โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แบงก์ชาติจับมือคลัง สมาคมธนาคาร เปิดโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยลูกหนี้เกือบ 2 ล้านบัญชีผ่านกลไก AMC

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 12 พ.ย. 2568 เวลา 16.16 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 23.29 น.

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดพิธีลงนามในหลักการเบื้องต้น และแถลงข่าว “โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้” (โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC)) โดยดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. และนายชาติศิริ โสภณพนิช ผู้แทน สมาคมธนาคารไทย

หนี้ครัวเรือนเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่รายได้ของครัวเรือนจำนวนมากยังฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้สูง ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางยังมีปัญหาในการชำระหนี้ และกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว อาจซ้ำเติมสถานการณ์หนี้ครัวเรือน และส่งผลต่อการบริโภคภาคเอกชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้

กระทรวงการคลัง ธปท. และภาคสถาบันการเงิน จึงร่วมกันดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC)ขึ้น ภายใต้ชื่อ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” โดยอาศัยความร่วมมือจาก สมาคมธนาคารไทย บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ในการปรับโครงสร้างหนี้และคืนชีวิตทางการเงินให้กับลูกหนี้

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ช่วยแก้หนี้ แต่คือการช่วย”ชีวิต”

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังกล่าวว่า โครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้เป็นโครงการเรือธงภายใต้เสาหลักที่ 2 ที่มุ่งแก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) ตามนโยบาย Quick Big Win ที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ เพื่อกระตุ้นสั้นในช่วงสั้นๆได้ผลยาว แล้วก็กระจายตัว แม้ในเวลาอันที่จำกัดก็สามารถที่จะช่วยชีวิตคนไทยที่เป็นหนี้ได้

“การช่วยไม่ใช่แค่ช่วยระยะสั้น แต่ช่วยอย่างยั่งยืนและก็ให้ช่วยได้กระจายตัวในหมู่มาก โครงการนี้จะไม่สามารถสำเร็จได้เลยถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในสังคมไทยมานาน หากปล่อยไปโดยไม่มีการแก้ไขไม่เพียงจะมีผลต่อเศรษฐกิจ แต่จะดึงชีวิตคนไทย คนในครอบครัว คนที่เป็นหนี้จำนวนมาก และฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยไม่ให้สามารถขยายตัวได้ในอนาคต” ดร.เอกนิติกล่าว

ปัจจุบันประชาชนที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาทมีถึง 3.4 ล้านคน คิดเป็นยอดบัญชีรวม 4.7 ล้านบัญชี มูลค่าหนี้รวมประมาณ 120,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่นับรวมคนในครอบครัว “แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ชีวิตคน ถ้าเราไม่ช่วยเขาให้เขากลับมามีชีวิตที่ดีได้เขาก็จะจมปลักอยู่อย่างนั้น ก็จะเป็นปัญหาของครอบครัว เป็นปัญหาของสังคมไทย และเศรษฐกิจไทย โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ไม่ใช่แค่การดึงหนี้ออกจากสถาบันการเงินออกไปสู่ AMC แต่เราต้องการชุบชีวิตเขาด้วย ให้เขามีชีวิตได้หายใจคล่องขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดหนี้ตามความสามารถของเขา ไม่ว่าจะเป็นการลดหนี้ที่เขาจะพอไหว ไม่ว่าจะเป็นยืดหนี้ให้เขาสามารถมีลมหายใจได้มากขึ้น เราต้องการที่จะพัฒนาระบบที่เขาสามารถกลับมาเป็นคนดีได้ถ้าเขามีวินัยในทางการเงิน”

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.

แบงก์ชาติชี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ต้องแก้ตรงจุด เริ่มจากรายย่อย

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง คิดเป็น 87% ของ GDP แม้จะลดลงจากกว่า 90% ช่วงก่อนหน้า แต่ยังเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ จึงต้องได้รับการแก้อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการช่วยกลุ่มลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ยอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งในระบบลูกหนี้ที่มีเป็นหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาทมีจำนวนประมาณ 4.7 ล้านบัญชี หรือคิดเป็นจำนวนราย 3.4 ล้านราย

