โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอบรัดเลย์ แฉ! กงสุลฝรั่งเศสสุดอุกอาจ “ดักพบ” รัชกาลที่ 4 สู่คดีความใหญ่โต

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 พ.ย. 2568 เวลา 10.58 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 10.39 น.
(ซ้าย) หมอบรัดเลย์ และ (ขวา) กงสุลโอบาเรต์

เมอซิเออร์ กาบรีเอล โอบาเรต์(Monsieur Gabriel Aubaret) เป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เขาก่อเรื่องราวไว้มากมายครั้งดำรงตำแหน่งในสยาม จนมีชื่อเสียงเรื่องความก้าวร้าว เจ้าอารมณ์ ทั้งเคยแสดงท่าทีโอหังเบื้องหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ 4 และจิกยอดผมหม่อมราโชทัยมาแล้ว

อีกเหตุการณ์ที่ทำให้กงสุลฝรั่งเศสผู้นี้เป็นที่จดจำในหน้าประวัติศาสตร์ (ไทย) ด้วยภาพลักษณ์แย่ ๆ ก็คือ การฟ้องคดีหมิ่นประมาท นายแพทย์แดน บีช แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “หมอบรัดเลย์”

เรื่องของเรื่องคือ หมอบรัดเลย์ได้ตีพิมพ์ข่าวในบางกอกรีคอร์เดอร์ฉบับวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2409 เล่าเรื่องโอบาเรต์ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ด้วยการกราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถอด เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จากตำแหน่งสมุหกลาโหม (เจ้าพระยากลาโหม)

ที่มาของ “ข่าวลือ” นี้ มาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปีเดียวกัน เมื่อมีผู้พบเห็นโอบาเรต์ไปเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 4 ที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์อย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจเรียกว่า “ดักพบ” จะถูกต้องตามรูปการณ์มากกว่า

วันนั้น โอบาเรต์กราบบังคมทูลให้รัชกาลที่ 4 ปลดเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จากตำแหน่ง เพราะ “หาไม่แล้วสยามและฝรั่งเศสคงเป็นสุขไม่ได้”

หมอบรัดเลย์ยืนยันว่า ได้สอบถามแหล่งข่าวหลายคนแล้วและได้รับคำยืนยันว่าเป็นความจริง… แต่เหตุใดโอบาเรต์จึงกระทำการสุดอุกอาจเช่นนั้น?

หนังสือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย (สยาม) กับฝรั่งเศส ในคริสต์ศตวรรษที่ 19ระบุว่า ก่อนหน้านั้น 1 วัน (13 ธันวาคม) เจ้าพระยากลาโหม “ยื่นคำปฏิเสธเป็นทางการอย่างเด็ดขาด”เกี่ยวกับการแก้ไข สนธิสัญญาฉบับโอบาเรต์เนื่องจากฝรั่งเศสให้ลบคำว่า “ลาวของไทย”ออก

สนธิสัญญาฉบับโอบาเรต์ หรือสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส พ.ศ. 2408 (ค.ศ. 1856) คือสนธิสัญญาฉบับแก้ลำ “สัญญาลับ” ระหว่างสยามกับกัมพูชา ซึ่งมอบสิทธิให้สยามปกครองกัมพูชาเท่ากับที่กัมพูชามอบให้ฝรั่งเศส ทั้งยืนยันอำนาจสยามเหนือพระตะบองและเสียมราฐ และทำให้สัญญาลับดังกล่าวเป็นโมฆะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อสนธิสัญญาฉบับโอบาเรต์ไปถึงกรุงปารีสเพื่อให้สัตยาบัน รัฐบาลฝรั่งเศสยังไม่เห็นด้วยกับหลายมาตรา จึงยังไม่มีการลงนามอย่างเป็นทางการ และยังต้องมีการเจรจาเพื่อแก้ไขต่อไป

นอกจากนั้น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ยังไม่เห็นด้วยกับข้อความตอนหนึ่งในสนธิสัญญาข้อ 4 ที่แม้จะยอมรับว่าสยามมีสิทธิเหนือพระตะบองและเสียมราฐ แต่ไม่ระบุเขตแดนให้แน่นอน จึงขอแก้ให้ชัดเจน แต่โอบาเรต์ไม่ยอม เมื่อเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขอให้ใช้แผนที่ซึ่งพลเรือโทโบนาร์เคยทำไว้ ก็ไม่ยอมอีก เป็นอันว่าตกลงกันไม่ได้

