โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช เจาะไฮไลต์ สัมพันธ์ลึก 'จีน-ไทย' ใน 'หมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ธ.ค. 2568 เวลา 10.55 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2568 เวลา 02.16 น.

รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

นับเป็นอีกเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกไว้ในหนึ่งบรรทัดของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-จีน สำหรับนิทรรศการ ‘หมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร’ ณ พระที่นั่งเหวินหวา พิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ กรุงปักกิ่ง เนื่องในวาระ 50 ความสัมพันธ์ทางการทูต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการดังกล่าวเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในโอกาสเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ

นี่คือครั้งแรกที่กรมศิลปากรนำโบราณวัตถุและศิลปวัตถุชิ้นสำคัญของชาติไปจัดแสดงยังสาธารณรัฐประชาชนจีนมากถึง 228 รายการ ขณะเดียวกัน พิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณก็นำโบราณวัตถุชิ้นสำคัญมากกว่า 50 รายการมาร่วมจัดแสดง 3 เดือนเต็ม ยาวไปถึง 24 กุมภาพันธ์ศกหน้า

เพื่อทำความเข้าใจในสัมพันธ์จีน-ไทยที่สะท้อนผ่านโบราณวัตถุล้ำค่า ขอสนทนากับ รศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะจีนอันดับต้นๆ ของไทยในเวลานี้ ที่มีคำอธิบายน่าสนใจยิ่ง

: ในบรรดาโบราณวัตถุไทยที่นำไปจัดแสดงในนิทรรศการฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ณ กรุงปักกิ่ง ส่วนตัวมองว่าชิ้นใดน่าสนใจที่สุด ?

ถ้าถามชิ้นเด่นๆ จะมีพระที่นั่งองค์หนึ่ง เรียกว่า ‘พระที่นั่งกง’ ในแง่หนึ่งเหมือนเป็นเครื่องประกอบยศของเจ้านายชั้นสูงของเรา โดยสะท้อนความสัมพันธ์ไทย-จีนด้วย ถ้าลองสังเกตให้ดี พระที่นั่งองค์นั้นมีลักษณะพนักเป็นวงโค้ง ซึ่งหากย้อนไปดูพวกเสลี่ยง คานหามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายลงมาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ยังใช้อยู่ หรือพระที่นั่งสำคัญในงานพระราชพิธี จะเห็นพนักวงโค้งแบบนี้ ถ้าลองไปสืบถึงต้นแบบ จะเห็นว่าคล้ายเก้าอี้ไม้ประเภทหนึ่ง ชื่อว่า ‘เชือนอี่’ คำว่า อี่ แปลว่า เก้าอี้ ส่วน เชือน แปลว่า วงโค้ง เพราะเก้าอี้นี้มีพนักเป็นวงโค้ง เหมือนพระที่นั่งของไทยที่นำไปจัดแสดง ข้อมูลตามทะเบียนโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) พระนคร ระบุสมัยรัชกาลที่ 5

สิ่งที่น่าสนใจคือ เชือนอี่ ไม่ใช่เก้าอี้ที่ตาสีตาสาใช้ เฟอร์นิเจอร์ไม้ในวัฒนธรรมจีนมีศักดิ์ หรือฐานันดร เก้าอี้ประเภทนี้ โดยปกติอาจเป็นของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หรืออาจารย์คนสำคัญ หรือระดับราชสำนัก เราจะภาพของฮ่องเต้ประทับบนเก้าอี้พนักวงโค้ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มของเชือนอี่อยู่บ่อยๆ

เพราะฉะนั้นมันสะท้อนให้เห็นว่าเราได้แรงบันดาลใจบางอย่างมาจากวัฒนธรรมจีนในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของบุคคล จึงนำมาออกแบบพระที่นั่งที่ใช้ในราชสำนัก

ส่วนชิ้นอื่นๆ ก็มีเรื่องเล่าของตัวเอง เช่น เครื่องถ้วย กาน้ำชาพวกป้านสายที่มีหูหิ้ว การใช้ภาพเล่าเรื่องแบบสามก๊กเขียนบนกาน้ำชา ป้านทรงนี้เป็นที่นิยมในไทย คนไทยนิยมเซรามิกจีน ช่วงหนึ่งมีการสั่งทำ โดยกำหนดว่าอยากให้วาดลายนั้นลายนี้

: อีกไฮไลต์ คือ ประติมากรรมช้างมงคล 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งจากคลังพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ กรุงปักกิ่ง อีกชิ้นหนึ่งจาก พช.หริภุญไชย คติเรื่องช้างระหว่างจีนกับไทย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?

