หมอบรัดเลย์ แฉ! กงสุลฝรั่งเศสสุดอุกอาจ “ดักพบ” รัชกาลที่ 4 สู่คดีความใหญ่โต
เมอซิเออร์ กาบรีเอล โอบาเรต์(Monsieur Gabriel Aubaret) เป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เขาก่อเรื่องราวไว้มากมายครั้งดำรงตำแหน่งในสยาม จนมีชื่อเสียงเรื่องความก้าวร้าว เจ้าอารมณ์ ทั้งเคยแสดงท่าทีโอหังเบื้องหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ 4 และจิกยอดผมหม่อมราโชทัยมาแล้ว
อีกเหตุการณ์ที่ทำให้กงสุลฝรั่งเศสผู้นี้เป็นที่จดจำในหน้าประวัติศาสตร์ (ไทย) ด้วยภาพลักษณ์แย่ ๆ ก็คือ การฟ้องคดีหมิ่นประมาท นายแพทย์แดน บีช แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “หมอบรัดเลย์”
เรื่องของเรื่องคือ หมอบรัดเลย์ได้ตีพิมพ์ข่าวในบางกอกรีคอร์เดอร์ฉบับวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2409 เล่าเรื่องโอบาเรต์ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ด้วยการกราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถอด เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จากตำแหน่งสมุหกลาโหม (เจ้าพระยากลาโหม)
ที่มาของ “ข่าวลือ” นี้ มาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปีเดียวกัน เมื่อมีผู้พบเห็นโอบาเรต์ไปเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 4 ที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์อย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจเรียกว่า “ดักพบ” จะถูกต้องตามรูปการณ์มากกว่า
วันนั้น โอบาเรต์กราบบังคมทูลให้รัชกาลที่ 4 ปลดเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จากตำแหน่ง เพราะ “หาไม่แล้วสยามและฝรั่งเศสคงเป็นสุขไม่ได้”
หมอบรัดเลย์ยืนยันว่า ได้สอบถามแหล่งข่าวหลายคนแล้วและได้รับคำยืนยันว่าเป็นความจริง… แต่เหตุใดโอบาเรต์จึงกระทำการสุดอุกอาจเช่นนั้น?
หนังสือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย (สยาม) กับฝรั่งเศส ในคริสต์ศตวรรษที่ 19ระบุว่า ก่อนหน้านั้น 1 วัน (13 ธันวาคม) เจ้าพระยากลาโหม “ยื่นคำปฏิเสธเป็นทางการอย่างเด็ดขาด”เกี่ยวกับการแก้ไข สนธิสัญญาฉบับโอบาเรต์เนื่องจากฝรั่งเศสให้ลบคำว่า “ลาวของไทย”ออก
สนธิสัญญาฉบับโอบาเรต์ หรือสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส พ.ศ. 2408 (ค.ศ. 1856) คือสนธิสัญญาฉบับแก้ลำ “สัญญาลับ” ระหว่างสยามกับกัมพูชา ซึ่งมอบสิทธิให้สยามปกครองกัมพูชาเท่ากับที่กัมพูชามอบให้ฝรั่งเศส ทั้งยืนยันอำนาจสยามเหนือพระตะบองและเสียมราฐ และทำให้สัญญาลับดังกล่าวเป็นโมฆะ
อย่างไรก็ตาม เมื่อสนธิสัญญาฉบับโอบาเรต์ไปถึงกรุงปารีสเพื่อให้สัตยาบัน รัฐบาลฝรั่งเศสยังไม่เห็นด้วยกับหลายมาตรา จึงยังไม่มีการลงนามอย่างเป็นทางการ และยังต้องมีการเจรจาเพื่อแก้ไขต่อไป
นอกจากนั้น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ยังไม่เห็นด้วยกับข้อความตอนหนึ่งในสนธิสัญญาข้อ 4 ที่แม้จะยอมรับว่าสยามมีสิทธิเหนือพระตะบองและเสียมราฐ แต่ไม่ระบุเขตแดนให้แน่นอน จึงขอแก้ให้ชัดเจน แต่โอบาเรต์ไม่ยอม เมื่อเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขอให้ใช้แผนที่ซึ่งพลเรือโทโบนาร์เคยทำไว้ ก็ไม่ยอมอีก เป็นอันว่าตกลงกันไม่ได้
