ชาบี อลอนโซ x เรอัล มาดริด งานแต่งที่รอวันหย่าตั้งแต่คืนแรก
ในวันแรกที่กลับมา ชาบี อลอนโซ ถูกมองว่าจะเป็นผู้ที่พา ‘ราชันชุดขาว’ เรอัล มาดริดไปสู่ยุคสมัยใหม่
ภาพของทีมที่อัดแน่นด้วยแทกติกการเล่น กลยุทธ์การเข้าทำที่สลับซับซ้อน ความรวดเร็วสายฟ้าแลบ และการต่อสู้แบบไม่ยอมแพ้จนวินาทีสุดท้าย ที่ทำให้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทำให้ทุกคนคิดแบบนั้น
รวมถึงฟลอเรนติโน เปเรซ ด้วย
แต่หลังการพ่ายแพ้ต่อบาร์เซโลนา ในศึกซูเปอร์โกปา การดวลสุดมันในสมรภูมิทะเลทรายแห่งกรุงริยาด อลอนโซ ก็กลายเป็นอดีตของเรอัล มาดริด ไปแล้ว เมื่อทีมราชันชุดขาว ออกแถลงการณ์ ‘ยินยอมที่จะแยกทางกัน’
ความจริงนั้นเป็นไปตามข้อความที่แถลงหรือไม่? และมันเกิดอะไรที่ผิดพลาดไประหว่างทั้งสองฝ่าย
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนสำหรับเรื่องนี้ ตามการเปิดเผยจากกิลเญม บาลาเก ผู้สื่อข่าวชาวสเปนที่วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านสำนักข่าว BBC คือ
”นี่ไม่ใช่การลาออก“ ของอลอนโซ อย่างที่มีบางสำนักข่าวในสเปนรายงาน
เพราะถึงจะเป็นการระบุว่า “ยินยอมที่จะแยกทาง” แต่แท้จริงแล้วเป็นที่รู้กันว่าเป็นการออกแถลงการณ์เพื่อบรรเทาความรุนแรงไม่ให้สถานการณ์ดูเลวร้ายจนเกินไปนัก
เป็นการ ‘รักษาหน้า’ ให้กับทั้งอลอนโซ และทั้งสโมสรด้วย
ในความเป็นจริงคือภายหลังความพ่ายแพ้ต่อบาร์เซโลนา ในเกมซูเปอร์โกปา ฟางเส้นสุดท้ายก็ได้ขาดลง หน่วยเหนือหัวของเรอัล มาดริด โดยเฉพาะฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรตัดสินใจเด็ดขาดว่าเขาไม่อาจปล่อยให้อดีตมิดฟิลด์ขวัญใจของทีมทำงานต่อไป
ก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ลงยิ่งกว่านี้
คำว่าแย่ลงยิ่งกว่านี้อาจทำให้รู้สึกเหมือนผลงานของอลอนโซ ในการเป็นนายใหญ่แห่งซานติอาโก เบอร์นาบิวดูเลวร้ายเสียนี่ประไร แต่ในความเป็นจริงแล้วผลงานของเขาไม่ได้ย่ำแย่อะไรขนาดนั้นนัก
เรอัล มาดริดยังมีลุ้นในลาลีกา พวกเขาตามหลังบาร์เซโลนาเพียงแค่ 4 คะแนน ขณะที่ในแชมเปียนส์ ลีกพวกเขายังอยู่ในกลุ่ม Top 8 ซึ่งหมายถึงมีโอกาสเข้ารอบน็อคเอาต์สูง
ตลอดการคุมทีม 7 เดือนที่ผ่านมา อลอนโซ พาทีมแพ้เพียงแค่ 6 นัดเท่านั้น
แล้วอะไรที่เป็นต้นเหตุของการตัดสินใจปลดโค้ชคนหนุ่มที่ได้รับการยกย่องว่าดีและเก่งที่สุดคนหนึ่งของโลกในเวลานี้
คำตอบคือสถานการณ์ภายในสโมสรเวลานี้ ‘ยิ่งกว่าวิกฤติ’
ในขณะที่มีการโยงเรื่องประเด็นภาพเหตุการณ์หลังเกมที่ริยาด ซึ่งอลอนโซ ได้พยายามบอกให้ลูกทีมตั้งแถวเพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาร์เซโลนา ทีมคู่แข่งตลอดกาลตามประสานักกีฬาที่มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
แต่คิเลียน เอ็มบัปเป หนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของทีมกลับกวักมือเพื่อนๆในทีมให้เดินกลับเข้าห้องแต่งตัว โดยที่อลอนโซ ก็ได้แต่เซ็งไม่สามารถทำอะไรได้
ภาพนี้ถูกมองว่าเขาได้สูญเสีย ‘ห้องแต่งตัว’ หรือในความหมายที่ลึกซึ้งกว่าคือเขาไม่มีอำนาจที่จะควบคุมหรือจัดการทีมใดๆได้ทั้งสิ้น
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนมองว่าอลอนโซ พ่ายแพ้ในเกมอำนาจต่อลูกทีมเรอัล มาดริด เอานักเตะในทีมไม่อยู่ ควบคุมไม่ได้
แต่ในความเห็นของบาลาเก คนที่อลอนโซ ‘ซื้อใจ’ ไม่ได้จริงๆคือประธานสโมสรอย่างเปเรซ ผู้ที่ชักชวนเขากลับมาที่เบอร์นาบิวอีกครั้ง
และความไม่เชื่อใจกันนั้นมันเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกของการทำงานเลยทีเดียว
