โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง’ วางกรรไกร สู่การวางกลยุทธ์ ถอดรหัสแวดวงสังคม ท้าทายบทบาทใหม่ในฐานะ King of Luxury

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 11 พ.ย. 2568 เวลา 09.26 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 02.26 น. • HELLO! Magazine Thailand

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คุณมาร์ค-ธาวิน พี เซียวตง ประกาศอำลาอาชีพแฮร์สไตลิสต์เบอร์ต้นของเมืองไทย ที่เขาทุ่มเทกระทั่งประสบผลสำเร็จเด่นดังมายาวนานกว่าสามทศวรรษ นับเป็นข่าวที่เรียกเสียงฮือฮาในแวดวงสังคมระดับทอล์คออฟเดอะทาวน์ ขณะเดียวกันคุณมาร์คก็เผยถึงโปรเจกต์ใหม่หมาดทันท่วงทีในบทบาทของ ‘King of Luxury : Elite Personal Branding’ ผู้พร้อมแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ระดับลักซ์ชัวรีไลฟ์สไตล์ที่เขาพานพบมาทั้งในไทยและนานาชาติ เพื่อก่อกำเนิดแรงบันดาลใจ ตลอดถึงการรังสรรค์วัฒนธรรมชั้นสูงเหนือระดับ หรือ Elite Culture แก่บรรดาคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างตัวตนอย่างสง่างามในสังคม

“ขอประกาศวันนี้เลยว่า มาร์คเลิกทำผมแล้ว วันนี้มาร์คคือ King of Luxury ที่สง่างาม ด้วยการนำประสบการณ์ทั้งชีวิตที่ผ่านการเรียนรู้ทั้งถูกและผิด ผ่านความกลัวมาสู่ความกล้า กระทั่งถึงทุกวันนี้ที่ค้นพบแล้วว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสง่างาม ต่อเมื่อคุณกล้าที่จะมีตัวตน” คุณมาร์คเอ่ยด้วยสีหน้าเชื่อมั่น พร้อมดวงตาเปล่งประกายอย่างคนที่เข้าใจในตัวตนของตนเอง

นิยามความหมายของ King of Luxury

ตลอดโมงยามชีวิตของคุณมาร์ค ถนนทุกสายทอดยาวไปสู่ความเป็นเลิศในทุกมิติ ไม่ว่าจะในฐานะเซเลบริตี้คนสำคัญผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามและแฟชั่นในเมืองไทย ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจอาณาจักรซาลอนระดับเวิลด์คลาส Maison Mark Thawin Hair & Elite Lifestyle ซึ่งแม้ว่าเขาจะประกาศวางกรรไกรไปแล้วก็ตาม หากทว่ายังคงดำรงตำแหน่ง Vice President ของ AHA (Asian Hairdresser Association) สมาคมช่างทำผมระดับโลก ที่มีสมาชิกจากทั่วโลกนับเรือนแสน

“มาร์คนิยามตัวเองเป็นเหมือนซูเปอร์แมนยอดนักสู้ที่เข้าใจชีวิต และดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบัน” คุณมาร์คมอบคำจำกัดความให้กับตัวเขาเอง “ชีวิตมาร์คคือการเรียนรู้ไม่ว่าจะผิดหรือถูก มาร์คผ่านทั้งความสุขและความทุกข์ทุกรูปแบบ จากเด็กธรรมดาตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีแค่ความฝัน แล้วมีโอกาสเป็นช่างทำผม มีกัลยาณมิตรที่ดีเป็นส่วนช่วยนำพาเรามาจนทุกวันนี้ เรียกว่ามันเกินฝันมากๆ มันคือประสบการณ์ล้ำค่าที่วัตถุสิ่งของราคาแพงแค่ไหนก็เปรียบประเมินค่าไม่ได้”

ส่วนบทบาทใหม่ล่าสุดในครรลองของ ‘King of Luxury’ นั้น คุณมาร์คให้คำจำกัดความไว้ว่า หาใช่เพียงแค่การสวมใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับแบรนด์เนมหรูหรา หากแต่ยังต้องสะท้อนผ่านการทำงานและวิถีชีวิตที่อยู่ท่ามกลางแวดล้อมของรสนิยมอันรุ่มรวย ตลอดถึงการสั่งสมบารมีจากประสบการณ์ไลฟ์สไตล์เหนือระดับสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ ล้วนหล่อหลอมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับตัวตนของคุณมาร์คนับตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งยังส่งผ่านจิตวิญญาณของการเป็น ‘ราชาแห่งความหรูหรา’ จากภายในส่องประกายสู่ภายนอกได้อย่างโดดเด่นและงามสง่า

