ญี่ปุ่นขุด ‘ขุมทรัพย์แร่หายาก’ ลึกลงไปถึง 6,000 เมตร
ญี่ปุ่นเปิดภารกิจท้าทายใต้มหาสมุทร เมื่อเรือวิจัยออกเดินทางสู่ภารกิจหนึ่งเดือน เพื่อขุด “ขุมทรัพย์แร่หายาก” จากก้นแปซิฟิก ซึ่งอยู่ “ลึกลงไปถึง 6,000 เมตร” ใกล้เกาะมินามิโทริชิมะ เกาะห่างไกลที่อาจกลายเป็นกุญแจความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ความพยายามครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Cross-ministerial Strategic Innovation Promotion Program (SIP) ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาวในการรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากจีน เนื่องจากจีนควบคุมการทำเหมืองแร่หายากทั่วโลกเกือบ 70% โดยในปี 2024 ญี่ปุ่นนำเข้าแร่หายากถึง 63% จากจีน
SIP และสำนักงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทะเล-โลกของญี่ปุ่น (JAMSTEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินภารกิจครั้งนี้ ระบุว่า นี่คือ “ก้าวแรกสู่การทำให้แร่หายากที่จัดหาได้ภายในประเทศ สามารถเข้าสู่กระบวนการอุตสาหกรรมได้”
สำหรับเรือวิจัยของ JAMSTEC ชื่อ Chikyu ออกเดินทางจากท่าเรือชิมิซุ จังหวัดชิซูโอกะ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นเมื่อเช้าวันจันทร์ และมีกำหนดกลับมายังท่าเรือเดิมในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เรือมีความยาวกว่า 200 เมตร และติดตั้งแท่นขุดเจาะสูงประมาณ 70 เมตร ตั้งตระหง่านเหนือดาดฟ้า สำหรับการขุดเจาะพื้นทะเล
เป้าหมายของภารกิจนี้คือ การเก็บตะกอนดินที่อุดมด้วยแร่หายากจากพื้นมหาสมุทรที่ความลึกราว 6,000 เมตร ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น ใกล้เกาะมินามิโทริชิมะ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,950 กิโลเมตร
ในการสำรวจที่ผ่านมาในบริเวณใกล้มินามิโตริชิมะ พบว่า ตะกอนดินใต้ทะเลมีแร่หายาก “อย่างน้อย 6 ชนิด” ในความเข้มข้นสูง
ในจำนวนนี้ ดิสโพรเซียม นีโอดิเมียม และซาแมเรียม ถูกใช้ในการผลิตแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง สำหรับงานอย่างมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่อิตเทรียม ใช้ในไดโอดเปล่งแสง (LED) และวัสดุตัวนำยิ่งยวดสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ส่วนแกโดลิเนียม ถูกใช้ในระบบควบคุมเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์
หลังเสร็จสิ้นการขุดทดลองในภารกิจครั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนดำเนินการขุดในระดับขนาดใหญ่ในพื้นที่มินามิโทริชิมะในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2027 โดยตั้งเป้าขุดตะกอนดินประมาณ 350 ตันต่อวัน เพื่อทดสอบกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การขุด การแยก ไปจนถึงการแปรรูปแร่หายาก รวมถึงการประเมินต้นทุน โดยรัฐบาลมีแผนก่อสร้างโรงงานบนเกาะมินามิโทริชิมะภายในปี 2027 เพื่อใช้แปรรูปตะกอนดินที่อุดมด้วยแร่หายาก
อย่างไรก็ตาม การผลักดันโครงการที่พบได้ยากในระดับโลกเช่นนี้ ยังต้องเผชิญอุปสรรคทั้งด้านเทคนิคและเศรษฐกิจ เทคโนโลยีในการสกัดแร่หายากจากตะกอนดินยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน เพื่อให้สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้จริง
นอกจากนี้ เนื่องจากเกาะมินามิโทริชิมะอยู่ห่างไกลจากหมู่เกาะหลักของญี่ปุ่นมาก การเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวจึงใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง สถาบันวิจัยได-อิจิ ไลฟ์ระบุว่า ต้นทุนการทำเหมืองใกล้เกาะแห่งนี้ อาจสูงกว่าราคาแร่หายากจากจีน “หลายเท่าตัว” หรืออาจ “สูงถึงหลายสิบเท่า”
อีกหนึ่งความท้าทายคือ การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขุดตะกอนแร่หายาก ปัจจุบันยังไม่มีกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศสำหรับการทำเหมืองใต้ทะเลเชิงพาณิชย์ รวมถึงทรัพยากรแร่ทางทะเลประเภทอื่น ๆ
มาริโกะ มาบุจิ ผู้อำนวยการตัวแทนของสถาบันวิจัยญี่ปุ่นด้านการเงินและเศรษฐกิจมองว่า การทำเหมืองแร่หายากนอกชายฝั่งมินามิโตริชิมะ ถือเป็นทางออกในระยะยาว โดยกล่าวว่า
“ในระยะเริ่มต้น เราจำเป็นต้องเพิ่มการนำเข้าแร่หายากจากประเทศอื่นนอกเหนือจากจีน เช่น ออสเตรเลีย และส่งเสริมเทคโนโลยีในการกู้คืนวัสดุแร่หายาก จากมอเตอร์ใช้แล้วและแหล่งอื่น ๆ”
อ้างอิง: nikkei