โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

6 ชีวิตกับ 1 เป้าหมาย : กสศ. และภารกิจตามหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาในคลองเตย

BT Beartai

อัพเดต 13 พ.ย. 2568 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 04.19 น.
6 ชีวิตกับ 1 เป้าหมาย : กสศ. และภารกิจตามหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาในคลองเตย

‘เด็กที่หลุดหายไป’ จากระบบการศึกษา หากไม่มีใครใส่ใจ อนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ?

หนุ่ย พงศ์สุข ได้เริ่มต้นการเดินทางเพื่อหาคำตอบนี้ ด้วยแรงบันดาลใจจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จากความประทับใจในงานที่สามย่าน มิตรทาวน์ ที่ทำให้คุณหนุ่ยได้เห็นภาพที่ตราตรึงใจ เด็กจากหลายจังหวัดในไทยที่เคยหลุดระบบการศึกษาได้ถูกนำความถนัดกลับมาภายใต้คอนเซปต์ ‘ทุกที่คือโรงเรียน’ พวกเขาเหล่านั้นได้ตอกย้ำความจริงที่ว่า ‘เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ ด้วยโครงการที่จัดตั้งและออกแบบมาด้วยความตั้งใจที่จะช่วยให้เด็กไทยได้เรียนหนังสือทุกคนจาก กสศ. และภาคีเครือข่าย

บทความนี้จะเป็นการรีแคป ‘แบไต๋ในคลองเตย’ ภารกิจตามเด็กคลองเตยกลับมาเรียนด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำจาก กสศ. อย่าง ‘iSEE’ และ ‘Thailand Zero Dropout’ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการตามหาเด็กที่ไม่มีโอกาสได้เรียน ทั้งยังเป็นการ ‘แบไต๋’ เบื้องลึกเบื้องหลังของเด็ก ๆ เหล่านี้อย่างจริงใจ ว่าด้วยเหตุผลอะไรทำไมถึงต้องออกจากโรงเรียน และเทคโนโลยีของ กสศ. สามารถช่วยเด็ก ๆ เหล่านี้ได้มากแค่ไหน

6 ชีวิตที่หลุดหายไปจากระบบการศึกษา กสศ. ใช้อะไรตามหา ‘อนาคต’ ของเด็กคลองเตย ?

รูปจากเว็บไซต์ iSEE

เทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการตามหาเด็ก ๆ เหล่านี้ โดย กสศ. ก็ใช้ชุดข้อมูล 2 ชุดที่ทำงานประสานกัน ดังนี้

  • iSEE : ชุดข้อมูลที่เปิดให้เข้าถึงได้ตามสิทธิ เพื่อให้เห็นภาพรวมของประเทศ เสมือนการเปิด Google Map เพื่อดูว่าเด็กที่หลุดระบบอยู่จังหวัดไหนบ้าง เป็นการมองเห็นปัญหาในภาพรวม
  • Thailand Zero Dropout : นี่คือหัวใจของการทำงานเชิงรุก เป็นชุดข้อมูลที่ลงลึกเป็นรายบุคคล และเข้าถึงได้เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทำงานโดยการนำเลขบัตรประชาชน 13 หลักจากทะเบียนราษฎร ไปวิ่งชนกับ API ฐานข้อมูลของโรงเรียน หากไม่พบการเชื่อมต่อ นั่นหมายถึง เด็กได้หลุดออกจากระบบไปแล้ว ข้อมูลนี้จะถูกนำมาอยู่ในแผนที่ของ iSEE และเป็นข้อมูลเชิงลึกเฉพาะบุคคลใน Thailand Zero Dropout

แต่การทำงานนี้ต้องปลอดภัยและแม่นยำแค่ไหน ? กสศ. นำระบบการกรอกข้อมูลมาทำเป็น แอปพลิเคชัน แทนการใช้กระดาษ ซึ่งอาจกลายเป็นเศษขยะที่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว นี่คือความใส่ใจในรายละเอียดและความปลอดภัยที่ไม่ควรมองข้าม
หมายเหตุ ทำตามหลักความปลอดภัยของข้อมูล PDPA