“การเดินทางมาสู่ชีวิตหรูหราอย่างทุกวันนี้ มาร์คไม่ได้ตีความแค่ว่าคือการใช้เงิน คำว่า King of Luxury ในมุมมองของมาร์คคือจิตวิญญาณ มันคือการมองเห็นคุณค่าในตัวเราเอง รวมถึงการใช้ของมีค่าที่เราครอบครองได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งมันจะยิ่งใหญ่ได้ก็ต่อเมื่อคุณนำประสบการณ์มาเรียนรู้และพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า” นับเป็นคำนิยามสุดคมคายสมกับเป็นเซเลบริตี้นักสร้างแรงบันดาลใจ

คำว่า King of Luxury ในมุมมองของมาร์คคือจิตวิญญาณ มันคือการมองเห็นคุณค่าในตัวเราเอง รวมถึงการใช้ของมีค่าที่เราครอบครองได้อย่างคุ้มค่า

ลงทุนกับความสุขจากประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาส

ดังนิยามของการเป็น ‘ราชาแห่งความหรูหรา’ ที่คุณมาร์คจำกัดความไว้ข้างต้น สะท้อนส่งผ่านมายังวิสัยทัศน์และการดำเนินชีวิตที่เขาเลือกสรรอย่างพิถีพิถันด้วยตัวเอง คุณมาร์คย้ำเสมอว่าไม่ใช่แค่การจับจ่ายใช้สอยข้าวของราคาแพงระยับ หากแต่คือความกล้าหาญมั่นใจที่จะมอบโอกาสให้ตัวเองได้เดินทางไปสู่เรื่องราวระดับเวิลด์คลาสในทุกมิติ เพื่อเติมเต็มครรลองวิถีแห่งประสบการณ์ลักซ์ชัวรีไลฟ์สไตล์อันประเมินค่ามิได้

“สมัยก่อนมีค่านิยมว่าแบรนด์เนมคือความฟุ่มเพือย ในแวดวงสังคมถ้าใครใส่ของแบรนด์เนมก็จะโดนมองว่าอวดรวย โดดเด่นเกินหน้าเกินตาคนอื่น แต่มาร์คกล้า มาร์คมั่นใจทำมาตลอด เพราะทำแล้วมีความสุข พอเปิดใจลองมาแล้ว 20 ปีผ่านไปให้หลังที่มาร์คใช้ของแบรนด์เนม มาร์คมีความสุขมาก มากจนขนลุก สิ่งสำคัญคือเราต้องขจัดความกลัวต่างๆ ออกไป เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อใครแต่เพื่อตัวเราเอง ความสง่างามมันเกิดแก่ตัวเรา”

คุณมาร์คเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่เขาใช้ตัวเองลองผิดลองถูกในการเข้าสังคม ซึ่งย่อมมีทั้งวันที่โชนแสงเฉิดฉาย และวันที่แสงแฟลชไม่หันมาต้องกระทบ แต่ด้วยการมองเห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในการเป็นตัวของตัวเอง ที่ผลักดันให้เขาก้าวไม่ถอย กระทั่งเติบโตอย่างยิ่งใหญ่กลายเป็นราชาแห่งความหรูหราเช่นทุกวันนี้

“เมื่อ 7-8 ปีก่อน ไม่มีช็อปไฮจิวเวลรี่วางขายในบ้านเรา จะต้องเปิดสั่งจากแคตตาล็อกเท่านั้น ซึ่งมาร์คคือคนแรกที่เปิดประตู ด้วยการสั่งสร้อยและข้อมือแบรนด์ Bvlgari เส้นแรก ทำให้คอมมูนิตี้ของแบรนด์โด่งดังขึ้นมาในแวดวงสังคมบ้านเรา พอใส่ไปงานที่ต่างประเทศ คนทั้งโลกจดจำมาร์คได้ในฐานะช่างผมที่มีรสนิยมและมีเกียรติจากประเทศไทย นั่นคือประตูบานแรกที่มาร์คได้สัมผัสว่าแบรนด์เนมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของมาร์คได้อย่างไร”