ในบ้านเราช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่ใช้เป็นพาหนะ โดยหลักแล้วเหมือนเป็นเครื่องประดับยศของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ สะท้อนถึงฐานานุศักดิ์

สำหรับฝั่งจีน ก็มองในลักษณะเดียวกัน ในงานเขียนของนักวิชาการชาวจีนพูดเรื่องประติมากรรมช้างในสุสานจักรพรรดิ เขาอธิบายความว่า ช้างพวกนี้ปรากฏเพราะช้างไม่ใช่สัตว์ประจำถิ่นของจีน แต่เป็น ‘สัตว์บรรณาการ’ ซึ่งแหล่งที่มาส่วนหนึ่งคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาณาจักรสำคัญในอดีตที่ส่งช้างเป็นบรรณาการคือเวียดนาม เพราะฉะนั้น ช้างในมุมมองของราชสำนักในวัฒนธรรมจีนโบราณ คือ ของบรรณาการจากต่างแดน

ปกติแล้ว การสร้างสุสานให้จักรพรรดิ เป็นการยอพระเกียรติ คุณงามความดี คุณธรรม พระบารมีแผ่ไพศาล คำว่าไพศาล คือไปไกล อะไรที่จะแทนถึงความไปไกล ก็คือสัตว์ต่างแดน หรือสิ่งที่มาจากต่างแดน ช้างก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งเช่นกัน

ชิ้นที่นำมาจัดแสดง เป็นโบราณวัตถุสมัยราชวงศ์ชิง มีนัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ คนจีนชอบเล่นคำพ้องเสียง ถ้าสังเกตดู ช้างตัวนั้นมีแจกันอยู่ข้างบนใบหนึ่ง คำว่า แจกันในภาษาจีน ออกเสียงว่า ผิง ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า ‘ผิงอัน’ ซึ่งแปลว่า สงบสุข ส่วนช้าง ในภาษาจีน คือคำว่า ‘เซี่ยง’ ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่ารูปลักษณ์ เพราะฉะนั้นพอรวมกันคือรูปลักษณ์ของความสงบสุข

ดังนั้น ช้างแบกแจกัน เป็นสัญลักษณ์ของความสงบสุข เหมือนเป็นมิ่งมงคลของเมือง

: นอกเหนือจากโบราณวัตถุไทยในนิทรรศการข้างต้น ถ้าคนไทยอยากชื่นชมโบราณวัตถุล้ำค่าในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่สะท้อนอิทธิพลจีนสู่ไทย ขอให้ช่วยชี้เป้าชิ้นแนะนำชิ้นห้ามพลาด ?

สําหรับคนในเมือง แนะนำให้ไปพช.พระนคร เมื่อพระที่นั่งกงกลับมาแล้ว ก็สามารถเดินทางไปชมที่นั่นได้ รวมถึงงานประณีตศิลป์ต่างๆ ของไทยที่ได้รับอิทธิพลจีนเยอะมาก เช่น เครื่องเบญจรงค์ ลายคราม ซึ่งสมัยก่อนเราสั่งมาจากจีน หรือพวกงานประดับมุก ก็จัดแสดงที่นั่นด้วย

นอกจากนี้ พช.พระนคร เป็นส่วนหนึ่งของวังหน้า ซึ่งเดิมได้รับอิทธิพลจีนเช่นกัน จึงสามารถไปชมร่องรอยของศิลปะจีนที่ปรากฏในวังหน้าได้ด้วย เช่น จิตรกรรมที่เป็นสัญลักษณ์มงคล อย่างปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกร หรือไปที่พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ เพื่อขึ้นไปดูพระป้ายของสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมเกี่ยวกับการทำป้ายวิญญาณที่เข้ามาสู่ราชสำนักไทย

ด้วยความที่จีนติดต่อสัมพันธ์กับเรามานาน ในเชิงของตัวโบราณวัตถุ หรือศิลปกรรม จึงมีอยู่แทบทุกภูมิภาค แต่ที่เด่นๆ ดังๆ คือ พิพิธภัณฑ์เครื่องทอง ในพช.เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในนั้น มีเครื่องทองจำนวนหนึ่งที่ใช้ลวดลายจีน อย่างพันธุ์พฤกษา และหงส์

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องถ้วยจากกรุ ซึ่งน่าสนใจตรงที่เครื่องถ้วยนำเข้าจากจีน กลายเป็นของเลอค่ามากจนคนในยุคโบราณมองว่าเหมาะกับการเป็นพุทธบูชา หรือบรรจุไว้ในเจดีย์สำคัญ เช่น เจดีย์วัดมหาธาตุ

: ย้อนไปเมื่อปี 2562 นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่นำโบราณวัตถุจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีมาจัดแสดงที่ พช.พระนคร คนแห่เข้าชมล้นหลาม คิดว่าปัจจัยสำคัญคืออะไร ?

