โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินบาทปรับตัวแข็งค่า ขานรับคาดการณ์เฟดปรับลดดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 10.55 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2568 เวลา 10.55 น.

ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่า ขานรับการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ 24 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (01/12) ที่ระดับ 32.09/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/11) ที่ระดับ 32.19/20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยเช้าวันนี้ Dollar Index ปรับตัวที่ระดับ 99.33 ซึ่งเป็นการปรับตัวอ่อนค่าสุดในรอบหลายสัปดาห์นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ค. หลังนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 9-10 ธ.ค.

ขณะที่ราคาทองนั้นปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบสองสัปดาห์ เนื่องจากได้แรงหนุนจากได้แรงหนุนจากคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป ส่งผลให้ความต้องการในการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น เนื่องจากทองนั้นเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย ทั้งนี้ตลาดจับตาการเปิดเผยตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (01/12) พิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นแข็งค่าขึ้นมา ราว 1% โดยได้แรงกดดันจากการอ่อนค่าของดัชนีดอลลาร์ตามคาดการณ์ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากการขายเงินตราจากผู้ส่งออก รวมถึงการปรับขึ้นของราคาทองคำ

ทั้งนี้ ธปท. เตรียมเสนอแผนการเพื่อเป็นการควบคุมค่าเงินบาท โดยจะเสนอกระทรวงการคลัง ให้ปรับปรุงเกณฑ์ในการขยายวงเงินรายได้ต่างประเทศที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ครั้ง โดยจากเดิมไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ครั้ง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศให้แก่ภาคเอกชน และเป็นการลดการกดดันต่อการแข็งค่าของค่าเงินบาท

นอกจากนี้ ธปท. จะเสนอกระทรวงการคลังให้กลุ่มผู้ค้าทองรายใหญ่นั้นรายงานข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามธุรกรรมและประเมินผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ น.ส.พิมพ์พันธ์ ระบุว่าตลาดการเงินยังมีความไม่แน่นอนสูง โดย ธปท.พร้อมที่จะเข้าดูแลความผันผวนของค่าเงิน เพื่อให้ภาคธุรกิจนั้นได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.96 – 32.14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31,97/99 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (01/12) ที่ระดับ 1.1614/16 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/11) ที่ระดับ 1.1566/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตลาดจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของยูโรที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ เช่น อัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ย. (ประมาณการเบื้องต้น) และอัตราว่างงานเดือน ต.ค. ของอียู เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยครั้งถัดไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1590 – 1.1621 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1617/20 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเข้าวันนี้ (01/12) ที่ระดับ 155.56/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/11) ที่ระดับ 156.31/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ (01/12) คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น เปิดเผยว่าจะทบทวนข้อดีข้อเสียของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไป อุเอดะกล่าวว่า BOJ กำลังรวบรวมข้อมูลของบริษัทในการปรับขึ้นค่าจ้าง โดย BOJ กล่าวว่าข้อมูลค่าจ้างเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ยังกล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ นั้นสอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและราคา พร้อมทั้งระบุว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีของสหรัฐ เริ่มลดลงแล้ว และความเป็นไปได้ของภาวะเงินเฟ้อตามที่ได้ประเมินไว้นั้นเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ส่วนหนึ่งของแรงกดดันภาวะเงินเฟ้อที่จะทำให้ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นมาจากการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าของญี่ปุ่นนั้นปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.27 – 156.20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 155.40/41 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน พ.ย. ของสหรัฐ (01/12), ดุลการค้าเดือน ต.ค.ของฝรั่งเศส (02/12), อัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ย. (ประมาณการเบื้องต้น) และอัตราว่างงานเดือน ต.ค. ของอียู (02/12), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน พ.ย. ของอียูและอังกฤษ (03/12), ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน พ.ย.จาก ADP ของสหรัฐ (03/12), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน พ.ย. ของสหรัฐ (03/12),

ดัชนีภาคบริการเดือน พ.ย. จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ของสหรัฐ (03/12), ยอดค้าปลีกเดือน ต.ค. ของอียู (04/12), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (04/12), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2568 (ประมาณการครั้งที่ 3) ของอียู (05/12), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน ก.ย.ของสหรัฐ (05/12), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน ธ.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (05/12)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8/-7.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.3/-5.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทปรับตัวแข็งค่า ขานรับคาดการณ์เฟดปรับลดดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...