เปิด 9 มาตรการ “เอกนิติ” ฝ่าวิกฤต กระตุ้นเศรษฐกิจไทย
เนื่องจากโอกาส “เพจอีจัน” ฉลองครบรอบ 9 ปี ขึ้นปีที่ 10 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 “ทีมข่าวเศรษฐกิจอีจัน” ได้เรียนเชิญ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน WIN BIG TOGETHER “พลังแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ที่เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” หัวข้อ “อนาคตประเทศไทย 2569 : ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ” ณ หอประชุม NT Auditorium อาคาร 9 ชั้น 2 สำนักงานแจ้งวัฒนะบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฉายภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีนี้ และในอนาคต ปี2569 จะเกิดอะไรขึ้นกับคนไทยกว่า 60 ล้านคน ภายใต้การบริหารงานรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกุล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจกที่เกิดขึ้นหลายๆ ด้านพร้อมกัน เช่น การถูกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 19% จากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน จนถึงความไม่สงบในแถบทะเลจีนใต้ และกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา และล่าสุด อุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ25 ปี ของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และอีก 8 จังหวัดในภาคใต้ ได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตคนจำนวนมาก
สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า เศรษฐกิจในปีหน้าจะเป็นอย่างไร?
ประเด็นนี้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เล่าให้ฟัง
“ตอนที่ตอบรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มีความตั้งใจที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการรออกแบบนโยบายมีจุดมุ่งหมาย “WIN BIG TOGETHER” เหมือนชื่อหัวข้อในวันนี้ และ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เหมือนกัน ซึ่งคล้ายกับแนวนโยบายของรัฐบาล “Quick Big Win” ภายใต้ข้อจำกัดในการทำงาน 4 เดือน หรือ 4 บวก 4 คือทำงานในตำแหน่งรัฐบาลที่มอำนาจเต็มในการบริหาร 4 เดือน และยุบสภา เป็นรัฐบาลรักษาการอีก 4 เดือน” นายนายเอกนิติ กล่าวและกล่าวว่า
นโยบายจะต้อง Big คือ “ใหญ่พอ” และ Quick คือ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ถือเป็นหัวข้อที่ ท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล มอบนโยบายให้ผมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ในธีมที่ใช้กรอบการออกแบบนโยบายคือ “Quick Big Win” ซึ่งมีกรอบการทำงาน 3 ส่วน คือ กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว โดยการทำให้การเติบโตและการกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายตัวออกไปถึงคนไทยทุกคน หลักคิดที่สำคัญที่สุดคือการให้ความสำคัญกับคนระดับล่างเป็นอันดับแรก
นายเอกนิติ กล่าวว่า ตลอดการทำงานในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลมีมาตรการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจทุกสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว ทั้งทางด้านการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานราก
ดังนั้น ทุกนโยบายที่ออกมาทุกสัปดาห์ ผมขอยืนยันว่า “ไม่มีการกู้เงินใหม่ แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการด้วยการใช้เงินงบประมาณเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อแสดงให้ถึงการรักษาวินัยการเงินการคลัง และการใช้ให้ตรงกับเป้าหมาย ตรงกลุ่ม และตรงใจประชน มากที่สุด
9 สัปดาห์ 9 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
นับตั้งแต่วันที่รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก วันที่ 30 กันยายน กระทรวงการคลังเสนอนโยบายเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนทันที คือ
มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 จำนวน 13.4 ล้านราย วงเงินรวม 22,780 ล้านบาท โดยรัฐบาลได้นำเงินเหลือ จากการใช้จ่ายของปีงบประมาณ2568 มาเติมเงินให้กับผู้ที่รายได้น้อยและมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อช่วยค่าครองชีพ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทันที คนละ 850 บาท จำนวน 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) รวมเป็นเงิน 1,700 บาท เพื่อให้ประชาชนนำเงินดังกล่าวไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
