“ตลาดหุ้นเกาหลีใต้” จ่อขยายเวลาซื้อขาย 12 ชั่วโมง รับแรงพุ่ง Kospi ใกล้ 5,000 จุด
"ตลาดหุ้นเกาหลีใต้" จ่อขยายเวลาซื้อขาย 12 ชั่วโมง คาดเริ่มกลางปี 2569 รับแรงพุ่ง Kospi ใกล้ 5,000 จุด ตามเป้าหมายที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยองเคยประกาศไว้
วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 10.05 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าตลาดหลักทรัพย์หลักของเกาหลีใต้มีแผนขยายเวลาซื้อขายหุ้น หลังดัชนีอ้างอิงปรับขึ้นเข้าใกล้เป้าหมายระดับ 5,000 จุด ที่ลี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี (Korea Exchange) มีแผนเพิ่มการซื้อขายก่อนเปิดตลาดและหลังปิดตลาด เพื่อขยายเวลาซื้อขายรวมเป็นวันละ 12 ชั่วโมง จากเดิม 6.5 ชั่วโมง โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 ตามแผนงานประจำปีที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับบริการทางการเงิน (Financial Services Commission) ในสัปดาห์นี้
ข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดทุนโลก และเกิดขึ้นหลังตลาดรองอย่าง Nextrade เริ่มเปิดให้ซื้อขายก่อน-หลังตลาดตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ดัชนี Kospi ปรับตัวขึ้นทุกวันทำการตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ผลตอบแทนสะสมเพิ่มขึ้นราว 10% หากสามารถรักษาระดับดังกล่าวได้จนถึงสิ้นเดือน จะถือเป็นการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2544 และหลังจากปรับขึ้นอีก 0.5% ณ ช่วงกลางวันอังคาร ดัชนีอยู่ห่างจากระดับ 5,000 จุดไม่ถึง 8%
ฮอ แจ-ฮวาน นักวิเคราะห์จาก Eugene Investment & Securities กล่าวว่า “ด้วยอัตรานี้ ดัชนี Kospi อาจแตะระดับ 5,000 จุดได้ภายในราว 10 วัน แต่ประเด็นสำคัญคือ หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น” พร้อมเตือนว่า อาจเกิดผลข้างเคียงจากการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
แรงขับเคลื่อนสำคัญของการปรับขึ้นรอบล่าสุดมาจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ จากความต้องการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยราคาชิปที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้หนุนราคาหุ้นของ Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งเป็นผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นสองบริษัทที่มีน้ำหนักสูงสุดในดัชนี Kospi ขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่ม Hyundai Motor Group ก็ปรับตัวขึ้นแรง จากความคาดหวังต่อธุรกิจหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และรถยนต์ไร้คนขับ (robotaxi)
ทั้งนี้ อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เคยประกาศเป้าหมายดัชนี Kospi ที่ระดับ 5,000 จุด ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะนั้นดัชนียังซื้อขายอยู่ต่ำกว่า 2,700 จุด โดยเขาให้คำมั่นว่าจะผลักดันเป้าหมายดังกล่าวผ่านการปฏิรูปธรรมาภิบาลภาคธุรกิจ และการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน ด้วยการปราบปรามการปั่นราคาหุ้น
อย่างไรก็ดีแม้ตลาดหุ้นจะพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่ค่าเงินวอนยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยอ่อนค่ามากกว่า 2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 นับเป็นผลงานที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาประเทศเอเชีย นักวิเคราะห์และผู้กำหนดนโยบายระบุว่า ความต้องการลงทุนในหุ้นสหรัฐของนักลงทุนรายย่อยอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดค่าเงินวอนให้อ่อนค่าลง
อ้างอิง : www.bloomberg.com