ด้วยหน้าที่การงานที่เชื่อมโยงกับเรื่องความสวยความงาม บวกใจรักในโลกแฟชั่นเป็นทุนเดิม คุณมาร์คจึงสนุกและมีความสุขกับการช็อปปิ้งบรรดาเสื้อผ้าเครื่องประดับ จนติดอันดับท็อปสเปนเดอร์ของห้างดังหลายแห่ง ตลอดถึงเป็นแขกคนสำคัญที่หลากแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ Balenciaga, Bottega Veneta, Dolce & Gabbana, Fendi และ Saint Laurent ส่งการ์ดเชิญเพื่อร่วมชมแฟชั่นโชว์ในฐานะฟร้อนท์โรว์คนดังจากเมืองไทย

นอกเหนือจากนี้ คุณมาร์คยังมีโอกาสได้กระทบไหล่ใกล้ชิดคนดังระดับโลก ท่ามกลางบรรยากาศงานเลี้ยงกาล่าหรูหราเป็นส่วนตัวระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ยกตัวอย่างคนดังชื่อคุ้นหู เช่น ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปวงแบล็คพิงค์, เบลล่า ฮาดิด ซูเปอร์โมเดลระดับโลก, เจมี่ แคมป์เบล โบเวอร์ นักแสดงหนุ่มจากภาพยนตร์แวมไพร์ Twilight และซูจี นักแสดงสาวชาวไต้หวัน อีกทั้งบ่อยครั้งที่คุณมาร์คได้สบโอกาสร่วมโต๊ะมื้อหรูกับเหล่าดีไซเนอร์ ผู้นำระดับชาติ ผู้บริหาร นักธุกิจ และมหาเศรษฐีจากรอบโลก เหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์เลอค่าในโลกแห่งความเริดเจิดจรัสที่ไม่อาจทดแทนค่าได้ด้วยเงินทอง

“มันคือความอิ่มเอมจนละลานตา คือประสบการณ์ที่เกิดจากการที่เรากล้าลงทุนกับความสุขความภูมิใจของตัวเอง มันคือช่วงเวลาแห่งการสั่งสมประสบการณ์ชีวิตลักซ์ชัวรีในรูปแบบของเราเองที่สุดแสนจะล้ำค่า แต่อย่าตีค่ามันด้วยเงินที่เราจับจ่ายออกไป เพราะมันคือตันตนของเราที่ไม่ซ้ำใครเลย คนดังที่มาร์คมีโอกาสได้พบปะอย่างใกล้ชิดเหล่านั้น มาร์คมองว่าพวกเขาคือโรลโมเดล ซึ่งเราก็สามารถเป็นโรลโมเดลได้เหมือนกัน”

มันคือประสบการณ์ที่เกิดจากการที่เรากล้าลงทุนกับความสุขของตัวเอง มันคือช่วงเวลาแห่งการสั่งสมประสบการณ์ชีวิตลักซ์ชัวรีในรูปแบบของเราเองที่สุดแสนจะล้ำค่า

อาวุธสู่การถอดรหัสสังคม

ภายใต้ภาพลักษณ์ภายนอกที่ผู้คนทั่วไปมองว่าเริดหรูอลังการนั้น คุณมาร์คชวนมองอย่างวิเคราะห์เจาะลึกถึงนัยยะแอบแฝง และชี้นำให้เห็นถึงหัวใจสำคัญแห่งการสร้างแบรนดิ้งแก่ตัวเอง เพื่อต่อยอดไปสู่การถอดรหัสผ่านประตูเข้าสู่แวดวงสังคม

ถามว่าจากประสบการณ์ลักซ์ชัวรีไลฟ์สไตล์ต่างๆ มันจะมีความหมายอย่างไรกับตัวเรา ก็ต่อเมื่อเรานำมันมาต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในมุมมองความคิด และพัฒนาชีวิตตัวเองไปสู่แง่มุมใหม่ๆ ผลักดันให้ตัวเองเดินตามเส้นทางฝัน กระทั่งได้รับผลสำเร็จ” ซึ่งผลพวงจากประสบการณ์ดังกล่าวนี้เอง ที่คุณมาร์คได้ถอดบทเรียนออกมาเป็น ‘การถอดรหัสสังคม’ ผ่านการนำเสนอตัวตน