นอกจากนี้ ครม.ยังได้คืนหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) 35,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้เหลือของปีงบประมาณ2568 ที่ใช้ไม่หมด เช่น หนี้จากโครงการจำนำสินค้าเกษตร เพื่อแสดงถึงวินัยทางการคลังต่อสายตานักลงทุนต่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก 3 แห่ง (Moody’s, Fitch, และ S&P) ได้เตือน (ใบเหลือง) และปรับภาพ Outlook ของไทยจาก Stable เป็น Negative ซึ่งภายหลังจากการแสดงวินัยนี้ S&P ได้ประกาศคงเสถียรภาพของ Outlook ไทยไว้
“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนระดับล่างเป็นอันดับแรก โดยวันแรกที่เข้าได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ที่เหลือเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นวันสิ้นปีงบประมาณพอดี”
สัปดาห์ที่ 2 วันที่ 7 ต.ค. 2568
มาตรการคนละครึ่งพลัส โดยคำว่า “พลัส”มีแนวคิดสำคัญคือ “ให้เบ็ด ไม่ใช่ให้ปลา” ซึ่งการให้เบ็ดคือสิ่งที่ตั้งใจจะทำคือ สร้างเครื่องมือให้พวกเขาสามารถเติบโตได้เอง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของทีมเศรษฐกิจ และการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยปัจจุบัน ณ วันที่ 27 พ.ย.2568 มีร้านค้าร่วมโครงการมากกว่า 982,524 ร้านค้า ขณะที่จำนวนประชาชนผู้ใช้สิทธิครบถ้วนอยู่ที่ 2,184,596 ราย จากจำวนทั้งหมด 20 ล้านคน
ขณะที่ ยอดการใช้จ่ายในโครงการล่าสุด มีจำนวนทั้งสิ้น 59,321.6 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายในร้านค้าปกติ 57,515.3 ล้านบาท และการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery อีก 1,806.3 ล้านบาท
สัปดาห์ที่ 3 วันที่ 14 ต.ค. 2568
เร่งรัดงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ภายใต้วงเงินรวมกว่า 1.56 ล้านล้านบาท โดยงบลงทุนดังกล่าว รัฐบาลมั่นใจว่า จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 ขยายตัวได้ประมาณ 0.3% สำหรับรายละเอียดของงบลงทุนรัฐวิสาหกิจที่ ครม.เห็นชอบการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้ง 51 แห่ง (รวมบริษัทมหาชนจำกัดและบริษัทในเครือ)ประกอบด้วย วงเงินดำเนินการการลงทุนจำนวน 1,560,095 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายจำนวน 441,616 ล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อความคล่องตัวในการบริการจัดการและให้รัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการได้ทันทีภายในปีงบประมาณ 2569 ครม. เห็นชอบให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ปรับวงเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569 ให้สอดคล้องกับผลการจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569
สัปดาห์ที่ 4 วันที่ 21 ต.ค. 2568
การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ 2569 โดยการเร่งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดประชุมสัมมนาในต่างจังหวัดให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งแต่ละภาคส่วนมีงบประมาณอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่งบประมาณใหม่ โดยภาคมีงบเกี่ยวกับการอมรมสัมมนาประมาณ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจอีก 3,000 ล้านบาท ยังไม่รวมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยกำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือนมกราคมปีหน้า แทนที่จะอบรมสัมมนาในเดือนเม.ย.2569 เป็นต้นไป
สัปดาห์ที่ 5 วันที่ 28 ต.ค. 2568
การลดภาระหนี้สินของประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินโครงการซื้อหนี้รายย่อยเพื่อช่วยลดภาระหนี้และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนผ่านผ่านบริษัท บริหารสินทรัพย์ หรือการตั้ง Asset Management Company (AMC) ภายใต้โครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” เพื่อรับซื้อหนี้ของลูกหนี้ ที่มีหนี้วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ ไม่ใช่เพียงการจัดการตัวเลขในระบบการเงินเท่านั้น แต่คือ การช่วยคนกว่า 2.36 ล้านบัญชี และอีกหายชีวิตที่กำลังล้มใหสามารถลุกขึ้นได้ เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทย ไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญ ภาระหนักเพียงลำพัง