“เราเริ่มจากการช่วยกลุ่มลูกหนี้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ต่ำกว่า 100,000 บาท เพราะกลุ่มนี้มีถึง 60% ของจำนวนลูกหนี้ NPL ทั้งหมด หากเราช่วยได้หมายความว่ากว่า 60% ของ NPL ในแง่จำนวนรายได้รับการแก้ไข จะคลี่คลายปัญหาได้มากในเชิงระบบ การแก้ไขหนี้สอดคล้องกับแนวนโยบายของธปท. ซึ่งนอกจากดูแลเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงินแล้ว ก็พยายามจะเข้าใกล้ชิดกับปัญหา เข้าแก้ปัญหาให้ตรงจุด” นายวิทัยกล่าว

การช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว โดยเน้นหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งในระยะแรกจะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จำนวนประมาณ 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย ภาระหนี้ประมาณ 43,600 ล้านบาท โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จะรับซื้อหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายข้างต้น เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้ โดย ธปท. จะปรับยุทธศาสตร์ให้ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม (social AMC) ที่มุ่งเน้นช่วยแก้หนี้ให้ประชาชนโดยไม่มุ่งหากำไร ซึ่งในระยะต่อไปจะพิจารณาขยายให้ SAM รับซื้อหนี้จากผู้ให้บริการทางการเงินประเภทอื่นเพิ่มเติมด้วย

“โครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้จะดำเนินการเพียงครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา Moral Hazard และไม่เป็นภาระทางการคลัง โดยเงินที่จะใช้ในการดำเนินการมาจากเงินที่นำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ได้ลดลง 0.46% เหลือ 0.23% ในปัจจุบันและเป็นเงินเหลือจากการดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย” นายวิทัยกล่าว

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนมากกว่าปกติเพื่อลดภาระหนี้ อาทิเช่น ยกเว้นดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมดและค่าธรรมเนียม ลดยอดเงินต้นบางส่วน เป็นต้น ทำให้ลูกหนี้สามารถกลับมาจ่ายชำระได้และปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น รวมทั้งกลับมามีประวัติการชำระหนี้ในเครดิตบูโรที่ดีขึ้นและมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อีกครั้ง

“การโอนหนี้ไป Social AMC หรือ SAM นอกจากไม่ได้มุ่งหวังที่จะคิดกำไร ตั้งใจจะช่วยคนแล้ว การปรับโครงสร้างหนี้จะผ่อนปรนอย่างมาก โดยค่าธรรมเนียมที่ค้างอยู่ ดอกเบี้ยผิดนัดที่ค้างอยู่ก็จะยกให้ทั้งหมด เงินต้นก็จะถูก haircut ลงมาในสัดส่วนที่สูงพอสมควร แล้วสามารถผ่อนได้ด้วย 3 ปี ระหว่าง 3 ปีก็ไม่คิดดอกเบี้ย เพื่อจูงใจและสนับสนุนให้ปรับโครงสร้างหนี้หรือจ่ายครั้งเดียว และเมื่อปิดหนี้ได้แล้วจะมีการเคลียร์ประวัติ กลับมาเป็นหนี้ปกติได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำครั้งนี้เป็นมาตรการที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา Moral Hazard(พฤติกรรมเสี่ยงทางจริยธรรม)” นายวิทัยกล่าว

โดยมี 2 มาตรการ ได้แก่ (1) จ่ายปิดจบ ให้ลูกหนี้จ่ายชำระหนี้บางส่วนเพื่อปิดจบหนี้ในทันที และ

(2) ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ให้ลูกหนี้ผ่อนชำระเป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 3 ปี และจะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ในระหว่างที่เข้าร่วมมาตรการ หากปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

นายวิทัยกล่าวว่า หลังการลงนามใน MOU วันนี้แล้ว เดือนธันวาคมก็จะทำรายละเอียดของสัญญาทั้งหมดระหว่างทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย SAM จะเริ่มเข้ามาเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในวันที่ 1 มกราคม 2569 และหลังจากนั้น ลูกหนี้ก็สามารถเริ่มเข้ามาชำระได้ ในช่วงแรกอาจจะชำระผ่านสถาบันการเงินเดิมสักระยะหนึ่ง เมื่อระบบ SAM พร้อมมีการโอนหนี้เรียบร้อย SAM ก็จะติดตามหนี้ได้อีกส่วนหนึ่ง

สำหรับลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนอีก 3.3 แสนบัญชี ซึ่งกระทรวงการคลังจะดำเนินการภายใต้หลักการและแนวทางการช่วยเหลือที่สอดคล้องกัน รวมทั้งสิ้นโครงการจะช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยได้มากถึง 1.9 ล้านบัญชี

