โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จีนกังวลเรื่อง“ข้อมูลส่วนบุคคล” อะไรทำให้ยอมเปลี่ยนทิศทาง? จาก “รัฐสอดแนม” สู่ยุค Data Governance

Thairath Money

อัพเดต 12 ม.ค. เวลา 08.56 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. เวลา 08.21 น.
ภาพไฮไลต์

ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา “จีน” มักถูกตั้งคำถามและโจมตีจากนานาชาติในประเด็นการเข้าถึงและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งในมิติของรัฐและภาคเอกชน ตั้งแต่ระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะไปจนถึงการทำงานของแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลผู้ใช้นับร้อยล้านรายอยู่ในมือ

แต่ในช่วงไม่กี่ปีหลัง ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป เมื่อจีนเริ่มสร้างกรอบกฎหมายด้านข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบและเข้มงวดมากขึ้น สะท้อนความพยายามของรัฐในการยกระดับมาตรฐานความเป็นส่วนตัวและลดช่องว่างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและบนเวทีโลก

ล่าสุดสำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (Cyberspace Administration of China : CAC) ได้เปิดเผยร่างกฎระเบียบใหม่ว่าด้วย"การกำกับการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต” พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการลงรายละเอียดการบังคับใช้กฎหมายด้านข้อมูลให้เข้มข้นขึ้นในระดับปฏิบัติการ

รู้จัก PIPL กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล “GDPR เวอร์ชันจีน”

จุดเปลี่ยนสำคัญของ คือ การบังคับใช้ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Information Protection Law : PIPL) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2021 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ครอบคลุมเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในทางมิชอบ พร้อมมอบสิทธิใหม่ให้กับเจ้าของข้อมูลชาวจีน เปรียบได้กับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป หรือ “GDPR เวอร์ชันจีน” โดย PIPL วางหลักการสำคัญ เช่น

  • ต้องแจ้งวัตถุประสงค์การเก็บข้อมูลอย่างชัดเจน

  • ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้

  • ข้อมูลอ่อนไหว เช่น ข้อมูลชีวมิติ สุขภาพ หรือพิกัดที่ตั้ง ต้องขอความยินยอมเป็นพิเศษ

  • มีสิทธิในการเข้าถึง แก้ไข และลบข้อมูลส่วนบุคคลที่ธุรกิจเก็บรวบรวมไว้

  • จำกัดการส่งข้อมูลออกนอกประเทศ

กฎหมายฉบับนี้มาพร้อมบทลงโทษที่เข้มงวด โดยค่าปรับอาจสูงถึง 50 ล้านหยวน หรือไม่เกิน 5% ของรายได้ในปีงบประมาณก่อนหน้าและในบางกรณี บริษัทอาจถูกสั่งระงับการดำเนินธุรกิจจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันบุคคลที่รับผิดชอบด้านการคุ้มครองข้อมูลโดยตรงก็อาจต้องรับโทษส่วนบุคคล ด้วยค่าปรับสูงสุดถึง 1 ล้านหยวน

โดยก่อนหน้านี้เพียงสองเดือน จีนยังได้บังคับใช้ กฎหมายความมั่นคงด้านข้อมูล (Data Security Law : DSL) ซึ่งกำหนดให้ข้อมูลทางธุรกิจต้องถูกจัดประเภทตามระดับความสำคัญและเพิ่มข้อจำกัดในการส่งข้อมูลข้ามพรมแดน กฎหมายทั้งสองฉบับส่งผลโดยตรงต่อวิธีที่บริษัทต่าง ๆ เก็บ รักษา ใช้ และถ่ายโอนข้อมูล

อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ ภาคเทคโนโลยีของจีนยังถูกวิจารณ์ว่าขอสิทธิ์เกินจำเป็น รวมถึงการใช้ป็อปอัปที่บังคับให้ผู้ใช้ยินยอมและผูกการให้บริการกับการยอมให้เก็บข้อมูล ทำให้ร่างกฎใหม่ของ CAC จึงเข้ามาอุดช่องว่างนี้ โดยผู้ให้บริการแอปฯ ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังลงลึกไปถึงระดับการออกแบบแอปพลิเคชันและการขอความยินยอมรายฟังก์ชัน เช่น

  • ห้ามขอสิทธิ์ล่วงหน้าโดยไม่จำเป็น
  • ห้ามเก็บข้อมูลของบุคคลอื่นผ่านรายชื่อผู้ติดต่อหรือข้อความ เว้นแต่จำเป็นจริง
  • สามารถเข้าถึงสิทธิการใช้งานกล้องและไมโครโฟนได้เฉพาะในช่วงที่ผู้ใช้เปิดใช้งานฟังก์ชันที่เกี่ยวข้อง เช่น การถ่ายภาพ หรือบันทึกวิดีโอและเสียง และต้องยุติการเข้าถึงทันทีเมื่อการใช้งานสิ้นสุดลง
  • ต้องเปิดให้ผู้ใช้ถอนความยินยอม โดยไม่ถูกตัดบริการ
  • เพิ่มการคุ้มครองข้อมูลของผู้เยาว์และข้อมูลชีวมิติอย่างเข้มงวด

จีนยังถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่ออกกติกาควบคุมการใช้อัลกอริทึมเพื่อกระตุ้นยอดขายและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ โดยในเดือนกันยายน 2021 CAC ได้ประกาศแผนระยะ 3 ปี เพื่อกำกับดูแลอัลกอริทึมแบบทำนาย (Predictive Algorithms) ของผู้ให้บริการคอนเทนต์ออนไลน์

โดยร่างกฎดังกล่าวห้ามใช้อัลกอริทึมที่ส่งผลต่อการเสริมพฤติกรรมเสพติดออนไลน์ ซึ่งถือเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคมจีน พร้อมกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องแจ้งผู้ใช้ว่ามีการใช้ระบบแนะนำด้วยอัลกอริทึม และเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถปิดการทำงานของระบบดังกล่าวได้ กฎเหล่านี้อาศัยอำนาจตาม PIPL จึงส่งผลกระทบไม่เฉพาะบริษัทจีน แต่รวมถึงธุรกิจต่างชาติที่ให้บริการในจีนด้วย

การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากกรณีข้อมูลรั่วไหล การใช้ข้อมูลในเชิงพาณิชย์เกินขอบเขต โดยเฉพาะความกังวลของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในจีน โดยเมื่อปีที่แล้วทางการจีนได้สั่งลงโทษทางปกครองกับแบรนด์ Dior ในเครือ LVMH ในเซี่ยงไฮ้ จากกรณีละเมิดกฎด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ยิ่งตอกย้ำว่ากฎหมายเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เชิงสัญลักษณ์แต่พร้อมบังคับใช้จริง

ในภาพใหญ่ จีนกำลังพยายามปรับบทบาทจากประเทศที่ถูกมองว่า“รัฐถือข้อมูล” ไปสู่ประเทศที่กำหนดกติกาการใช้ข้อมูลอย่างเข้มงวดภายใต้กรอบกฎหมายของตนเอง แม้จะยังแตกต่างจากแนวคิดตะวันตกในเชิงเสรีภาพ แต่ก็สะท้อนว่า ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) ได้กลายเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่จีนไม่อาจปล่อยให้คลุมเครืออีกต่อไป หากร่างกฎเหล่านี้ถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการ นี่อาจเป็นอีกสัญญาณว่า จีนกำลังเข้าสู่ยุค Data Governance ที่เข้มข้นและเป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ที่มาข้อมูล Bloomberg , EY

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จีนกังวลเรื่อง“ข้อมูลส่วนบุคคล” อะไรทำให้ยอมเปลี่ยนทิศทาง? จาก “รัฐสอดแนม” สู่ยุค Data Governance

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...