สำหรับกลไกในการดำเนินการ และช่วยเหลือลูกหนี้นั้น ได้รับเงินสนับสนุนจากการปรับลดการนำเงินส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF ของธนาคารพาณิชย์จาก 0.46 % เหลือ 0.23% ของยอกเงินฝาก และนำเงินส่วนหนึ่ง จากเงินที่เหลือของโครงการ“คุณสู้เราช่วย” มาร่วมกันจัดตั้ง AMC โดยในส่วนของหนี้เสียที่มาจากธนาคารพาณิชย์ และบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ นั้นจะขาย และโอนหนี้ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)
ขณะที่การโอนลูกหนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จะโอนหรือขายหนี้ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari AMC) โดยในส่วนนี้ให้ธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน ให้กับ Ari-AMC เพื่อเป็นสภาพคล่องในการดำเนินการเพื่อเป็นสภาพคล่องให้กับการรับซื้อ และโอนหนี้จาก SFIs
สัปดาห์ที่ 6 วันที่ 4 พ.ย. 2568
ในการประชุมครม. เศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ได้เสนอโครงการร้านค้าคนละครึ่งพลัส ผูกระบบกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมที่สามารถซื้อ-ขายได้ เฉพาะร้านธงฟ้าเท่านั้น จะเปิดระบบให้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้บัตรมารูดซื้อสินค้าจากร้านค้าคนละครึ่งพลัส (แอปถุงเงิน) เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการและให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น รวมถึงให้ร้านค้าในแอปถุงเงินสามารถขายของได้ในระยะยาว ไม่ต้องรอโครงการคนละครึ่ง และไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่ ซึ่งจะทำให้ร้านค้ามีอาชีพ ถาวรและสามารถขายของได้มากขึ้น
สัปดาห์ที่ 7 วันที่ 11 พ.ย. 2568
การลงทุนในอนาคต รัฐบาลมุ่งเน้นการลงทุนในภาคดิจิทัล พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต โดยการใช้เครื่องมือใหม่อย่าง BOI FasPass และ Fast Track เพื่อเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของบีโอไอในการเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจำนวน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 480,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
1.โครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566–2567 แต่ยังติดปัญหาไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ 65 โครงการ มูลค่าลงทุน 271,738 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาบีโอไอได้เร่งประสานงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะรายให้กับนักลงทุนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีโครงการบางส่วนสามารถเริ่มลงทุนจริงหรือมีแผนเริ่มลงทุนที่ชัดเจนแล้ว 40 โครงการ มูลค่า 148,543 ล้านบาท โดยยังเหลือโครงการที่ติดปัญหา/อุปสรรคสำคัญต่างๆ เช่น ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ด้านการจัดหาพื้นที่ และใบอนุมัติ/อนุญาตต่างๆ จำนวน 25 โครงการ มูลค่า 123,195 ล้านบาท
และ 2.โครงการขนาดใหญ่ที่เพิ่งได้รับอนุมัติในปี 2568 ที่ประสบปัญหาคล้ายกันและจะนำมาแก้ไขในคราวเดียว กันอีก 15 โครงการ มูลค่า 216,742 ล้านบาท โดยบีโอไอจะติดตามและเร่งรัดให้โครงการทั้งหมดเดินหน้าได้ เพื่อช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจริงและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงผลักดันการเติบโตต่อเนื่องในปี 2569
สัปดาห์ที่ 8 วันที่ 18 พ.ย. 2568
การพัฒนาศักยภาพของแรงงานและการ Upskill (พัฒนาทักษะ) และ Reskill (เติมทักษะ) ด้วยการพัฒนาแรงงานและผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงดิจิทัลจำนวนกว่า 400,000 ราย ที่เป็นสมาชิกของร้านค้าถุงเงิน ในแอปเป๋าตัง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และยังช่วยให้คนไทยสามารถสร้างรายได้ด้วยตน เองในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยการช่วยเพิ่มยอดขายของให้ปังๆ ทางออนไลน์