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

สมาคมธนาคารไทย: พลังความร่วมมือเพื่อปลดหนี้อย่างยั่งยืน

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนสมาคมธนาคารไทยกล่าวว่า การลงนามในวันนี้นับเป็นโอกาสสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคการเงินไทยในการขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์หรือ AMC ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจให้สามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกันซึ่งกลายเป็นภาระหนักของครัวเรือนจำนวนมาก ลูกหนี้จำนวนไม่น้อย ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ทั้งลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้รายเดียว และลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายราย และทั้งที่มี และไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบข้อมูลของเครดิตบูโรถูกจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจ และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

“สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกตระหนักดีว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่เพียงภารกิจของสถาบันการเงินรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งประเทศสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของ Reinvent Thailand จึงได้ร่วมมือกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อผลักดันมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่โครงการ “คุณสู้ เราช่วย”ที่มุ่งรักษาบ้านและรถเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพมาจนถึงวันนี้ที่เราพร้อมขยายความช่วยเหลือสู่ลูกหนี้ที่ไม่มีรับประกันผ่านกลไก AMC” นายชาติศิริกล่าว

โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายชัดเจนคือช่วยลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพและตั้งใจชำระหนี้ให้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ลดภาระหนี้ ปรับประวัติในเครดิต บูโรให้ดีขึ้น และเปิดทางให้สามารถกลับเข้าสู่สินเชื่อในระบบได้ในอนาคตตามแนวทาง Responsible Lending และ Market Conduct อย่างครอบคลุมทั่วถึงและเท่าเทียม

“ด้วยแหล่งเงินทุนของโครงการนี้มาจากเงินส่วนเหลือที่จากโครงการคุณสู้เราช่วยและเงินทุนของ AMC เอง ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการรวมพลังภาครัฐและเอกชนเพื่อเป็นกลไกแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ไม่สร้างภาระต่อระบบการเงินและที่สำคัญไม่ก่อให้เกิด Moral Hazard ในระบบในระยะยาว” นายชาติศิริกล่าว

สำหรับในระยะแรก โครงการนี้ดำเนินการในส่วนของลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ(SFI) และคาดหวังว่าในระยะถัดไป จะพิจารณาขยายไปจนถึงลูกหนี้ที่อยู่ในบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่ในปัจจุบันยังไม่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร ตลอดจนลูกหนี้ที่อยู่กับ Non-Bank อื่น ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมไปได้มากยิ่งขึ้น

นายชาติศิริกล่าวว่า การดำเนินการนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนของสมาคมธนาคารไทยที่มุ่งสร้างระบบการเงินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมภายใต้หลักการ 5 ข้อได้แก่

1. Healthy Borrowing ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงินและกู้ยืมอย่างเหมาะสม

2. Open Competition สนับสนุนการแข่งขันเสรีที่เป็นธรรม

3. Level playing field ผู้ให้บริการสินเชื่ออยู่บนกติกาที่เท่าเทียม

4. Fairness ระบบดอกเบี้ยสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง

5. Inclusiveness ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก พร้อมสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่และจะร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การช่วยเหลือลูกหนี้เกิดผลจริงและให้เพียงพอ ในการสนับสนุนและรองรับกับมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะถัดไป ทั้งมิติการมีสวัสดิการพื้นฐานที่จำเป็นต่อครัวเรือน และการปฏิรูปด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการยกระดับทักษะ(Up&Reskill) และการรองรับระดับฝีมือแรงงานเพื่อนำไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น การยกระดับข้อมูลหนี้สินทั้งในและนอกระบบให้ครบถ้วน และการส่งเสริมการก่อหนี้ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสมกับรายได้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถฟื้นตัวได้อย่างมีศักยภาพทำให้คนไทยหลุดพ้นจากวงจรหนี้เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกันและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ในนามของสมาคมธนาคารไทย ผมขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงการคลังธนาคารแห่งประเทศไทย และทุกสถาบันการเงิน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้น นี่คือพลังแห่งความร่วมมือที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประชาชนทุกคน” นายชาติศิริกล่าว

โดยลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถศึกษารายละเอียดโครงการได้ที่ website ธปท. [(www.bot.or.th/cleardebt](http://(www.bot.or.th/cleardebt)) ช่องทางของ SAM (www.sam.or.th) หรือช่องทางของสถาบันการเงิน ซึ่งลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ที่สนใจปรับโครงสร้างหนี้กับโครงการนี้ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. (BOT contact center 1213) และ SAM (call center 1443) ได้ตั้งแต่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...