โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาตึงเครียด กระแสหนุนรัฐ–กองทัพพุ่ง นานาชาติจับตาประเด็นมนุษยธรรม

สวพ.FM91

อัพเดต 24 ธ.ค. 2568 เวลา 04.02 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2568 เวลา 04.02 น.

ผอ.ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา เผย รายงานประเมินชี้ กระแสในประเทศหนุนรัฐ–กองทัพสูง ขณะนานาชาติจับตาประเด็นมนุษยธรรม ศึกชายแดนไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2567 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงรายงานการประเมินกระแสสังคมและนานาชาติ กรณีความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จนถึงวันที่ 23 ธ.ค.68 ระบุว่า ภาพรวมการรับรู้ ทั้งในและต่างประเทศสะท้อนมุมมองที่แตกต่างกัน โดยภายในประเทศกระแสสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยและบทบาทของกองทัพอยู่ในระดับสูง ขณะที่เวทีนานาชาติให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ

พล.อ.อ.ประภาส ระบุอีกว่า ในสังคมไทยมีความเชื่อมั่นโดยรวมว่าการดำเนินการของรัฐและกองทัพ เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสมและ “ถูกทาง” อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏความห่วงใยต่อความปลอดภัยของกำลังพล รวมถึงผลกระทบต่อพลเรือนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะประเด็นทุ่นระเบิด บ้านเรือน และสัตว์เลี้ยง ขณะเดียวกัน พบการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและวาทกรรมยั่วยุบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความแตกแยกภายในประเทศ

“ในระดับนานาชาติ สื่อต่างประเทศและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนหนึ่งให้น้ำหนักกับผลกระทบต่อพลเรือน ความสูญเสีย และคำถามด้านกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยภาพลักษณ์ของไทยมักถูกนำเสนอผ่านกรอบเปรียบเทียบระหว่าง “ประเทศขนาดใหญ่กับประเทศขนาดเล็ก” แม้ฝ่ายไทยจะย้ำหลักการป้องกันตนเองตามกฎหมายสากลก็ตาม ขณะเดียวกัน ประเทศมหาอำนาจและประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียนและจีน แสดงท่าทีสนับสนุนการใช้กลไกการเจรจาและการไกล่เกลี่ยเพื่อลดความตึงเครียด”ผอ. ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า รายงานดังกล่าวยังได้ประเมินแนวโน้มระบุถึงจุดแข็งของฝ่ายไทย ได้แก่ การยืนอยู่บนกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการป้องกันตนเอง การได้รับการสนับสนุนจากสังคมภายในประเทศ และการที่เวทีอาเซียนยังเปิดกว้างสำหรับการคลี่คลายสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากการขยายวาทกรรมเชิงอารมณ์หรือเชื้อชาติซึ่งอาจกลายเป็นสงครามข้อมูล รวมถึงการตั้งคำถามจากสื่อบางสำนักเกี่ยวกับประเด็นมนุษยธรรม ผู้พลัดถิ่น และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจากการรับรู้ด้านความปลอดภัย

ในเชิงข้อเสนอเชิงนโยบาย รายงานเสนอให้รัฐปรับปรุงการสื่อสารโดยยึดกรอบ “การป้องกันตนเองตามกฎหมายสากลควบคู่มนุษยธรรม” ลดการใช้ถ้อยคำยั่วยุ และเพิ่มการสื่อสารเชิงรุกต่อสังคมโลกผ่านข้อมูลรูปแบบถาม–ตอบที่ตรวจสอบได้ พร้อมกันนี้ เสนอให้ขับเคลื่อนการทูตแบบทวิภาคีโดยมีอาเซียนเป็นเวทีสนับสนุน เปิดความร่วมมือด้านมนุษยธรรม เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และตั้งกลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงของรัฐเพื่อตอบโต้ข้อมูลบิดเบือนอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้รายงานยังเสนอให้รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศกำหนดกรอบการสื่อสารแบบ “เสียงเดียว” (One Voice) กองทัพควบคุมการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พร้อมเปิดเผยข้อมูลเท่าที่เหมาะสม ขณะที่สื่อและผู้มีอิทธิพลทางสังคมควรใช้ข้อมูลที่ยืนยันได้ และลดการขยายวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง ส่วนประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลก่อนส่งต่อ

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ในรายงานระบุว่า ไทยควรรักษาความชอบธรรม ความสงบ และความเป็นเอกภาพภายในประเทศ ควบคู่กับการลดผลกระทบด้านมนุษยธรรม ใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นแกนหลักในการดำเนินการ สื่อสารอย่างมืออาชีพ และอาศัยกลไกภูมิภาคเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...