แบไต๋ ‘ชุมชนคลองเตย’

ซึ่งก่อนที่จะก้าวเข้าไปตามหาเด็ก ๆ เราต้องทำความเข้าใจกับ ‘บ้าน’ ของพวกเขาเสียก่อน ชุมชนคลองเตยคาดว่าที่มีประชากรอยู่อาศัยเป็นแสน มีลักษณะการใช้ชีวิตในตรอกเล็ก ๆ ที่อากาศไม่ค่อยถ่ายเท โดยคุณหนุ่ยก็เสริมว่า ‘มนุษย์เราเป็นลูกสิ่งแวดล้อม’ การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อความคิดและความฝันของเด็ก ๆ อย่างลึกซึ้งแน่นอน

การตามหาตัวเด็ก ๆ ในพื้นที่ซับซ้อนนี้ ย่อมต้องอาศัยผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งอย่างป้าแต๋น-ประภา ชุมพลรักษ์ และพี่ไฝ-สัญชัย ยำสัน 2 ผู้นำจากคณะกรรมการของชุมชนประจำล็อก 1-2-3 ที่คอยนำทางและผลักดันสิ่งดี ๆ ให้เด็กในคลองเตย พวกเขาคือผู้ที่เข้าถึงหัวใจของชุมชนอย่างแท้จริง เพราะแม้ว่าข้อมูลจาก Thailand Zero Dropout จะเป็นข้อมูลจริง แต่เด็กเหล่านี้อาจมีการย้ายบ้านไป-มา ข้อมูลในจออาจไม่เรียลไทม์เป๊ะ ๆ ซึ่งหัวหน้าชุมชนอย่างป้าแต๋นกับพี่ไฝก็จะสามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ได้

‘คนจนขับเคลื่อนเมือง’ ประเด็นใหญ่ที่ใคร ๆ ก็ไม่ควรมองข้าม

พี่ไฝได้อธิบายว่า กว่า 80-90% ของคนในชุมชนคลองเตยทำงานบริการ ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน ขายของ หรือกวาดถนน นี่คือคำถามที่ชวนให้ฉุกคิดว่า หากไม่มีพวกเขา ใครเล่าจะไปทำงานให้คนรวย หรือแม้แต่คนชนชั้นกลางที่อาศัยอยู่ในเมือง ?

สิ่งที่พี่ไฝพูด เป็นการตอกย้ำว่า การขาดการศึกษาคือรากฐานของความเหลื่อมล้ำและวงจรความยากจน โดยชี้ว่าการที่คนในชุมชนกว่า 80-90% ต้องทำงานบริการพื้นฐานที่มีค่าแรงต่ำและมีความเสี่ยง เป็นผลจากการขาดโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการผลิตซ้ำทางชนชั้นและจำกัดทางเลือกในชีวิต

แม้คนกลุ่มนี้จะเป็น ‘ฟันเฟืองสำคัญ’ ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้เมือง แต่พวกเขากลับถูกกดทับ การศึกษาจึงเป็นยิ่งกว่าการเรียนรู้ แต่เป็น ‘เครื่องมือทางสังคม’ และกลไกเดียวที่สามารถทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ เพื่อยกระดับสถานะและมอบทางเลือกที่ดีกว่าให้แก่ประชากรฐานรากได้จริง

มุมมองคนภายนอก ที่ทำให้ ‘คนคลองเตย’ เป็นคนไม่ดี ?