“หัวใจสำคัญคือการสร้างแบรนดิ้งในตัวตน การสร้างภาพจำมันสำคัญนะ โดยเฉพาะในการทำธุรกิจ ซึ่งคำว่าแบรนดิ้งมันจะติดไปจนถึงลูกถึงหลานเลย ทุกวันนี้ผู้คนไม่ได้จดจำคุณด้วยความที่คุณมีเงินพันล้านหมื่นล้าน แต่จดจำจากความดี จากคุณภาพของความคิด และความกล้าหาญต่อการยืนกลางแสงไฟแล้วปากคุณไม่สั่น คุณกล้าเดินพบปะคนทั้งงานได้อย่างลื่นไหลสง่างามเหมือนท่วงทำนองเพลงไพเราะ

เราสื่อสารและนำเสนอตัวตนโดยผ่านเสื้อผ้าข้าวของแบรนด์เนม มาร์ครู้สึกว่ามันคือเครื่องมือล้ำค่ามากกว่า ส่วนเราคือคนคุมเกม

“ในขณะที่มาร์คเป็นแค่ช่างทำผม แต่มาร์คปรากฏตัวอย่างโดดเด่นสง่างาม เป็นนางเอกของงาน หลายคนมองดูมาร์คแล้วพูดว่า มั่นจังเลย จะไม่มั่นได้ยังไง ชีวิตฉันน่าภาคภูมิใจมาก ฉันภูมิใจในการเป็นนักสู้ของฉัน และฉันใช้ข้าวของแบรนด์เนมอย่างรู้คุณค่า ไม่ติดว่าชิ้นไหนจะถูกหรือแพง เพราะเราใช้มันเป็นอาวุธให้กับตัวเองบนเวทีงานสังคม เราสื่อสารและนำเสนอตัวตนโดยผ่านเสื้อผ้าข้าวของแบรนด์เนม มาร์ครู้สึกว่ามันคือเครื่องมือล้ำค่ามากกว่า ส่วนเราคือคนคุมเกม สิ่งสำคัญคือเราใช้มันเยี่ยงทาสอย่างไร ถ้ามองไม่เห็นว่ามันให้ประโยชน์อะไรแก่เรา มาร์คจะไม่ยอมจ่ายเด็ดขาด”

และด้วยการดำเนินชีวิตบนเส้นทางสายลักซ์ชัวรีมาตลอดหลายสิบปี ประกอบกับการตกตะกอนทางความคิดที่ปรารถนาจะส่งต่อองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ คุณมาร์คจึงขอท้าทายตัวเองในบทบาท ‘Elite Personal Branding’ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ระดับลักซ์ชัวรีไลฟ์สไตล์ ให้เป็นดั่งสะพานแก่คนรุ่นใหม่ที่ฝันถึงการก้าวเข้าสู่แวดวงสังคมอย่างโดดเด่น สง่างาม น่าจดจำ และประสบความสำเร็จ

“สิ่งที่มาร์คเดินทางมาจนกระทั่งทุกวันนี้ มันคือประสบการณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้ มาร์คเป็นหนึ่งในคนต้นแบบของวัฒนธรรม Elite Culture ซึ่งมันคือกุญแจดอกสำคัญในการไขรหัสผ่านเข้าสู่แวดวงสังคม”

วัฒนธรรมชั้นสูงเหนือระดับ

คำว่า ‘Elite Culture’ หรือ ‘วัฒนธรรมชั้นสูงเหนือระดับ’ นับเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้งต่อคุณมาร์ค เพราะมันคือหัวใจสำคัญในการหล่อหลอมตัวตนของเขาสู่การเป็น ‘ราชาแห่งความหรูหรา’ เช่นปัจจุบัน

“Elite Culture คือสิ่งที่มีอยู่จริง ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยตาเนื้อ แต่สามารถสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเราประสบความสำเร็จ รูปแบบการใช้ชีวิตบางประการของเราย่อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หากคุณเป็นผู้นำในองค์กร อันดับแรกคุณต้องรักลูกน้องและผู้ร่วมงาน คุณจะต้องถ่ายทอดประสบการณ์ รวมถึงให้รางวัลพวกเขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นคำชื่นชม มื้ออาหารที่ดี รายรับที่มากขึ้น หรือของขวัญทรงคุณค่า สำหรับมาร์คเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นการมอบประสบการณ์แก่ลูกน้อง

