'เซียนมี่'เชื่อปี69SETฟื้น ชู‘หุ้นเทค-เวลแนส’เด่น
#เซียนมี่ #VI #ทันหุ้น – เซียนมี่ “ทิวา ชินธาดาพงศ์” มองตลาดหุ้นไทยถูก-มีโอกาส เชื่อปี 2569 แนวโน้มดีขึ้น ยก “ธุรกิจเทคโนโลยี-พรีเมียมเวลเนส” น่าสนใจลงทุน แนะนักลงทุนที่ติดหุ้น ต้องเร่งแก้พอร์ตด้วยการ ขยันทำการบ้านจำแนกของดี-ขยะ สลับไปถือตัวพื้นฐานดี-มีศักยภาพโต
ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) นับแต่ต้นปีผันผวนในทางลง YTD (ณ 1 ธ.ค.2568) ยังคงลดลง 8.83% โดยยังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 1,300 จุดได้แข็งแรง ท่ามกลางปัจจัยไม่แน่นอนทั้งนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก การเคลื่อนย้ายกระแสเงินลงทุน รวมถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเองก็ไม่ได้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหมือนในอดีต สะท้อนให้หุ้นไทยได้รับความสนใจน้อยลง พร้อมกับราคาหุ้นส่วนใหญ่ที่ติดลบยาวนาน
นายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย เปิดเผยว่า มุมมองปัจจุบันต่อบรรยากาศตลาดหุ้นไทยถือว่าค่อนข้างเงียบเหงา และในเชิงเปรียบเทียบพื้นฐานธุรกิจกับราคาบนกระดานแล้วทั้ง มูลค่า (Valuation) รวมถึงหลายๆ ประการของตลาดไทยอยู่ในจุดที่ถูกมาก แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นไทยก็ยังคงย่ำแย่ตลอด ระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับตลาดหุ้นโลก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรอบสูงและใกล้ระดับสูงสุดใหม่
@เฟ้นเลือกหุ้นดี
อย่างไรก็ตามในมุมวิธีคิดของนักลงทุนสาย VI (Value Investor) เมื่อทุกคนมองว่าสถานการณ์แย่ คนอาจขายหุ้นเพราะราคาไม่ขึ้น หรือขายเพราะคนอื่นบอกว่าไม่ดี อาจเป็นจุดที่ซ่อนโอกาสอยู่ เวลาที่หุ้นทำจุดต่ำสุด (Bottom) ไม่จำเป็นต้องมีข่าวดี แต่ขอแค่ข่าวร้ายหมดไปก่อน หรือไม่มีเรื่องที่ร้ายกว่านี้แล้ว หุ้นก็จะค่อยๆ ยืนระยะขึ้นมาได้ ซึ่งในกระดานย่อมมีทั้งหุ้นดีและไม่ดีผสมปนเปกัน
สำหรับความหวังในการเปลี่ยนทิศทางของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่การปรับเปลี่ยนนโยบายหรือปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจพลิกกลับมาเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงนักลงทุนต้องลุ้นผลจากการเลือกตั้ง ว่าจะมีนโยบายสำคัญที่จะเป็น “เรือชูธง” และสามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้หรือไม่
นายทิวา กล่าวว่า เศรษฐกิจปีหน้าหลายสำนักคาดการณ์ GDP ที่ 1-2% หากสามารถทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับมูลค่าหุ้นที่ต่ำและอัตราปันผลที่ดี หุ้นก็จะสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ หลังจากปีปัจจุบัน 2567 มีหลากปัจจัยลบ ตั้งแต่เรื่องแผ่นดินไหว, จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง, น้ำท่วมหนักหาดใหญ่ และยังมีภาพทางการเมืองระหว่างปีที่แปรผันวุ่นวาย และ GDP ในไตรมาส 4 ปีนี้อาจยังไม่ดีนัก
@หวังบจ.กำไรฟื้น
ส่วนตัวคาดหวังหลังไตรมาส 1 หรือไตรมาส 2 ปีหน้าจะไม่มีปัจจัยลบร้ายแรงเกิดขึ้น และหลายบริษัทจดทะเบียนน่าจะสร้างผลดำเนินงานที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนสาย VI จึงให้เน้นการค่อยๆ สะสมหุ้นที่เชื่อว่าปีหน้าจะยังดีอยู่ ควรมองกรอบการลงทุนระยะยาว อาจจะมองไปที่ 2 ปี สิ่งสำคัญคือต้องแยก “ของดี” กับ “ของไม่ดี” ออกจากกันให้ได้ และพยายามเลือกซื้อของดีให้ได้
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมและเทรนด์ที่น่าสนใจ ประเมินกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในไทยยังพอไปได้ เชื่อว่าการลงทุนด้าน IT และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี (Infrastructure) มากขึ้น และกลุ่มนี้ยังมีศักยภาพในภาพระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อมีผลิตภัณฑ์ AI เข้ามาในอุปกรณ์ต่างๆ
ส่วนอีกธุรกิจที่น่าสนใจ ต้องเป็นธุรกิจที่สามารถโตได้แม้จำนวนประชากรจะไม่เพิ่มขึ้นที่เรียกว่า Non-population Dependent Business รวมถึงต้องมองภาพคนรุ่น Gen Z และ Aging Society ให้ออกว่าต้องการบริโภคอะไร ให้คุณค่ากับอะไร และซื้อสินค้าประเภทไหน ซึ่งกลุ่มที่น่าสนใจอาจเป็นอาหารเสริม, Wellness, หรือโรงพยาบาลที่พรีเมียมสูง
@รีบแก้พอร์ตแตก
จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ตลาดเผชิญหน้ากับความหวาดผวาราคาหุ้นเล็กกลางที่ร่วงลง และหุ้นไอพีโอเข้าใหม่ที่มักถูกเทขาย กลายเป็นผลให้นักลงทุนจำนวนมากมีสถานะติดหุ้น หากเป็นสภาพการณ์ย่อมจำเป็นต้องเร่งแก้สถานการณ์เดิมก่อนที่จะมองหาโอกาสใหม่
นักลงทุนที่ขาดทุนควรรีบกลับไปรีวิวหุ้นทั้งหมดในพอร์ต หากหุ้นตัวใดที่มองไปปีหน้าแล้ว ไม่เชื่อว่ารายได้ กำไร หรือปันผลจะเพิ่ม ให้รีบเปลี่ยนตัวเล่นไปยังหุ้นที่มีอนาคตเนื่องจากตอนนี้หุ้นตัวดีและไม่ดีกำลังกองรวมกันอยู่ที่ระดับต่ำ จึงเป็นจังหวะที่ต้องทำความบ้านอย่างเข้มข้น เพื่อหาหุ้นตัวอื่นที่ลงมาแรงเท่ากัน แต่มีศักยภาพที่จะกลับมาก่อน เพื่อรอการฟื้นตัวของปีถัดไป
ด้านพอร์ตการลงทุนส่วนตัวปัจจุบันจัดสรรเป็นหุ้นจีนประมาณ 70% และหุ้นไทยประมาณ 30% มีเงินสดอยู่ในพอร์ตราว 10% และเงินน่าจะเพิ่มเป็น 20% จากการที่กำลังจะขายหุ้นออก 1 ตัว