเริ่มต้นที่สร้างความมั่นใจให้กับลูกในระยะยาว9. ปาร์ตี้วันเกิดที่คุณพ่อคุณแม่เครียดมากกว่าลูก

วันเกิดของลูกควรเป็นวันที่เต็มไปด้วยความสุข แต่บ่อยครั้งกลับกลายเป็นวันที่คุณพ่อคุณแม่กดดันตัวเอง ทั้งเรื่องธีม งานจัดตกแต่ง และความคาดหวังจากรอบตัวหลายครอบครัวเริ่มกลับมาถามตัวเองว่า ลูกต้องการอะไรจริงๆ และพบว่าบ่อยครั้ง ลูกต้องการเพียงช่วงเวลาที่อบอุ่น มีคนที่รักอยู่ใกล้ๆ และรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ งานวันเกิดไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ ก็เพียงพอแล้ว10. ซื้อคู่มือเลี้ยงลูกที่สัญญาว่าจะแก้ได้ทุกปัญหา

ในยุคที่ข้อมูลอยู่รอบตัว หนังสือและคำแนะนำมากมายมักให้ความหวังว่า ถ้าทำตามขั้นตอนนี้ ทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ความจริงคือ ลูกแต่ละคนไม่เหมือนกัน และไม่มีสูตรไหนใช้ได้กับทุกครอบครัว ดังนั้น การเชื่อใจตัวเอง สังเกตลูก และปรับตามบริบทของครอบครัว อาจเป็นคู่มือที่เหมาะที่สุดแล้ว11. การไม่ฟังสัญชาตญาณของตัวเอง

ท้ายที่สุด เทรนด์การเลี้ยงลูกและคำแนะนำมากมายในยุคนี้อาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ค่อยๆ ออกห่างจากสัญชาตญาณของตัวเอง ทำให้รู้สึกว่า ต้องทำตามกฎถึงจะ ‘ถูกต้อง’ มากกว่าการสนใจว่า อะไรคือสิ่งที่เหมาะกับบ้านของเรา ครอบครัวของเรา และลูกของเราดังนั้นในปี 2026 นี้ M.O.M ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ลองเลือกเก็บสิ่งที่เหมาะกับครอบครัวของตัวเอง ปล่อยสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป แล้วอย่าลืมหันกลับมาเชื่อสัญชาตญาณความเป็นพ่อแม่ของตัวเองกันด้วยนะคะอ้างอิงscarymommyอ่านบทความ: YONO: สอนลูกตามเทรนด์การใช้จ่ายแบบประหยัดแต่ชีวิตดีสไตล์วัยรุ่นเกาหลี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...