รายงานที่โอบาเรต์เขียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งฝรั่งเศส ช่วยให้ทราบมุมมองของเขาต่อคู่เจรจา (สยาม) เมื่อขอความเห็นใจจากเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค บิดาของช่วง บุนนาค) เรื่องวิธีการของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ก็ได้รับเพียงคำตอบเลี่ยง ๆ ว่า “ให้รอจนกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระราชสาสน์ถึงองค์จักรพรรดิในเรื่องนี้และได้รับพระราชสาสน์ตอบเสียก่อน”

โอบาเรต์ยังอ่านพฤติกรรมของเจ้าพระยากลาโหมว่า ไม่พยายามซ่อนเร้นความรู้สึกเกลียดชังที่มีต่อฝรั่งเศส เพราะเลิกตอบจดหมายของเขา ไม่ก็ตอบอย่างอวดดีกลับมา

เขายังรู้สึกคับข้องใจที่รัชกาลที่ 4 ซึ่งเคยพระราชทานโอกาสให้เข้าเฝ้าได้ง่าย ๆ กลับทรงให้การต้อนรับอย่างไม่สมควรแก่ฐานะ ทั้งทรงเห็นว่าคำขอร้องของตนไม่ถูกกาลเทศะอย่างยิ่ง

ในมุมของกงสุลฝรั่งเศสผู้นี้ ดูเหมือนเขาต้องรับแรงกดดันจากรัฐบาลของตน และพยายามประนีประนอมกับรัฐบาลสยาม (ที่กลยุทธ์คือประวิงเวลาไปก่อน) จึงเลือกใช้คำพูดข่มขู่กลาย ๆ กับเจ้าพระยาพระคลังเมื่อเกิดการถกเถียงกันระหว่างการแปลข้อความเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนกัมพูชา โดยบอกว่าหากตนไม่ได้รับคำตอบที่แน่นอนภายในวันถัดไป จะถือว่าการเจรจาครั้งนี้ยุติลง และรัฐบาลสยามต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนแต่ฝ่ายเดียว

พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสาส์นไปยังจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศสในวันเดียวกันนั้น เพื่อประณามการกระทำของโอบาเรต์

คดี “หมออเมริกัน” กับ “กงสุลฝรั่งเศส”

เหตุการณ์หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ครั้งนั้นเป็นข่าวที่ชาวบางกอกพูดกันเซ็งแซ่ ปรากฏว่า 2 วันหลังเป็นข่าว (24 ธันวาคม พ.ศ. 2409) โอบาเรต์ก็ยื่นฟ้องหมอบรัดเลย์ในข้อหาหมิ่นประสาทด้วยลายลักษณ์อักษร จากการนำข่าวลือข้างต้นไปตีพิมพ์ในบางกอกรีคอร์เดอร์ เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,500 เหรียญสหรัฐ

หมอบรัดเลย์ได้รับคำแนะนำจากกงสุลอเมริกันให้เขียนขอโทษโอบาเรต์อย่างเป็นทางการ หมอบรัดเลย์ก็ทำตามด้วยดี ระบุในข้อความว่าเป็นความเข้าใจผิดของผู้ที่นำเรื่องมาเล่าให้ฟัง แต่จริง ๆ แล้วโอบาเรต์เพียงทูลขอให้ปลดเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะกรรมการพิจารณาสนธิสัญญาเท่านั้น ไม่ใช่ปลดออกจากตำแหน่งเจ้าพระยากลาโหม

ข้อมูลตรงนี้จึงฟังดูน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะโอบาเรต์คงหมดความอดทนในการเจรจากับผู้นำเจรจาแล้ว และเมื่อขอเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินสยามตามปกติไม่ได้ จึงไป “ดัก” เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 4 ระหว่างที่พระองค์เสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์

คดีดังกล่าวมีส่วนให้หมอบรัดเลย์ตัดสินใจปิดหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์หลังเปิดทำการมา 2 ปี แต่เป็นที่รู้กันว่าท่านเตรียมจะปิดกิจการมาหลายเดือนก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะมองว่าบทบาทมิชชันนารีของตนทำให้ไม่มีเวลามากพอจะทำงานหนังสือพิมพ์ให้มีคุณภาพเท่าที่ควร

หมอบรัดเลย์ยังไปหาแอนนา เลียวโนเวนส์ หรือ “แหม่มแอนนา” แล้วเปิดใจว่าสิ่งที่ลงในหนังสือพิมพ์ไม่ได้ร้ายแรงถึงครึ่งของเหตุการณ์จริงด้วยซ้ำ และรัฐบาลสยามตระหนักเรื่องนี้ดี ถึงได้ส่งจดหมายไปร้องเรียนถึงรัฐบาลฝรั่งเศสเกี่ยวกับพฤติกรรมของกงสุลผู้นี้มาแล้ว

การไต่สวนคดีระหว่างหมอบรัดเลย์กับโอบาเรต์มีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2410 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 12สรุปเรื่องราวไว้ว่า