“เพราะฉะนั้นเมื่อหันกลับมาที่ตัวเราเอง เมื่อเราประสบความสำเร็จทั้งในด้านการงานและฐานะ เราก็ควรจะต้องเรียนรู้ด้านรสนิยม มันคือการมอบรางวัลแด่ความเหน็ดเหนื่อยของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันสามารถต่อยอดในแง่ธุรกิจได้ด้วย เช่น เราเชิญคู่ค้าไปดินเนอร์ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลิน ท้ายที่สุดมันคือการส่งต่อประสบการณ์อันทรงคุณค่า และมันอาจต่อยอดไปสู่การปิดดีลธุรกิจก็ได้ เหล่านี้คือการถอดรหัสสังคม คือการเชื่อมโยงกันทั้งในแง่ไลฟ์สไตล์ สังคม และธุรกิจ เมื่อถอดรหัสสังคมได้ สังคมก็จะโอบกอดเราอย่างอบอุ่น

สำหรับมาร์ค Elite Culture คือจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้นำ ผู้กล้าเสียสละ มองการณ์ไกล และไม่กลัวต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถมองเห็นภาพกว้างที่จะทำอะไรเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม คือสิ่งที่คนซึ่งประสบความสำเร็จ คนที่มีเงิน และมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ต้องมี ถ้าไม่มีคุณจะเป็นแค่คนที่มีเงิน แต่ไม่มีรสนิยม และถูกมองข้ามจากวงสังคม”

ในโปรเจกต์ใหม่ภายใต้บทบาท Elite Personal Branding คุณมาร์คจึงวาดหวังถึงการสร้างสรรค์วัฒนธรรมชั้นสูงเหนือระดับ (Elite Culture) ให้หยั่งรากลึกในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของแวดวงสังคม ซึ่งหาใช่เพียงภาพเปลือกนอกที่ดูหรูหราเลอค่าเท่านั้น หากแต่คือการปั้นคนคนหนึ่งที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบในระดับจิตวิญญาณ เปี่ยมล้นด้วยวิสัยทัศน์ชั้นเลิศ มอบความรักและเคารพในคุณค่าของตัวเอง ผสมผสานไปกับค่านิยมการใช้ชีวิตในสไตล์ไม่ซ้ำใคร และพร้อมส่งต่อคุณงามความดีแก่ส่วนรวม

“มันไม่ใช่การโปะข้างนอกนะ แต่มันคือการที่หล่อหลอมให้คนคนหนึ่งมีความแข็งแกร่งจากภายใน มีความแข็งแรงทางรสนิยมแล้วกล้าสง่างามขึ้นมา คือการปลูกฝังจิตวิญญาณให้เขารู้สึกปลอดภัย มั่นใจ และกล้าเรียนรู้ เพราะต่อให้คุณโหมใส่แบรนด์เนมหัวจรดเท้า แต่คุณไม่เข้าใจความหมายของมัน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

คุณมาร์คเริ่มเล่าถึงรายละเอียดขั้นตอนการปั้นดาวดวงใหม่ในงานสังคม โดยเริ่มจากการทำความรู้จักพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด เพื่อดึงบุคลิกภาพและตัวตนในแต่ละรายบุคคลออกมาให้ชัดเจน จากนั้นเข้าสู่กระบวนการอบรมที่ครอบคลุมทั้งการสื่อสารผ่านคำพูด ภาษากาย ตลอดถึงภาษาเครื่องแต่งกาย ตั้งแต่คัตติ้ง แบรนดิ้ง สีสัน และซิลูเอตที่เข้ากับแต่ละคน ก่อนจะไปสู่วิธีการเดิน การพูด กระทั่งการโพสท่าถ่ายภาพ แล้วตามด้วยขั้นตอนการเลือกสรรเสื้อผ้าเครื่องประดับ โดยคุณมาร์คเน้นสนับสนุนช็อปแบรนด์เนมในเมืองไทย เพราะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ตลอดถึงการแต่งหน้าและทรงผม แล้วจึงพาออกงานสังคมในท้ายที่สุด

“คนที่มีชีวิตสุขสบายแล้ว อยากจะเพิ่มพูนตัวเองด้วยภาพลักษณ์ที่ดี และมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างคอนเน็กชั่น คนยุคใหม่ต้องเรียนรู้การจับจ่ายอย่างมีพลัง มีความหมาย และได้รับการจดจำ เสื้อผ้าข้าวของแบรนด์เนมจะมีคุณค่าและน่าจดจำมากที่สุด ต่อเมื่อเราสวมใส่ไปอยู่ในวาระโอกาสที่เหมาะสมและสถานที่ที่ถูกต้อง