รายงานที่โอบาเรต์เขียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งฝรั่งเศส ช่วยให้ทราบมุมมองของเขาต่อคู่เจรจา (สยาม) เมื่อขอความเห็นใจจากเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค บิดาของช่วง บุนนาค) เรื่องวิธีการของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ก็ได้รับเพียงคำตอบเลี่ยง ๆ ว่า “ให้รอจนกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระราชสาสน์ถึงองค์จักรพรรดิในเรื่องนี้และได้รับพระราชสาสน์ตอบเสียก่อน”
โอบาเรต์ยังอ่านพฤติกรรมของเจ้าพระยากลาโหมว่า ไม่พยายามซ่อนเร้นความรู้สึกเกลียดชังที่มีต่อฝรั่งเศส เพราะเลิกตอบจดหมายของเขา ไม่ก็ตอบอย่างอวดดีกลับมา
เขายังรู้สึกคับข้องใจที่รัชกาลที่ 4 ซึ่งเคยพระราชทานโอกาสให้เข้าเฝ้าได้ง่าย ๆ กลับทรงให้การต้อนรับอย่างไม่สมควรแก่ฐานะ ทั้งทรงเห็นว่าคำขอร้องของตนไม่ถูกกาลเทศะอย่างยิ่ง
ในมุมของกงสุลฝรั่งเศสผู้นี้ ดูเหมือนเขาต้องรับแรงกดดันจากรัฐบาลของตน และพยายามประนีประนอมกับรัฐบาลสยาม (ที่กลยุทธ์คือประวิงเวลาไปก่อน) จึงเลือกใช้คำพูดข่มขู่กลาย ๆ กับเจ้าพระยาพระคลังเมื่อเกิดการถกเถียงกันระหว่างการแปลข้อความเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนกัมพูชา โดยบอกว่าหากตนไม่ได้รับคำตอบที่แน่นอนภายในวันถัดไป จะถือว่าการเจรจาครั้งนี้ยุติลง และรัฐบาลสยามต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนแต่ฝ่ายเดียว
พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสาส์นไปยังจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศสในวันเดียวกันนั้น เพื่อประณามการกระทำของโอบาเรต์
คดี “หมออเมริกัน” กับ “กงสุลฝรั่งเศส”
เหตุการณ์หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ครั้งนั้นเป็นข่าวที่ชาวบางกอกพูดกันเซ็งแซ่ ปรากฏว่า 2 วันหลังเป็นข่าว (24 ธันวาคม พ.ศ. 2409) โอบาเรต์ก็ยื่นฟ้องหมอบรัดเลย์ในข้อหาหมิ่นประสาทด้วยลายลักษณ์อักษร จากการนำข่าวลือข้างต้นไปตีพิมพ์ในบางกอกรีคอร์เดอร์ เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,500 เหรียญสหรัฐ
หมอบรัดเลย์ได้รับคำแนะนำจากกงสุลอเมริกันให้เขียนขอโทษโอบาเรต์อย่างเป็นทางการ หมอบรัดเลย์ก็ทำตามด้วยดี ระบุในข้อความว่าเป็นความเข้าใจผิดของผู้ที่นำเรื่องมาเล่าให้ฟัง แต่จริง ๆ แล้วโอบาเรต์เพียงทูลขอให้ปลดเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะกรรมการพิจารณาสนธิสัญญาเท่านั้น ไม่ใช่ปลดออกจากตำแหน่งเจ้าพระยากลาโหม
ข้อมูลตรงนี้จึงฟังดูน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะโอบาเรต์คงหมดความอดทนในการเจรจากับผู้นำเจรจาแล้ว และเมื่อขอเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินสยามตามปกติไม่ได้ จึงไป “ดัก” เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 4 ระหว่างที่พระองค์เสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์
คดีดังกล่าวมีส่วนให้หมอบรัดเลย์ตัดสินใจปิดหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์หลังเปิดทำการมา 2 ปี แต่เป็นที่รู้กันว่าท่านเตรียมจะปิดกิจการมาหลายเดือนก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะมองว่าบทบาทมิชชันนารีของตนทำให้ไม่มีเวลามากพอจะทำงานหนังสือพิมพ์ให้มีคุณภาพเท่าที่ควร
หมอบรัดเลย์ยังไปหาแอนนา เลียวโนเวนส์ หรือ “แหม่มแอนนา” แล้วเปิดใจว่าสิ่งที่ลงในหนังสือพิมพ์ไม่ได้ร้ายแรงถึงครึ่งของเหตุการณ์จริงด้วยซ้ำ และรัฐบาลสยามตระหนักเรื่องนี้ดี ถึงได้ส่งจดหมายไปร้องเรียนถึงรัฐบาลฝรั่งเศสเกี่ยวกับพฤติกรรมของกงสุลผู้นี้มาแล้ว