“นายฮูต กงสุลอเมริกัน เปิดศาลชำระความเรื่องมองสิเออ โอบะเรต์ กงสุลฝรั่งเศส หาว่าหมอบรัดเลหมิ่นประมาท ในหนังสือพิมพ์บางกอกริคอเดอ เรียกค่าทำขวัญ ๑๕๐๐ เหรียญ คดีเรื่องนี้นัดเลื่อนมา ๒ ครั้ง จำเลยแก้ว่าไม่เปนหมิ่นประมาท เพราะลงด้วยเหตุอันสมควร ด้วยไทยพากันตกใจในเรื่องนี้ อ้างจดหมายของนางลิโอโนเวนส์ ครูสอนหนังสืออังกฤษในพระราชวังรับว่าได้ยินไทยโจทย์กันมาก ว่า มองสิเออ โอบะเรต์ ขู่รัฐบาลจริง

ศาลกงสุลอเมริกันตัดสินให้หมอบรัดเลแพ้ แต่ยกข้อกรุณาว่า เพราะหมอบรัดเลลงพิมพ์โดยเชื่อว่า ความนั้นเปนความจริง มิได้แกล้ง

ประการ ๑ หมอบรัดเลเป็นคนชราแลยากจน

ประการ ๑ แลเปนผู้ที่ได้ทำคุณมาแก่บ้านเมือง

ประการ ๑ จึงปรับให้ทำขวัญเพียง ๑๐๐ เหรียญ”

ข้อมูลแหล่งเดียวกันซึ่งลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ยังบอกด้วยว่า “ฝรั่งในกรุงเทพฯ เรี่ยรายเปนเงิน ๓๐๐ บาท ส่งไปให้หมอบรัดเล ให้เสียค่าแพ้ความกงสุลฝรั่งเศส เปนการแสดงความสงสารแลเข้าด้วยหมอบรัดเล”

วิลาส นิรันดร์สุขศิริเล่าบทสรุปคดีนี้ในบทความ “เผยโฉมกงสุลโอบาเรต์”นิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับกันยายน พ.ศ. 2555 ว่า ศาลตัดสินให้โอบาเรต์เป็นฝ่ายชนะคดี หมอบรัดเลย์ในวัย 60 ปีได้รับโทษให้ขอขมา พร้อมทั้งจ่ายค่าปรับ 100 เหรียญให้โอบาเรต์ และค่าธรรมเนียมอีก 107.75 เหรียญแก่ศาล กงสุลฝรั่งเศสรีบประกาศว่าไม่ต้องการรับค่าเสียหาย รับเพียงคำขอโทษเท่านั้น ส่วนศาลลดค่าธรรมเนียมให้ครึ่งหนึ่ง

บันทึกประวัติโอบาเรต์เล่าว่า กงสุลอเมริกันรู้สึกประทับใจในความเอื้ออารีของโอบาเรต์ เพราะหมอบรัดเลย์มีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว และโทษนี้มีผลกระทบต่อท่านหนักมาก ในวัดถัดมา กงสุลฝรั่งเศสก็ได้รับจดหมายขอบคุณอย่างเป็นทางการจากหมอชาวอเมริกัน

กล่าวได้ว่า คดีระหว่างหมอบรัดเลย์กับโอบาเรต์เป็นส่วนหนึ่งของ “เกมการเมือง” ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส รัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักว่า แม้พระองค์จะทรงนิยมในตัวหมอบรัดเลย์ แต่การจบคดีแบบนี้น่าจะช่วยให้เหตุการณ์ความระหองระแหงระหว่างสยามกับฝรั่งเศสไม่บานปลาย

ดังจะเห็นว่า ไม่มีชาวสยามผู้รู้เห็นเหตุการณ์คนใดยอมเป็นพยานช่วยหมอบรัดเลย์เลย และในเวลาต่อมา รัชกาลที่ 4 ยังทรงส่งข้าราชการไปมอบถุงบรรจุเงินเหรียญให้หมอบรัดเลย์ถึงบ้าน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

วิลาส นิรันดร์สุขศิริ. เผยโฉมกงสุลโอบาเรต์ (ตอนที่ 1).ศิลปวัฒวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม พ.ศ. 2555.

วิลาส นิรันดร์สุขศิริ. เผยโฉมกงสุลโอบาเรต์ (ตอนที่ 2).ศิลปวัฒวัฒนธรรม ฉบับกันยายน พ.ศ. 2555.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หมอบรัดเลย์ แฉ! กงสุลฝรั่งเศสสุดอุกอาจ “ดักพบ” รัชกาลที่ 4 สู่คดีความใหญ่โต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...