โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

PTTGC ทยอยฟื้นตัว ปี69 ลุ้น Turnaround

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 24 ธ.ค. 2568 เวลา 13.39 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2568 เวลา 06.39 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น - บริษัททรัพย์เอเอสแอล จำกัด คาดว่าแนวโน้มผลงาน PTTGCไตรมาส4/2568 ยังถูกกดดันจากการปิดซ่อมบำรุงยาวและสเปรดปิโตรเคมีที่อ่อนตัว แต่ตลาดคาดว่าผลประกอบการปี2569 จะพลิกกลับมามีกำไร สะท้อนผลงาน Bottom out แล้ว อีกทั้งบริษัทเร่งDeleveraging อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ D/E ลดลงเหลือ 0.5 เท่า และ NetDebt/EBITDA ลดลงเหลือ 7.7 เท่า เสริมสภาพคล่องและลดความเสี่ยงงบดุล ขณะเดียวกันแผนAsset Monetization 2 โครงการคาดสร้างเงินสด 9.2 พันลบ. และบันทึกกำไรสุทธิ 2.3 พันลบ.ในไตรมาส1/2569 เป็น upside ต่อฐานะการเงินและผลประกอบการ

Adjusted EBITDA ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.1 พันล้านบาท จากไตรมาสก่อนที่ 6.0 พันล้านบาท จากสถานการณ์ตลาดปิโตรเคมี (โดยเฉพาะโอเลฟินส์) ที่ยังคงอยู่ในภาวะอุปทานล้นตลาด ทำให้ส่วนต่างราคาและราคาผลิตภัณฑ์หลักปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.9 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 เนื่องจากมีปัจจัยบวก ได้แก่กำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเงินสหรัฐประมาณ 600 ล้านบาท และผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่น้อยกว่าไตรมาส 2 ซึ่งมีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันสูงถึง 1.8 พันล้านบาท

สำหรับธุรกิจโรงกลั่น ยังคงรักษาระดับ GRM ที่ดี ราว 5 เหรียญต่อบาร์เรล ด้านอะโรเมติกส์ผลการดำเนินงานทรงตัว โดยส่วนต่างราคา PX ดีขึ้น แต่ส่วนต่างราคาเบนซีนแย่ลง และโอเลฟินส์มีราคาเม็ดพลาสติก PE อ่อนตัวลงจาก 939 เหรียญต่อตันในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 920 เหรียญต่อตัน เนื่องจากมีผู้ผลิตจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม GC ได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้ผลิตที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบ (Naphtha-based Player) ขณะที่ส่วนต่างราคา MEG ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 87 เหรียญต่อตัน จากการที่ผู้ผลิตรายอื่นในภูมิภาคปิดซ่อมบำรุง ประกอบกับโรงงาน MEG ของ GC กลับมาดำเนินการผลิตได้เต็มไตรมาส จึงช่วยชดเชยผลกระทบจากกลุ่มพอลิเมอร์ได้

ฐานะการเงินและสภาพคล่องแข็งแกร่งขึ้น จาก Deleveraging Program โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย ลดลงกว่า 7.0 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ D/E ลดลงมาเหลือ 0.5 เท่า จากสิ้นปี 24 ที่0.84 เท่า และ Net Debt/EBITDA ลดลงมาเหลือ 7.7 เท่า จากเกือบ 10 เท่าในไตรมาสก่อน

ภาพรวมอุตสาหกรรม

IMF คาดการณ์ว่า GDP โลกในปี 26F จะเติบโตประมาณ 3.1%แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และสงครามซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์

ราคาน้ำมันดิบ ในไตรมาส 4 คาดว่าจะปรับตัวลดลง ต่ำกว่า 70 เหรียญต่อบาร์เรลเนื่องจากภาวะอุปทานล้นตลาดตามการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและนอกโอเปก สำหรับปี2569 คาดว่าราคาอาจปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ

ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ของโรงกลั่น (Refinery Crack Spread) ในไตรมาส 4 ส่วนต่างราคา Gasoil ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 24 เหรียญต่อบาร์เรล เนื่องจากปริมาณคงคลังในตลาดอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี และผลกระทบจากความขัดแย้งที่ทำให้เกิดการขาดแคลนอุปทานจากโรงกลั่นในรัสเซีย อย่างไรก็ตาม

คาดว่าในปีหน้าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ และส่วนต่างราคา Gasoil จะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 15- 16 เหรียญต่อบาร์เรล นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบจากการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ของโรงกลั่นในตลาดประมาณ 1 ล้านบาร์เรล

มาตรการในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนหลายประเทศได้ประกาศมาตรการลดกำลังการผลิตและปรับโครงสร้าง (Rationalization)เพื่อรับมือกับภาวะอุปทานล้นตลาดหลังช่วงโควิด-19 โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีต้นทุนสูง เช่น ยุโรป

จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งมีการทบทวนแผนการดำเนินงานของโรงงานที่มีอายุมากการปิดโรงงานเหล่านี้คาดว่าจะช่วยปรับสมดุลของตลาดปิโตรเคมีในอีก 2-3 ปีข้างหน้าและทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตในตลาดโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นจากระดับต่ำในปัจจุบัน

แนวโน้มกลุ่มผลิตภัณฑ์

อะโรเมติกส์ : Spread ค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 3แต่มีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ปลายทางที่จะเพิ่มขึ้นในปี2569 จากโรงงาน PTA และ PET ที่จะเปิดใหม่ ขณะที่ Spread เบนซิน ในไตรมาส 4 อ่อนตัวลงอย่างมาก เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้า ที่ทำให้มีปริมาณสินค้าเข้ามาในเอเชียมากขึ้น คาดว่าในปีหน้าราคาจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของปีนี้

โอเลฟินส์ : PE (Polyethylene) ในไตรมาส 4 ปรับตัวลดลงเล็กน้อย เนื่องจากมีโรงงานในเอเชียกลับมาดำเนินการผลิตอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2569 ราคาจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับ 900-930 เหรียญต่อตัน เนื่องจากผู้ผลิตยังคงต้องควบคุมกำลังการผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านต้นทุน, MEG แนวโน้มยังคงดี เนื่องจากบริษัทมีแผนจะเดินเครื่องผลิตเต็มกำลังในปีหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อผลการดำเนินงาน และ PP (Polypropylene) ยังคงมีความท้าทาย เนื่องจากจะมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามาในตลาดประมาณ 6 ล้านตันในปีหน้า ซึ่งต้องติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถรักษาระดับราคาได้หรือไม่

แนวโน้มผลประกอบการ -คำแนะนำ

ไตรมาส4/2568 คาดว่าจะยังชะลอตัวเนื่องจากมีแผนการปิดซ่อมบำรุง 50 วันในช่วงต.ค.-พ.ย. ซึ่งอยู่ในช่วงที่ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง ดังนั้น PTTGC จึงรับรู้ปัจจัยบวกนี้ได้ไม่เต็มที่ รวมถึงสเปรดปิโตรยังอ่อนตัวตามราคาผลิตภัณฑ์ ประกอบกับเป็นช่วง low season ของปริมาณการขาย allnex

ด้าน Bloomberg consensus ประเมินผลขาดทุนสุทธิปี2568 ที่ 9.37 พันล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 2.98 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 26F คาดว่าจะพลิกกลับมามีกำไรได้ราว 3.45 พันล้านบาท สะท้อนผลประกอบการที่ผ่านจุดต่ำสุด (Bottom out) ไปแล้วเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตจากการกลับมาดำเนินงานปกติหลังการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ส่งผลให้ปริมาณการผลิตโรงกลั่นเพิ่มขึ้นราว 18% และปริมาณการผลิตปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นประมาณ 11% จากการได้รับก๊าซอีเทนมากขึ้น ขณะเดียวกัน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Holistic Optimization) ที่สร้างผลประหยัด 5.5 พันล้านบาทในปีปัจจุบันจะส่งผลต่อเนื่องในปีหน้า

พร้อมตั้งเป้าประหยัดเพิ่มเติมอีก 1.2 พันล้านบาท และลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานอีก 1.0 พันล้านบาทซึ่งรวมกันคาดว่าจะหนุนกำไรจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นราว 3.0–4.0 พันล้านบาท และจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอีกประมาณ 2.2 พันล้านบาท นอกจากนี้ การปรับโครงสร้าง Vencorex คาดว่าจะช่วยให้กำไรสุทธิดีขึ้นราว 2.4 พันล้านบาท กลยุทธ์ของ Allnex จะช่วยเสริมการฟื้นตัวของผลประกอบการ และหากสามารถปิดดีลขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักได้ จะมีการรับรู้กำไรเพิ่มเติมประมาณ 2.3 พันล้านบาทในปี 26F

ในเชิง Valuation ราคาซื้อขายบน PBV เพียง 0.32 เท่า ต่ำกว่ากลุ่ม (TOP 0.46x, IVL 0.69x, BCP 0.67x) มองว่าขานรับแนวโน้มผลงานที่อ่อนแอกว่ากลุ่มไปพอสมควรแล้ว สะท้อนผ่านราคาหุ้นที่ปรับตัวลง21% ในรอบ 60 วัน

แนะนำ Trading มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Bloomberg เท่ากับ 24.62 บาท (Buy 10 / Hold 8 / Sell 10) โดยมองว่าอาจเห็นการกลับเข้ามาซื้อเก็งกำไรระยะสั้นช่วงใกล้รายงานผลประกอบการ

Key Risks : ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น (GRM) ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและภาวะเศรษฐกิจโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...