ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ 31.44 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ยังมีโอกาศผันผวน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.51 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 31.42-31.57 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน
หลังแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor กลับมาอีกครั้ง ทว่า เงินบาทก็ยังได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นอีกครั้งของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางบรรยากาศระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังมีความกังวลต่อประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อยู่บ้าง
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว หลังบรรดาผู้เล่นในตลาดกลับมาทยอยขายหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวได้โดดเด่นในช่วงก่อนหน้า อีกครั้ง อาทิ Nvidia -2.2% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ที่ได้อานิสงส์จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุด ซึ่งเรียกร้องให้มีการเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.01% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.44%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงต่อเนื่อง -0.19% ตามแรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง ASML -3.7% ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการรีบาวด์ขึ้นบ้างของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน รวมถึงหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน อาทิ BAE Systems +5.0%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.17% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครอง จนกว่าจะรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ สอดคล้องกับ มุมมองเดิมของเราว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยต้องจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน โดยในช่วงระยะสั้น หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมกราคม และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด
นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท ประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงเผชิญความผันผวนลักษณะ Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด หลังรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างยังคงประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 26% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยครั้งละ 25bps จำนวน 3 ครั้ง ในปีนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างแน่นอน ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานออกมาสดใสและดีกว่าคาด อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) สูงขึ้นสู่ระดับ 7.5 หมื่นราย จนถึงระดับ 1 แสนราย
ส่วนอัตราการว่างงานก็ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.5% หรือต่ำกว่า ก็อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มไม่มั่นใจว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยได้ถึง 2 ครั้ง หรือไม่ (แต่อย่างน้อย ตลาดควรจะ priced-out การลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ของเฟด) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง พร้อมการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้ไม่ยาก โดยในกรณีดังกล่าว เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทดสอบโซน 31.60-31.70 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนแนวต้านในช่วงปลายปีก่อนหน้าได้
แม้ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลง ในกรณีที่ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด แต่เราอาจยังไม่ปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทในระยะกลาง (ภายในไตรมาสแรก) จนกว่าจะเห็นการทยอยอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้านสำคัญในเชิงเทคนิคัล อย่าง โซน 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ (เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน) และโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (เส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์)
หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาตามคาด เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด มากนัก ทำให้ การเคลื่อนไหวของทั้งเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ราคาทองคำ และเงินบาท ก็มีแนวโน้มแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน และจะขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะ/บรรยากาศของตลาดการเงิน หรือปัจจัยเฉพาะตัว (ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดทุนไทย) เป็นต้น
แต่หาก รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด (ซึ่งอาจเกิดได้ยาก เนื่องจากเป็นการจ้างงานช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลที่มักจะเห็นการจ้างงานในภาคการบริการที่ดี) เช่น ยอดการจ้างงานฯ ออกมาต่ำกว่าระดับ 5 หมื่นราย ส่วนอัตราการว่างงานก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.7% ในกรณีนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยเฉพาะการประชุม FOMC เดือนมกราคม และมีนาคม กดดันให้ ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงย่อตัวลง เพิ่มเติม หนุนทั้งราคาทองคำ (อาจเข้าใกล้จุดสูงสุดก่อนหน้า) และเงินบาท โดยเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นต่อทดสอบโซน 31.15-31.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้
ทั้งนี้เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.25-31.65 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.45 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 31.50 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 8,000 ราย สู่ระดับ 208,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 213,000 ราย
จับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนธ.ค.ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในปีนี้ ขณะที่นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 57,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 64,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 4.5% ในเดือนธ.ค. จากระดับ 4.6% ในเดือนพ.ย. และจับตาราคาทองคำมีแนวโน้มพุ่งแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 31.30- 31.60 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 31.30/ขาย 31.60
EUR/THB 36.30 - 36.80 แนะนำ ซื้อ 36.30 /ขาย 36.80
JPY/THB 0.1970 - 0.2020 แนะนำ ซื้อ 0.1970 / ขาย 0.2020
กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.35-31.60บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเงินบาทอ่อนค่าลงพร้อมสกุลอื่นในภูมิภาคจาก ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น หลังยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสหรัฐฯ ออกมาที่ 208,000 ราย ต่ำกว่าตลาดคาด
รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ ระบุว่า ดอกเบี้ยปัจจุบันสูงกว่าระดับเป็นกลางอย่างมาก โดยประเมินช่วงดอกเบี้ยที่เหมาะสมไว้ที่ 2.50–3.25%
MBS yields สหรัฐฯ ปรับลดลงหลังทรัมป์สั่งให้ซื้อพันธบัตร MBS มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อกดให้ดอกเบี้ยเงินกู้อสังหาฯ ต่ำลง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 32.57 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ที่ระดับ 31.55 บาท
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ 31.44 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ยังมีโอกาศผันผวน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com