โดยรัฐบาลร่วมมือกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ออนไลน์ พร้อมร่วมมือกับธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และจับมือกับกรมธุรกิจการค้าเพื่ออมรมร้านค้าให้สามารถขายอาหารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ พร้อมเติมเงินจูงใจในการเรียน 20% สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้านค้า ล่าสุดมีร่านค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 60,000 ร้านค้าหลังเปิดให้เรียนไม่ถึงสัปดาห์ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครการคนละครึ่งพลัส รายได้เพิ่มขึ้น 300-400 เท่า วินจักรยานยนต์รายได้เพิ่มขึ้น
สัปดาห์ที่ 9 วันที่ 25 พ.ย. 2568
มาตรการค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน สำหรับรถไฟฟ้าสีแดง ช่วงบางซื่อ – รังสิต และ บางซื่อ – ตลิ่งชัน และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – คลองบางไผ่ เป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันนโยบายลดค่าครองชีพด้านคมนาคมภายใต้รัฐบาลนี้ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยมาตรการนี้ จะดำเนินการเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องหลังจากมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสายสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568
ทั้งนี้ อัตราค่าโดยสารที่กำหนดจะมีการเก็บไม่เกิน 40 บาทสำหรับประชาชนทั่วไป เป็นราคาเหมาทั้งวัน แต่หากขึ้นในระยะทางที่ไม่ถึงราคาค่าโดยสาร 40 บาทจะเสียตามระยะทางจริง ส่วนกลุ่มนักเรียน นักศึกษา เสียค่าโดยสารไม่เกิน 30 บาทต่อวัน
กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเด็กที่มีส่วนสูงเกิน 90 ซม. แต่ไม่เกิน 120 ซม. เสียค่าโดยสาร 50% จากค่าโดยสารตามอัตราปกติ/เที่ยว กลุ่มผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ใช้เงินจากวงเงินที่ได้รับการจัดสรร 750 บาทต่อเดือน ขณะที่กลุ่มผู้พิการและเด็กที่ส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม.ได้รับสิทธิ์ในการใช้บริการฟรี โดยกำหนดประเภทบัตรโดยสารเพื่อรองรับมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน คือ บัตร EMV Contactless Card
สัปดาห์ที่ 2 ธ.ค. 2568
“เตรียมทำอีก 1 โครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีคือ การเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SMEs รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SMEs โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 3 ล้านราย ด้วยการเชื่อมโยงธุรกรรมผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น PromptBiz ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
และในสัปดาห์ถัดไป (วันที่ 9 ธ.ค.69) กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการส่งเสริมการออม ผ่านการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง หรือ L6 จะได้รับเงินคืนจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีที่ซื้อสลากฯ แล้ว ไม่ถูกรางวัล ทางสำนักงานสลากฯ จะนำเงินส่วนหนึ่งไปสะสมเป็นเงินออม หรือ Cash Back โดยสำนักงานสลากฯ จะออมเงินจากกรณีดังกล่าวจนถึงอายุ 55 ปี หลังจากนั้น จะได้เงินคืนสะสมให้แก่ผู้ที่ซื้อสลากฯ รายนั้นๆ ส่วนผู้ซื้อที่มีอายุ 56 ปี ขึ้นไป จะสามารถต้องสะสมเงินออมเป็นระยะเวลา 5 ปี ถึงจะได้รับเงินคืน
“รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในทุกๆ มาตรการการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่ให้กับทุกคนในสังคม” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าว พร้อมทั้งยืนยันว่า
“แนวทางนี้ จะไม่เป็นเพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังจะเป็นการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตเศรษฐกิจไทย การฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้จะเน้นการลงทุนในภาคส่วนที่มีอนาคตและสร้างงานใหม่ให้กับประชาชนไทย พร้อมกับการยกระดับศักยภาพของประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กให้มีความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจระดับโลกอีกด้วย” ดร.เอกนิติ กล่าว