เป็นความจริงที่สังคมภายนอกมักมี ‘กรอบ’ มาครอบชาวคลองเตยไว้ด้วยถ้อยคำ เช่น พวกโง่ พวกติดยา พวกใช้ความรุนแรง นี่คือสิ่งที่พี่ไฝในฐานะผู้นำชุมชนต้องการให้สังคมทำความเข้าใจใหม่

เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ในคลองเตยที่ถูกกรอบนี้ครอบไว้ มีเด็กในชุมชนหลายเคสที่บอกว่าตัวเองเกเรเลยไม่ไปเรียน ทั้งที่ความจริงมีปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้น แต่เมื่อสังคมบอกว่าผลลัพธ์ของการไม่ไปเรียนคือสิ่งที่คนไม่ดีทำ เด็ก ๆ เหล่านี้ก็เชื่อตามนั้น

ดังนั้น สิ่งที่เราได้จากการไปคลองเตย คือปัญหาอาจจะอยู่ที่การที่สังคม ‘ไม่ให้ค่า’ จนไม่ได้พยายาม ‘เข้าใจ’ อย่างลึกซึ้งมากพอหรือเปล่า ? นี่จึงเป็นจุดที่ กสศ. ควรเข้ามาช่วยเหลือ ให้โอกาสเด็ก ๆ และตีแผ่ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น และเข้าใจ ‘ชุมชนคลองเตย’ อย่างลึกซึ้งมากขึ้น

จากประเด็นมุมมองของชุมชนคลองเตย ดร. ไกรยส ก็ได้ย้ำถึง ‘รอยต่อสำคัญของการศึกษา’ ปัญหาที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลูปความยากจนไม่หายไปไหนสักที อย่างช่วง ป. 6, ม. 3 และ ม. 6 เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาหลัง ม. 3 มักจะวนเวียนอยู่กับความยากจน ถ้าลูกที่ออกมาไม่จบเกิน ม. 3 วงจรนี้ก็จะวนอยู่แบบนี้ และแทบจะไม่มีวันพัฒนาให้ไปได้ไกลกว่านั้น

ฉะนั้น การศึกษาที่ทำให้เขาได้ไปไกลจะช่วยนำทางเขาออกจากวงจรความยากจนได้ นี่คือเหตุผลที่ กสศ. ให้ความสำคัญกับ Thailand Zero Dropout และการนำพาเด็กที่หลุดระบบการศึกษาเป็นอย่างมาก

ดร. ไกรยสกล่าวย้ำไว้ว่า ‘ประเทศไทยมีคนเก่ง แต่คนเก่งไม่ได้ไปต่อ’ ซึ่งหน่วยงานอย่าง กสศ. ต้องเข้ามาสนับสนุนตรงนี้

เคสแรก : น้องอิ้งค์ – แววตาแห่งความฝันที่รอสะพาน

เคสแรกที่ทีมงานได้พบคือ อิ้งค์ เด็กหญิงวัย 14 ปี ที่หลุดจากระบบการศึกษาไปตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เมื่อคุณหนุ่ย พงศ์สุข ได้พูดคุย ก็สังเกตเห็นประกายในแววตาของเธอ ซึ่งมาพร้อมกับความฝันที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน เธออยากเรียนต่อที่ปัญญาภิวัฒน์เพื่อเข้าทำงานที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น

ความฝันของอิ้งค์ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ ผู้นำชุมชนได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นี่คือแบบอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นในคลองเตย เพราะพี่สาวของอิ้งค์ก็เดินตามเส้นทางนี้มาก่อน และเป็นตัวอย่างของโอกาสที่สามารถเรียนไปพร้อมกับทำงานสร้างรายได้ได้

อย่างไรก็ตาม คุณหนุ่ยย้ำกับอิ้งค์ว่า ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใด ‘การจบการศึกษา’ ย่อมดีกว่าเสมอ เพราะมันคือใบเบิกทางที่สังคมยอมรับและสามารถต่อยอดในอนาคตได้ ดร. ไกรยส ภัทราวาท จึงได้เสนอแนวทางที่ยืดหยุ่นคือ Mobile School (เรียนผ่านมือถือ) เพื่อให้อิ้งค์สามารถเรียนเก็บหน่วยกิตทางออนไลน์ได้ พร้อมทั้งเสนอความช่วยเหลือด้านค่าเดินทาง เนื่องจากทีมงานมองเห็นศักยภาพและเชื่อว่าอิ้งค์มีอนาคตที่ไปได้ไกล