“ถามว่าอยากดังแค่ไหนล่ะ อยากดังแล้วแค่ได้ออกงาน ทำให้ได้ อยากดังแล้วมีคอนเน็กชั่น ก็ทำให้ได้ อยากโดดเด่นมีชื่อเสียง ก็ทำได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มาร์คผ่านมาหมดแล้ว โดยเน้นปรับตามความต้องการและให้เข้ากับตัวตนของแต่ละคน

“การันตีว่าอยู่กับมาร์ค 1 ปีดังเลย มาร์คจะพาให้ดังแบบสวยๆ ดังอย่างมีเสน่ห์ ดังแล้วทำความดี ทั้งนี้ทั้งนั้นคือการมีพันธสัญญาต่อกัน ว่าคุณต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง กล้าแต่งตัว กล้าพูด กล้าเข้าหาผู้คน มองเห็นคุณค่าในตัวเอง ต้องกล้ายอมรับว่าขาดอะไร และมองหาการเติมเต็มเพื่อสร้างพลังให้กับตัวเอง ซึ่งมาร์คขออาสาเป็นคนดูแลในส่วนนี้ มาร์คจะทำให้คุณเป็นกลุ่มคนที่พร้อมจะมานั่งทานข้าวกับมาร์คแล้วมีความสุข พร้อมจะออกงานกับมาร์คอย่างสง่างาม”

ศิลปะแห่งการใช้เงินอย่างทรงพลังและเปี่ยมคุณค่า

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการ ‘ถอดรหัสสังคม’ เพื่อก้าวสู่ ‘วัฒนธรรมชั้นสูงเหนือระดับ’ อย่างเต็มภาคภูมิ ที่คุณมาร์คเน้นย้ำอยู่เสมอ นั่นคือ ‘การใช้เงินอย่างชาญฉลาด’ (Luxury Intelligence) เพราะเงินไม่ใช่การบ่งบอกถึงความมั่งคั่งเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนถึงความสำเร็จในชีวิตการทำงาน และการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งในท้ายที่สุดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือความยิ่งใหญ่ที่เลอค่ามากกว่าตัวเงิน

“การใช้เงินไม่ควรถูกตีความเพียงแค่การซื้อ หรือการได้มา แต่ต้องถูกมองว่าเป็นการลงทุนในคุณค่า และตัวตนที่แท้จริงของเรา เพราะทุกการใช้จ่ายคือการสร้างภาพลักษณ์ สร้างชื่อเสียง และสร้างรสนิยมที่ยืนยาว” คุณมาร์คเปิดบทสนทนาถึงแง่มุมนี้ได้อย่างน่าสนใจ

“การลงทุนที่ฉลาด ไม่ใช่การวิ่งตามความอยากได้ชั่ววูบ แต่คือการเลือกสิ่งที่สะท้อนบุคลิกอย่างแท้จริง สิ่งที่ใช่กับเรา ต่อให้มีราคาสูงเพียงใด เราต้องกล้าที่จะครอบครอง เพราะคุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวแบรนด์ แต่อยู่ที่การกลั่นกรองรสนิยมจากข้างใน อินเนอร์ที่บ่งบอกความเป็นเรา

คำว่า Luxury Intelligence จึงสอนให้เราเข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกแบรนด์จะเหมาะกับทุกคน ต่อให้เราหลงรักมันมากแค่ไหนก็ตาม หากไม่เข้ากับสไตล์และตัวตน มันก็ไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นเพียงการเสพความอยากชั่วคราวเท่านั้น ในทางกลับกัน ทุกครั้งที่เราเลือกลงทุนอย่างถูกต้อง มันจะกลายเป็นภาพจำที่ส่งต่อคุณค่า สร้างการยอมรับ และสร้างเครดิตที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเงิน”

เครดิตอันยิ่งใหญ่มากกว่าตัวเลขในบัญชีที่คุณมาร์คหมายถึง คือสายสัมพันธ์ในแวดวงสังคมที่เปี่ยมไปด้วยพลังและโอกาสใหม่ๆ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่โลกแห่งความสำเร็จใบใหม่ที่งดงามกว่าเดิม

