AOT ไฟเขียวแก้สัญญา ‘คิง เพาเวอร์’ ยืดสัมปทานดิวตี้ฟรีอีก 2 ปี
บอร์ด AOT มีมติแก้ไขสัญญา "คิง เพาเวอร์" ขยายสัมปทานดิวตี้ฟรี สนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง ต่ออีก 2 ปี พร้อมปรับเงื่อนไขส่วนแบ่งรายได้ ชี้เป็นแนวทางเหมาะสมที่สุด ดีกว่าเปิดประมูลใหม่ ย้ำยังรับค่าผลประโยชน์ได้ต่อเนื่อง
วันที่ 3 ธ.ค.2568 บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) หรือ ทอท. แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร หรือ "ดิวตี้ ฟรี" (Duty Free) ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 มีมติให้ความเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. ตามรายงานผลการศึกษาของที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาทางเลือกในการแก้ไขปัญหา จากกรณีที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ทำหนังสือถึง ทอท.เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้ฝ่ายบริหาร ทอท.ใช้ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นกรอบในการเจรจากับ KPD เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ทอท. และเป็นธรรมต่อคู่สัญญา พร้อมเสนอผลการเจรจาให้คณะกรรมการ ทอท.พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ รายละเอียดได้รับทราบแล้ว
ในการประชุมคณะบอร์ด AOT เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลการเจรจาหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ตามผลการเจรจาของคณะทำงานเจรจาฯ และอนุมัติให้ ทอท.ดำเนินการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรของทั้ง 5 ท่าอากาศยานตามผลการเจรจาดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ทอท.พิจารณาทางเลือกหลัก 2 แนวทาง คือ การแก้ไขสัญญาเทียบกับการยกเลิกสัญญาเพื่อเปิดประมูลใหม่ ซึ่งสรุปว่าทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือ การแก้ไขสัญญา เพื่อปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการบริหารสัญญา ทำให้ ทอท.สามารถให้บริการผู้โดยสารได้ต่อเนื่อง คงไว้ซึ่งผลประโยชน์ระยะยาว และเกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- ความต่อเนื่องของธุรกิจ ทอท.ยังให้บริการผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่อง โดยบริการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรเป็นบริการสำคัญ ลดความจำเป็นในการหาผู้ประกอบการรายใหม่ซึ่งใช้เวลาและมีความไม่แน่นอน (คาดใช้เวลาไม่น้อยกว่า 14 เดือน)
- รายได้มั่นคงกว่า ทอท.ยังคงได้รับค่าผลประโยชน์ตอบแทนอย่างต่อเนื่อง ไม่มีช่วงขาดรายได้ระหว่างการประมูลใหม่
- ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า จากผลการศึกษาพบว่าแนวทางการแก้ไขสัญญาให้ผลตอบแทนสูงกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำจากผู้ประกอบการรายใหม่ในสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่ต่ำกว่าข้อเสนอของผู้ยื่นประมูลอันดับสอง
- ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การยกเลิกสัญญาจะทำให้ ทอท.ขาดรายได้ ลดระดับการให้บริการ และกระทบการจ้างงานของธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม
AOT สรุปว่าแนวทางการแก้ไขสัญญามีประโยชน์มากกว่าการยกเลิกสัญญาแล้วเปิดประมูลใหม่ เนื่องจากหากยกเลิกสัญญา AOT จะขาดรายได้ค่าผลประโยชน์ตอบแทนจนกว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งคาดใช้เวลาไม่น้อยกว่า 14 เดือน และผู้ประกอบการรายใหม่อาจไม่สามารถให้ผลประโยชน์ตอบแทนในระดับที่เทียบเท่าหรือสูงกว่า จากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทั้งนี้ แต่ละสัญญายังคงเงื่อนไข ได้แก่
- 1.การเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (Minimum Guarantee) ซึ่งมีอัตราเติบโตปีละ 5% สอดคล้องกับการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- 2. ส่วนแบ่งรายได้ 20%
- 3. ค่าผลประโยชน์ตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside) หากเข้าเงื่อนไข
รายละเอียดแนวทางการแก้ไขรายท่าอากาศยาน
- ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) AOT ยังคงเรียกเก็บ MG ต่อหัวตามจำนวนผู้โดยสาร เรียกเก็บรายปี (เทียบเท่า 232.90 บาทต่อคน เติบโตปีละ 5%) และเจรจาเพิ่มส่วนแบ่งรายได้อีก 35% ของ Spending per Head ส่วนเกิน ซึ่งมากกว่าสัญญาเดิมที่เก็บเพียง 20%ขยายสัญญาเพิ่ม 2 ปี เพื่อรองรับช่วงก่อสร้าง South Terminal ซึ่งคาดแล้วเสร็จปี 2575 และช่วงปิดซ่อมแซมอาคารผู้โดยสารปัจจุบันในปี 2575–2578 เพื่อให้การให้บริการปลอดอากรดำเนินต่อเนื่อง
- ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) คงการเรียกเก็บ MG ต่อตารางเมตร (39,187.76 บาท/ตร.ม./เดือน) และส่วนแบ่งรายได้ 20% ตามเดิม หากจำนวนผู้โดยสารฟื้นเกิน 100% จะกลับไปใช้อัตรา MG เดิมขยายอายุสัญญาเพื่อให้ผู้ประกอบการย้ายไปอาคารผู้โดยสาร 3 โดยผลการศึกษาระบุว่า การลงทุนใหม่ต้องมีอายุสัญญาเหมาะสมราว 5 ปี ดังนั้น หากสัญญาเดิมเหลือ 3 ปี จะขยายเพิ่มอีก 2 ปี ทั้งนี้ หากการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร 3 ล่าช้า จนทำให้สัญญาเหลือไม่ถึง 1 ปี ณ วันเปิดใช้งาน ทอท.ขอสงวนสิทธิ์ยกเลิกสัญญาเพื่อเปิดประมูลใหม่
- ท่าอากาศยานภูเก็ต ,ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ,ท่าอากาศยานหาดใหญ่ คงการเรียกเก็บ MG ต่อหัวตามจำนวนผู้โดยสาร เรียกเก็บรายปี (เทียบเท่า 129.67 บาทต่อคน เติบโตปีละ 5% ตั้งแต่ปี พ.ศ.2573 หรือเฉลี่ยสัญญาที่ 134.70 บาทต่อคน) และเจรจาเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ 35% ของ Spending per Head ส่วนเกิน เช่นเดียวกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมากกว่าสัญญาเดิมที่เก็บ 20% หลังการแก้ไขสัญญา หากธุรกิจฟื้นตัวตาม Proposal ของคิง เพาเวอร์ AOT ขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บผลประโยชน์ตอบแทนตามข้อเสนอเดิมใน Proposal
ด้านความเห็นนักวิเคราะห์บล.กรุงศรี มองเป็นบวกต่อ AOT จากมติบอร์ดเกี่ยวกับการเจรจากับคิง เพาเวอร์ ที่ออกมาดีกว่าคาด เบื้องต้นประเมินคิดเป็น Upside ต่อราคาเป้าหมาย (ทั้งกรณี Base case และ Best case) ราว 3-4 บาท อย่างไรก็ดีรอ Update กับ AOT อีกครั้งว่าคิง เพาเวอร์ เห็นด้วยกับการแก้สัญญาข้างต้นหรือไม่ ให้น้ำหนัก Neutral ราคาเป้าหมาย 30 บาท และราคาเป้าหมายกรณีดีสุด Best case 45.75 บาท