การทำงานของ กสศ. ในเคสนี้จึงเป็นการเข้าหาด้วยความจริงใจ ทีมงานได้พูดคุยสอบถามอย่างละเอียดว่าเด็กไม่ชอบอะไรในการเรียน ทำไมถึงต้องออกจากโรงเรียน และอยากทำอะไรในอนาคต การสนทนาไม่ใช่แค่การโน้มน้าว แต่เป็นการ ‘ทำความเข้าใจ’ ถึงปัญหาที่แท้จริง เพื่อนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมที่สุดให้เด็กเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง นี่แสดงให้เห็นว่า การจะดึงเด็กกลับสู่ระบบการศึกษาได้สำเร็จนั้น ผู้พูดคุยต้องมีจิตวิทยา เข้าใจบริบทของเด็ก และปราศจากอคติ

เคสที่ 2 : ‘อุ๊บ’ ปัญหาของสมอง หรือเพราะสิ่งแวดล้อมไม่สนับสนุน ?

อุ๊บอยากทำงานส่งอะไหล่กับพ่อ คุณหนุ่ยชี้ว่านี่คือ ‘เซฟโซน’ ที่ไม่มีใครรับประกันความมั่นคงได้ เพราะไม่มีวุฒิ แต่ความเชี่ยวชาญและความรู้ลึกที่เขามีสามารถต่อยอดได้ !

อุ๊บมีความคิดว่า เขามีเซฟโซนที่ถ้าไม่ได้เรียนก็แค่ทำงานกับพ่อ ซึ่งไม่ได้ผิดเลย แต่มันสะท้อนว่าเด็กคนนี้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขา ‘ไม่อยากมีความฝัน’ เพราะมองว่าความด้อยทางสมองมันทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรได้ มันกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้อุ๊บมองไม่เห็นว่าต้องทำยังไง และที่สำคัญคือขาดคนที่เข้าใจเขา และพร้อมที่จะชี้นำเขาจริง ๆ ดร. ไกรยส จึงเสนอกลไกการนำสิ่งที่ถนัดมาทำเป็นวิชาเรียนและตีเป็นหน่วยกิต เพื่อให้เกิดความมั่นใจและเห็นทางเลือกใหม่ ๆ จนสุดท้ายอุ๊บตอบตกลงอยากเรียนในท้ายที่สุด

เคสที่ 3 : ‘บิ๊ก’ ตัวเล็ก แต่มีศักยภาพ

บิ๊กเป็นเด็กที่คุณหนุ่ยนิยามว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คือถ้าได้รับการส่งเสริมที่ดี จะเติบโตไปได้ดี แต่ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุน อาจจะแย่ไปเลย บิ๊กให้เหตุผลที่ดร็อปเรียนคือ ‘แม่ไม่มีเงินมากพอให้ไปโรงเรียน เลยขาดเรียนบ่อย’ เขาจึงเลือกไปเล่นสนุกเกอร์หาเงิน เพราะมันสามารถหาเงินได้เลย ไม่ต้องลำบากไปเรียน

บิ๊กไม่มีแผนจะกลับไปเรียนต่อ จบมาแค่วุฒิ ป. 6 ดร. ไกรยส จึงเสนอโอกาสและทุนการศึกษา และคุณหนุ่ยพยายามโน้มน้าวว่า ‘การกลับไปเรียนจะช่วยต่อยอดอนาคตให้ไปได้ไกลมากขึ้นแน่ ๆ’ ในการพูดคุยได้มีการพูดถึงการทำช่อง YouTube สิ่งที่น่าประทับใจคือ ‘บิ๊กตาเป็นประกายทันทีที่พูดเรื่อง YouTube’ และการที่บิ๊กตอบกลับเรื่องการตัดต่อวิดีโอได้อย่างฉลาด แสดงให้เห็นว่าบิ๊ก ‘มีศักยภาพ’ และพร้อมเรียนรู้ เพียงแต่ไม่มีคนมาชี้แนวทางให้ก็เท่านั้น

