สัญญาณเตือนตลาดบ้าน! ยึดทรัพย์สหรัฐพุ่ง 19% ดอกเบี้ยสูง–หนี้พุ่งเริ่มกดดัน
รายงานชี้การยึดทรัพย์สหรัฐเพิ่มต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แม้ยังต่ำกว่าช่วงวิกฤต แต่ความเสี่ยงกำลังสะสมจากจำนองแพง หนี้ผู้บริโภคสูง และตลาดแรงงานอ่อนแรง ฟลอริดา–เท็กซัสเผชิญแรงกดดันหนักสุด
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 01.34 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า จำนวนการยึดทรัพย์สินจากการผิดนัดชำระหนี้ (Foreclosure Filings) ในสหรัฐเพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนตุลาคม หลังจากอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้จำนวนยังถือว่าน้อย แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนรอยร้าวในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐ
รายงานของบริษัทข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Attom ระบุว่า ในเดือนตุลาคมมีอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ 36,766 รายการ ที่ถูกดำเนินการบางรูปแบบของกระบวนการยึดทรัพย์ เช่น หนังสือแจ้งผิดนัดชำระหนี้ การประกาศขายทอดตลาด หรือการถูกธนาคารยึด ซึ่งเพิ่มขึ้น 3% จากเดือนกันยายน และเพิ่มขึ้น 19% จากเดือนตุลาคมปี 2024 ถือเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายปี
การเริ่มต้นกระบวนการยึดทรัพย์ (Foreclosure starts) เพิ่มขึ้น 6% ในเดือนเดียว และสูงขึ้น 20% จากปีก่อน ขณะที่ การยึดทรัพย์ที่เสร็จสิ้นแล้ว (Completed foreclosures) เพิ่มขึ้นถึง 32% เมื่อเทียบรายปี
Rob Barber ซีอีโอของ Attom กล่าวว่า“แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้น แต่ระดับกิจกรรมยังคงต่ำกว่าอดีตมาก แนวโน้มน่าจะสะท้อนการกลับสู่ภาวะปกติในปริมาณการยึดทรัพย์ ขณะที่ตลาดปรับตัว และเจ้าของบ้านบางรายยังคงเผชิญต้นทุนที่อยู่อาศัยและต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้น”
รัฐฟลอริดา เซาท์แคโรไลนา และอิลลินอยส์ มีจำนวนการยึดทรัพย์มากที่สุด และในระดับเมือง พบว่าแทมปา แจ็กสันวิลล์ และออร์แลนโดของฟลอริดา ติดอันดับสูงสุด ตามด้วย ริเวอร์ไซด์ (แคลิฟอร์เนีย) และ คลีฟแลนด์
สำหรับการยึดทรัพย์ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วมากที่สุดคือ เท็กซัส แคลิฟอร์เนีย และฟลอริดา ซึ่งบ่งชี้ว่ารัฐเหล่านี้จะมีบ้านราคาถูกจากการขายแบบบังคับออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามความต้องการซื้อบ้านยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มราคาต่ำ ดังนั้นบ้านที่ถูกยึดน่าจะขายได้ค่อนข้างเร็ว
ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Great Recession) กว่า 4% ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่ในขั้นตอนการยึดทรัพย์ ตามข้อมูลของ Rick Sharga ซีอีโอบริษัท CJ Patrick ขณะที่ปัจจุบันมีไม่ถึง 0.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับเฉลี่ยในอดีตที่อยู่ระหว่าง 1%–1.5% อีกทั้ง 4% ของสินเชื่อยังอยู่ในภาวะค้างชำระ เทียบกับระดับเกือบ 12% ในช่วงวิกฤตการเงิน
Sharga กล่าวว่า ดังนั้นยังไม่มีอะไรที่บ่งชี้ว่าจะเกิดคลื่นยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อ FHA ที่มีอัตราค้างชำระกว่า 11% และคิดเป็น 52% ของสินเชื่อที่ค้างชำระรุนแรง (seriously delinquent) ทั้งหมด ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดทรัพย์มากขึ้นในปี 2569
เขาเสริมว่า รัฐที่ราคาอสังหาริมทรัพย์เริ่มลดลง แต่เบี้ยประกันบ้านกลับพุ่งสูงขึ้น เช่น ฟลอริดาและเท็กซัส ก็กำลังเห็นจำนวนการผิดนัดเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ถึงแม้ราคาอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศจะเริ่มชะลอตัว แต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยจำนอง ที่หลายฝ่ายคาดว่าจะลดลงหลัง Fed เริ่มปรับลดดอกเบี้ย ก็ยังคงอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเดิม ผู้ซื้อบ้านบางรายที่หวังจะรีไฟแนนซ์ให้ดอกเบี้ยถูกลงอาจกำลังเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อก็ยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกันหนี้ครัวเรือนของผู้บริโภคทำสถิติสูงสุดใหม่ การค้างชำระหนี้ประเภทอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพของตลาดที่อยู่อาศัย
Sharga สรุปว่า “แม้ปัจจุบันปัจจัยเหล่านี้ยังไม่ส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่คงไม่สมเหตุสมผลหากจะคิดว่าแนวโน้มเหล่านี้ อีกทั้งยอดขายบ้านที่ซบเซา และการชะลอตัวของการเพิ่มขึ้นของราคา จะไม่ทำให้จำนวนการค้างชำระและการผิดนัดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงต่อไป”
อ้างอิง : cnbc.com