จุดเริ่มต้นที่เป็นจุดเดียวกับจุดจบคือการที่ อลอนโซ พยายามต่อต้านในเรื่องที่มาดริด ต้องการให้เขารับงานคุมทีมทันทีหลังจบฤดูกาลเพราะมีภารกิจในการคุมทีมลงเล่นในศึกชิงแชมป์สโมสรโลกที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางปีที่แล้ว
อลอนโซไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เขาต้องการเริ่มงานหลังจากนั้นมากกว่า แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของเปเรซได้
เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับสโมสรที่ ‘การเมืองภายในมา’ สลับซับซ้อนไม่ต่างอะไรจากการเมืองในโลกจริง เพราะนักเตะในทีมเห็นชัดแล้วว่าอลอนโซ ไม่ใช่คนที่มีอำนาจหรือบารมีใดๆที่จะคุ้มครองตัวของเขาได้
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตาม เพราะมองกันขาดว่าคนแบบนี้มาเดี๋ยวก็ไป
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เวลาผ่านไปไม่นานก็เริ่มมีกระแสข่าวว่าลูกทีมไม่พอใจกับแนวทางของอลอนโซ มีการระบุว่าตึงเกินไป เข้มข้นเกินไป
เราได้เห็นภาพของนักเตะตัวแสบอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ ‘ท้าทายระบบ’ กับเจ้านายด้วยการวิวาททางวาจาอย่างร้อนแรงในสนาม ไปจนถึงการเล่นเกมนอกสนามด้วยการสั่งให้เอเยนต์ชะลอการต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไปก่อน นัยว่าเพื่อรอดูอนาคตของอลอนโซอีกที
ขณะที่ทีมยิ่งเล่นก็ยิ่งแย่ เยิน ไม่มีสไตล์ใดๆอะไรให้เห็น เรอัล มาดริด กลายเป็นทีมที่เล่นแบบเช้าชามเย็นชาม เอาตัวรอดไปตามจังหวะและความสามารถของผู้เล่น
ไม่เหมือนที่คาดหวังอะไรไว้สักอย่าง
ที่เจ็บกว่านั้นคือเปเรซ เองอยากจะปลดอลอนโซมาตั้งหลายเดือนแล้ว
แผนการปลดเขาจากตำแหน่งเริ่มตั้งแต่ในเดือนตุลาคม ภายหลังจากที่โดนแอตเลติโก มาดริด คู่แข่งร่วมเมืองไล่ถล่มแบบอับอายถึง 5-2
โดยที่หลังจากนั้นก็ยังไม่มีอะไรมาทำให้เปลี่ยนใจ
อลอนโซ กลายเป็นคน Alone in the Universe โดดเดี่ยวในจักรวาล ลูกทีมก็ไม่สนใจ เจ้านายก็ไม่ชอบ อยู่ในสภาพการทำงานที่เลวร้าย
มันทำให้เขาพบกับความจริงว่าคุมเรอัล มาดริดไม่ง่ายเหมือนการบงการเกมในสนาม
ในวันที่เป็นนักเตะเปิดบอลไปตรงไหนก็มีเพื่อนพร้อมจะรับบอล ต่อบอลกันให้ แต่วันนี้เปิดบอลไปก็ไม่มีใครรับ ยืนว่างอยู่ก็ไม่มีใครส่งให้
ไม่นับความพยายามในการแทรกแซงทีมงานของเขาจากเบื้องบน ซึ่งในมุมของอดีตกองกลางจอมคุมมองว่ามากเกินไปเช่นกัน
สุดท้ายเปเรซ ตัดสินใจยอมรับว่าเขาไม่อาจปล่อยให้อลอนโซ คุมทีมต่อไปได้อีกแล้ว และส่งตัวแทนไปแจ้งข่าวในระหว่างการเดินทางกลับมาดริด โดยที่ลูกทีมก็เพิ่งรู้หลังจากนั้นเช่นกัน
อัลวาโร อาร์เบลัว อดีตเพื่อนร่วมทีมกันตั้งแต่ในทีมลิเวอร์พูล จนถึงเรอัล มาดริด จะถูกขยับจากทีมกาสติลญา (ทีมสำรอง) ขึ้นมาคุมทีมแทนเป็นการชั่วคราวในระหว่างนี้
สำหรับอลอนโซ อนาคตของเขาไม่ได้จบสิ้นแค่นี้ ด้วยชื่อเสียงและฝีไม้ลายมือที่พิสูจน์มาแล้วกับเลเวอร์คูเซน ทำให้เขายังเป็นหนึ่งในตัวเลือกระดับท็อปที่ดีที่สุดของยุโรป
ยังคง ‘หล่อเลือกงานได้’ เหมือนเดิม
เพียงแต่ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องรีบร้อนหางานใหม่ เพราะระหว่างนี้จนจบฤดูกาลเหลืออีกแค่ 5 เดือน ยังมีโอกาสดีรอเขาอยู่อีกมากหลังจากนี้ให้ได้กอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา
โดยเชื่อว่าหลังจากนี้ไม่ว่าจะได้คุมทีมอะไรต่อ โอกาสจะพิสูจน์ให้เห็น ‘Alonsoball’ นั้นเป็นไปได้
เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรยากไปกว่าการคุมทีมเรอัล มาดริดอีกแล้ว
ไม่ใช่ในเรื่องของความยิ่งใหญ่ แต่บางครั้งมันต้องอาศัยอะไรมากกว่าแค่ฝีมือหรือประสบการณ์