บิ๊กเป็นเคสที่น่าเห็นใจ เพราะโอกาสที่ถูกตัดมักเกิดจากการที่เขาไม่มีทุนมากพอในการกลับไปเรียน ทุนจาก กสศ. จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยปูทางให้เขาไปได้ไกลกว่าที่อยู่ในปัจจุบัน

เคสที่ 4-5 : ‘ดิว’ และ ‘ทิว’ สองพี่น้องที่พลาดโอกาสเรียนต่อและอนาคตที่สดใส เพราะไม่มีวุฒิการศึกษา

ดิว และทิว เป็นสองพี่น้องที่มีความถนัดในเรื่องฟุตบอลและฟุตซอลอย่างชัดเจน พวกเขามีอนาคตที่สดใสในด้านนี้ แต่ชีวิตต้องสะดุด เพราะขาดวุฒิการศึกษา ทั้งคู่ย้ายมาจากกาญจนบุรี และจำเป็นต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ด้วยเหตุผลเดียวคือ ไม่มีเงินเรียนต่อ ผลที่ตามมาคือ ทิวที่แม้จะเคยคัดตัวฟุตบอลจนติด แต่ก็ไม่สามารถไปต่อได้เพราะข้อจำกัดด้านวุฒิ

ดร. ไกรยส ภัทราวาท จึงได้เสนอทางออกด้วยการเรียน Mobile School เพื่อให้พวกเขาสามารถได้วุฒิการศึกษาและคว้าโอกาสในชีวิตต่อไปได้ ทั้งสองคนมีความตั้งใจที่จะเรียนต่ออยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือทัศนคติของดิว พี่ชายคนโต ซึ่งแสดงถึงความไม่มั่นใจและไม่กล้าพูดเต็มปากว่าจะเป็นนักฟุตบอล เพราะมองว่า ยังไงก็เป็นไม่ได้หรอก โดยคุณหนุ่ยและ ดร. ไกรยส ต่างช่วยกันให้กำลังใจและย้ำว่า ‘อย่ามองว่าเราจะทำอะไรไม่ได้’

คุณหนุ่ยสรุปเคสของสองพี่น้องคู่นี้อย่างน่าสนใจว่า พวกเขาคือ ‘แพ็กเกจที่สำเร็จแล้ว’ เพราะมีทักษะและความฝัน แต่ ‘ขาดแค่สะพาน (การศึกษา) ที่จะนำทางไปสู่เป้าหมาย’ กสศ. จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มสะพานนี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถเดินตามความฝันได้อย่างเต็มศักยภาพ

เคสสุดท้าย : ‘เอิร์น’ ตัวพิการ แต่ใจสู้

เคสสุดท้ายคือเรื่องราวของเอิร์น ซึ่งต้องประสบภาวะพิการติดเตียงจากการได้รับวัคซีน ทำให้เธอพลาดโอกาสสำคัญหลายอย่าง ทั้งการเรียนและการใช้ชีวิตปกติทั่วไป ทั้งที่จริงแล้วเธอเป็นเด็กเรียนเก่ง ชอบอ่านหนังสือ และเคยเป็นนักกีฬา ความฝันของเอิร์นคือการเรียนภาษาจีนให้จบปริญญาตรี โดยมีคุณยายคอยสนับสนุนอย่างเต็มที่