ส่วนตัวมองว่า เพราะเรื่องการบันเทิง คือก่อนจะมีซีรีส์ฝรั่ง เกาหลี ญี่ปุ่นมามากมาย ต้องยอมรับว่าเราได้รับวัฒนธรรมบันเทิงจากจีนมาเยอะ ตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการแปลวรรณกรรมจีน อ่านสามก๊ก ห้องสิน อะไรกันมา จนถึงช่วงหนังจีน ซีรีส์ มีเจาะเวลาหาจิ๋นซี หรือเรื่องเล่าต่างๆ เกี่ยวกับจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สำคัญ หนึ่งในหลายๆ องค์ของจีนที่ได้รับการกล่าวถึง เลยหล่อหลอมมาว่า ในวัฒนธรรมจีน เรื่องจิ๋นซีคือ The must สุสานจิ๋นซีก็กลายเป็นมรดกโลก ความคุ้นเคยนี้น่าจะเป็นตัวกระตุ้น

โบราณวัตถุที่คนติดตา คือตุ๊กตาดินเผา ที่ปรากฏในสารคดี และยิ่งในเรื่องเจาะเวลาหาจิ๋นซี ตัวเอกคือหนึ่งในทหารในสุสาน ภาพจำแรกของคนคืออันนั้น

แต่พอเข้าไปชม ก็มีอย่างอื่นด้วย อย่างรถม้า ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ ‘ว้าว’ เพิ่มเติมว่ามันมีอย่างอื่นด้วยนะ

: โบราณวัตถุจีนชิ้นใดที่ตราตรึงใจสุดในชีวิต ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ศิลปะจีนเบอร์ต้นของไทย ?

อาจไม่ใช่โบราณวัตถุ แต่เป็นสถานที่ ส่วนตัวชอบเมืองปักกิ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังต้องห้าม เนื่องจากสมัยก่อนเคยดูซีรีส์ มีองค์หญิงกำมะลอ พอมาเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะจีน มีเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบวังซึ่งต้องสอดคล้องกับเมือง มีความเป็นศูนย์กลางจักรวาลของจักรพรรดิจีน ครั้งแรกที่ได้ไปพระราชวังต้องห้าม มองจากพื้นราบ เราก็เห็นถึงความยิ่งใหญ่ว่าเป็นสถานที่ของโอรสสวรรค์จริงๆ เพราะทุกอย่างมันใหญ่หมด มีข้าวของต่างๆ ในพระที่นั่งองค์สำคัญ หรือแม้แต่ชื่อพระที่นั่งซึ่งสื่อถึงความเป็นโอรสสวรรค์ที่มาอยู่บนโลกมนุษย์ พระราชวังแห่งนี้ สร้างขึ้นสมัยราชวงศ์หมิง ใช้งานจนถึงราชวงศ์ชิง

ถ้าเดินทะลุออกไปจากพระราชวัง ทางประตูหลังจะมีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง ชื่อภูเขาจิ่ง ซึ่งก่อขึ้นโดยมนุษย์สมัยราชวงศ์หมิง ถ้าเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขา จะเห็นภาพกึ่งเบิร์ดอายวิว คือ เห็นเส้นแกนกลางของเมืองปักกิ่งที่พาดผ่านตั้งแต่วังต้องห้ามทะลุผ่านภูเขาจิ่งไปข้างหลัง และเราจะเห็นเส้นจากวังวิ่งไปข้างหน้าต่อ คือมันเป็นแกนกลางที่ชัดเจน โดยมีพระราชวังต้องห้ามเป็นศูนย์กลางของแกนกลางนั้น มันก็เลยยิ่งเน้นว่าการออกแบบที่เหมือนพยายามเน้นคอนเซ็ปต์ว่า นี่คือที่ประทับโอรสสวรรค์

ส่วนตัวชอบเรื่องแนวคิดและคติที่แฝงอยู่เพื่อใช้ในเรื่องของการเมืองการปกครอง ที่นั่นคือสุดยอดแล้ว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช เจาะไฮไลต์ สัมพันธ์ลึก ‘จีน-ไทย’ ใน ‘หมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...