การไต่สวนคดีระหว่างหมอบรัดเลย์กับโอบาเรต์มีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2410 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 12สรุปเรื่องราวไว้ว่า
“นายฮูต กงสุลอเมริกัน เปิดศาลชำระความเรื่องมองสิเออ โอบะเรต์ กงสุลฝรั่งเศส หาว่าหมอบรัดเลหมิ่นประมาท ในหนังสือพิมพ์บางกอกริคอเดอ เรียกค่าทำขวัญ ๑๕๐๐ เหรียญ คดีเรื่องนี้นัดเลื่อนมา ๒ ครั้ง จำเลยแก้ว่าไม่เปนหมิ่นประมาท เพราะลงด้วยเหตุอันสมควร ด้วยไทยพากันตกใจในเรื่องนี้ อ้างจดหมายของนางลิโอโนเวนส์ ครูสอนหนังสืออังกฤษในพระราชวังรับว่าได้ยินไทยโจทย์กันมาก ว่า มองสิเออ โอบะเรต์ ขู่รัฐบาลจริง
ศาลกงสุลอเมริกันตัดสินให้หมอบรัดเลแพ้ แต่ยกข้อกรุณาว่า เพราะหมอบรัดเลลงพิมพ์โดยเชื่อว่า ความนั้นเปนความจริง มิได้แกล้ง
ประการ ๑ หมอบรัดเลเป็นคนชราแลยากจน
ประการ ๑ แลเปนผู้ที่ได้ทำคุณมาแก่บ้านเมือง
ประการ ๑ จึงปรับให้ทำขวัญเพียง ๑๐๐ เหรียญ”
ข้อมูลแหล่งเดียวกันซึ่งลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ยังบอกด้วยว่า “ฝรั่งในกรุงเทพฯ เรี่ยรายเปนเงิน ๓๐๐ บาท ส่งไปให้หมอบรัดเล ให้เสียค่าแพ้ความกงสุลฝรั่งเศส เปนการแสดงความสงสารแลเข้าด้วยหมอบรัดเล”
วิลาส นิรันดร์สุขศิริเล่าบทสรุปคดีนี้ในบทความ “เผยโฉมกงสุลโอบาเรต์”นิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับกันยายน พ.ศ. 2555 ว่า ศาลตัดสินให้โอบาเรต์เป็นฝ่ายชนะคดี หมอบรัดเลย์ในวัย 60 ปีได้รับโทษให้ขอขมา พร้อมทั้งจ่ายค่าปรับ 100 เหรียญให้โอบาเรต์ และค่าธรรมเนียมอีก 107.75 เหรียญแก่ศาล กงสุลฝรั่งเศสรีบประกาศว่าไม่ต้องการรับค่าเสียหาย รับเพียงคำขอโทษเท่านั้น ส่วนศาลลดค่าธรรมเนียมให้ครึ่งหนึ่ง
บันทึกประวัติโอบาเรต์เล่าว่า กงสุลอเมริกันรู้สึกประทับใจในความเอื้ออารีของโอบาเรต์ เพราะหมอบรัดเลย์มีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว และโทษนี้มีผลกระทบต่อท่านหนักมาก ในวัดถัดมา กงสุลฝรั่งเศสก็ได้รับจดหมายขอบคุณอย่างเป็นทางการจากหมอชาวอเมริกัน
กล่าวได้ว่า คดีระหว่างหมอบรัดเลย์กับโอบาเรต์เป็นส่วนหนึ่งของ “เกมการเมือง” ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส รัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักว่า แม้พระองค์จะทรงนิยมในตัวหมอบรัดเลย์ แต่การจบคดีแบบนี้น่าจะช่วยให้เหตุการณ์ความระหองระแหงระหว่างสยามกับฝรั่งเศสไม่บานปลาย
ดังจะเห็นว่า ไม่มีชาวสยามผู้รู้เห็นเหตุการณ์คนใดยอมเป็นพยานช่วยหมอบรัดเลย์เลย และในเวลาต่อมา รัชกาลที่ 4 ยังทรงส่งข้าราชการไปมอบถุงบรรจุเงินเหรียญให้หมอบรัดเลย์ถึงบ้าน
อ่านเพิ่มเติม :
- “หมอบรัดเลย์” ชี้ สยามควรออกกฎหมายห้ามการมีเมียมาก
- เบื้องหลังเรื่องระหองระแหงระหว่าง รัชกาลที่ 4 กับ โอบาเรต์ ทูตฝรั่งเศส
- เมื่อ 100 กว่าปีก่อน หมอบรัดเลย์โน้มน้าว “เจ้าฟ้าจุฑามณี” ให้ยกเลิกการอยู่ไฟ ผลเป็นอย่างไร?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
วิลาส นิรันดร์สุขศิริ. เผยโฉมกงสุลโอบาเรต์ (ตอนที่ 1).ศิลปวัฒวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม พ.ศ. 2555.
วิลาส นิรันดร์สุขศิริ. เผยโฉมกงสุลโอบาเรต์ (ตอนที่ 2).ศิลปวัฒวัฒนธรรม ฉบับกันยายน พ.ศ. 2555.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หมอบรัดเลย์ แฉ! กงสุลฝรั่งเศสสุดอุกอาจ “ดักพบ” รัชกาลที่ 4 สู่คดีความใหญ่โต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com