แม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกาย ดร. ไกรยส ภัทราวาท ก็ได้เสนอแนวทาง Mobile School เพื่อให้เธอสามารถได้วุฒิการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ และสามารถเทียบเรียนต่อจนจบ ม. 6 และไปถึงระดับปริญญาตรีได้ ทางด้านคุณหนุ่ย พงศ์สุข ได้พยายามขอทุนให้เอิร์นได้เรียนภาษาจีนโดยตรง และให้ข้อคิดที่สำคัญว่า “ในเมื่ออดีตแก้ไม่ได้ เราก็ต้องหาวิธีแก้ไขด้วยเทคโนโลยี” พร้อมทั้งให้กำลังใจให้เอิร์นว่า “ทำให้ต่อเนื่อง มุ่งมั่น” เพราะความตั้งใจของเธอนั้นน่าชื่นชมอย่างยิ่ง

แม้ว่าเคสนี้อาจจะต้องใช้ทุนพอสมควร เพราะเอิร์นมีข้อจำกัดด้านร่างกาย แต่ กสศ. ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยได้อย่างเต็มที่และเต็มใจ เพราะมีความเชื่อมั่นว่า แม้ร่างกายอาจไม่พร้อม แต่ใจที่พร้อมสู้ของเอิร์นนั้นมีคุณค่าเกินกว่าที่จะปล่อยทิ้งไปได้ การสนับสนุนทุนในเคสนี้จึงเป็นการลงทุนในความมุ่งมั่นที่ไม่ต้องเสียดายเลย

การศึกษากับการลด ‘ปัญหาสังคม’

ป้าแต๋นเสริมว่าแม้ผู้นำชุมชนจะมีความตั้งใจ แต่ก็ยากที่จะมีใครมาสานต่อจากเขาได้ หลาย ๆ หน่วยงานที่เข้ามาช่วยก็ช่วยได้ไม่ครอบคลุม เธอขอบคุณ กสศ. และทีมงานที่ช่วยกันมาสานต่อความฝันของเธอและคนอื่นอีกหลายคนที่หวังว่า ‘การศึกษา’ จะพาเด็ก ๆ ในชุมชนคลองเตยออกจากลูปความยากจนรุ่นต่อรุ่น และได้มีอนาคตที่สดใส

คุณหนุ่ย พงศ์สุข ได้สรุปบทเรียนจากการทำงานครั้งนี้อย่างลึกซึ้งว่า ในอดีต ‘เด็กดร็อปเรียนมักถูกตีกรอบด้วยอคติ’ ว่าเป็นเด็กเกเร ไม่รักเรียน แต่เมื่อได้เข้าไปทำความเข้าใจอย่างแท้จริง จะพบว่าเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่เด็กเกเร แต่คือเด็กที่ขาดโอกาส ขาดคนชี้ทาง และขาดแรงบันดาลใจ การที่ กสศ. ตั้งใจเข้ามาช่วยเหลือ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เด็ก ๆ เหล่านี้ได้พิสูจน์ตัวเองและได้รับโอกาสใหม่ในการศึกษา

คุณหนุ่ยได้ฝากคำถามไว้ว่า ‘ลองนึกดูว่า ถ้าไม่มีกองทุนแบบนี้มาแคร์ หรือใส่ใจเด็กเหล่านี้ เขาก็อาจจะกลายเป็นปัญหาสังคมในอนาคตก็ได้’ ดังนั้น การทำงานของ กสศ. ร่วมกับผู้นำชุมชนผู้ทุ่มเท จึงเป็นการลดปัญหาสังคม ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เด็กที่หลุดไปสามารถกลับมาเป็นคนที่มีอนาคตที่ดีกว่าได้ ด้วยกองทุนที่ช่วยให้พวกเขา ‘ตั้งตัวได้ใหม่’ นี่คือการลงทุนใน ‘หัวใจ’ และ ‘อนาคต’ ที่สำคัญที่สุดของประเทศอย่างแท้จริง

รับชมเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=jqYKDZK0auQ

หมายเหตุ : เคสน้อง ๆทุกคนได้รับการอนุญาตเผยแพร่ตามหลัก PDPA แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...