“เหนือสิ่งอื่นใด การใช้เงินยังต้องพาเราไปสู่คอนเน็กชั่นที่มีความหมาย เพราะสิ่งของอาจสร้างภาพลักษณ์ แต่คอนเน็กชั่นคือสิ่งที่สร้างอนาคต ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นด้วยใจถึงใจ คือการลงทุนที่เงินซื้อไม่ได้ แต่มันสร้างพลังร่วมและโอกาสใหม่ๆ ได้เสมอ

“และนี่คือสิ่งที่เราต้องส่งต่อให้ลูกหลานของเรา อย่าปลูกฝังให้พวกเขากอดเงินไว้ด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าใช้ ไม่กล้าเชื่อมโยงกับใคร เพราะกรอบความคิดแบบนั้นจะปิดประตูทุกความเป็นไปได้ เราต้องสอนให้พวกเขากล้าเรียนรู้ กล้าสร้างคอนเน็กชั่น และกล้ามองโลกด้วยสายตาใหม่ๆ ในยุคที่เปลี่ยนไป

“มาร์คเชื่อว่า อีกไม่นานโลกจะยืนยันสิ่งนี้ ไม่เกินสิบปี ทุกคนจะเข้าใจว่า Luxury Intelligence คือคำตอบสุดท้ายของการใช้เงินอย่างมีคุณค่า การจ่ายเพียงครั้งเดียว แต่ได้คำตอบที่อยู่กับเราไปตลอดชีวิต นี่คือศิลปะแห่งการใช้เงินที่แท้จริง ศิลปะแห่งชีวิตที่ยืนเหนือกาลเวลา”

All Win Always

บนถนนการทำงานสายใหม่ของ King of Luxury ที่ชื่อมาร์ค ธาวิน เขายังยืนหยัดก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นและทรงพลังเช่นเคย ภายใต้ปณิธาน ‘All Win Always’ ที่ต้องการส่งต่อมรดกอันเลอค่าทางสังคมแก่ดาวดวงใหม่ได้มีโอกาสแจ้งเกิดอย่างเจิดจรัส

“ความตั้งใจของมาร์คคือ All Win Always ถ้ามาร์คจะคุยกับใคร ทุกคนต้องประสบความสำเร็จไปด้วยกัน มาร์คไม่ได้อยากชนะคนเดียว ทุกคนในยุคนี้มีสิทธิ์ที่จะชนะได้ สิ่งที่สำคัญคือการได้ลงมือทำจริงๆ อยากให้ทุกคนเรียนรู้ว่าการเป็นผู้นำมันต้องกล้าหาญ ความสง่างามในตัวมาร์คเกิดจากความไม่กลัว เกิดจากความกล้าที่จะเลือกสรรทุกรายละเอียดในชีวิตให้แตกต่างโดดเด่น รวมถึงการรู้จักเลือกที่จะเป็นคนดี เป็นบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ และเลือกที่จะมีประโยชน์ต่อสังคม”

ท้ายที่สุดแล้ว ราชาแห่งความหรูหราคนนี้ ปรารถนาที่จะได้เห็นวัฒนธรรมสังคมชั้นสูงในอุดมคติอันสง่างามสมบูรณ์แบบ โดยที่มีเขาเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนและเสกสรรค์ความฝันนี้ให้เป็นจริง

“ถนนสายใหม่ที่มาร์คกำลังเดินทางอยู่ขณะนี้ เพื่อไปสู่จุดแห่งการทำลายตัวตนในวาระสุดท้ายของชีวิตตามหลักธรรมมะที่มาร์คศรัทธา คือมาร์คอยากสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม จากประสบการณ์ของตัวเองที่อาจจะพอมีประโยชน์กับหลายๆ คน พอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คน

“มาร์คฝันถึงความสำเร็จในวันที่เมื่อเราจากโลกนี้ไป มาร์คได้ฝากร่องรอยประสบการณ์ให้กับคนที่มีไลฟ์สไตล์อย่างเรา ให้ผู้คนกล่าวขานถึงมาร์คว่าเป็นคนจริง เป็นคนใช้ชีวิตผ่านการเรียนรู้ และถ่ายทอดสู่ผู้คนด้วยความจริงใจ มาร์คอยากจะสร้าง Elite Culture ให้มันสง่างาม และให้ทุกคนรับรู้จดจำว่าคนที่สร้าง Elite Culture ในเมืองไทยนั่นคือ King of Luxury ของเมืองไทยที่ชื่อมาร์ค ธาวิน”

Venue courtesy of THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...